บทเรียนจากเนปาล

เมื่อไม่กี่วันมานี้ มีเหตุการณ์อันน่าสลดใจ เกี่ยวกับเรื่องของแผ่นดินไหวในประเทศเนปาล ที่นำความสูญเสียทั้งทางด้านทรัพย์สินและชีวิตมาให้แก่ผู้คนที่นั่น อย่างยากที่จะทำใจยอมรับได้ อาตมาทราบว่าตั้งแต่เกิดเหตุจนถึงนาทีนี้มีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าวแล้วถึงสามพันกว่าคน และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกกว่าหกพันราย

แต่ถึงจะมีความเลวร้ายอย่างไรก็ยังพอมีเรื่องให้น่าชื่นใจอยู่บ้าง เมื่อนานาประเทศ รวมไปถึงประเทศไทยของเราด้วย ได้ทราบถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับเพื่อนร่วมโลกในประเทศเนปาล ก็ยังมีน้ำใจไมตรี ร่วมกันส่งสาสน์แสดงความเสียใจ ตลอดจนถึงข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ไปให้ อย่างน้อยก็น่าจะเป็นการบรรเทาทุพภิกขภัยในเบื้องต้นได้บ้าง ในช่วงเวลาที่การช่วยเหลือเป็นเรื่องสำคัญที่สุด

เมื่ออาตมาได้ดูภาพเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่ประเทศเนปาลแล้ว ก็ให้รู้เวทนาสงสารกับผู้คนที่นั่นเป็นอย่างมาก ที่ต้องมาประสบกับชะตากรรมที่ตนเองไม่ได้เป็นผู้ก่อขึ้น ทั้งยังไม่สามารถรับรู้และหลีกหนีได้อย่างทันท่วงที โดยเฉพาะก็ภาพของศพผู้เสียชีวิตจำนวนมาก ทั้งที่เป็นคนหนุ่มสาว หรือเด็กและคนชรา ที่ญาติพี่น้อง ต้องนำออกมาเผารวมกันกลางแจ้ง อย่างที่มองดูแล้ว ชั่งหดหู่เหลือทน

แต่ก็ใช่ว่าจะมีคนที่คิดเช่นนี้ทั้งหมด นอกจากผู้คนที่พากันแสดงความเสียใจแลร่วมด้วยช่วยกันในการส่งความช่วยเหลือไปให้กับชาวเนปาลแล้วนั้น ก็ยังปรากฎมีกลุ่มคนอีกกลุ่มหนึ่ง ที่นอกจากจะไม่ได้แสดงความอาลัยและหยิบยื่นความช่วยเหลือให้กับพวกเขาแล้ว ยังกลับหยิบฉวยเอาเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น มาพูดล้อต่อเล่นอย่างสนุกปาก และวิพากษ์วิจารณ์อย่างไม่สร้างสรรค์เอาเสียเลย

ยกตัวอย่าง นักเขียนท่านหนึ่ง ที่พูดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในทำนองว่า ถ้ามีคนซึ่งตนไม่ชอบพอใจ เดินทางไปที่นั่น ในขณะที่กำลังเกิดภัยพิบัติอยู่ คงจะทำให้เขา มีเรื่องสนุกให้ได้ลุ้นอย่างแน่นอน (เรื่องสนุกที่ว่านี้ คงจะตีความเป็นอย่างอื่นไม่ได้) พูดอย่างเข้าใจง่ายที่สุดก็คือ ถ้าคนที่เขาไม่ชอบขี้หน้า ไปตายห่าอยู่เนปาล เขาจะสะใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นเป็นอย่างมาก โดยมิจำต้องมองถึงเรื่องของความเลวร้ายที่เพื่อนมนุษย์จะได้รับ หรือแม้แต่ความกรุณาสงสารในหัวใจของเขาเอง เพราะในสายตาของเขา คนที่เขาไม่ชอบและถืออคติว่าเป็นคนเลวเสียแล้ว ดูจะมีก็แต่ความอาฆาตแค้น และความชิงชัง ที่ฝังแน่นอยู่ เท่านั้น ที่จะมอบให้ มิเช่นนั้นคงไม่แสดงอาการอยากให้คนอื่นตายได้ลงคอเช่นนี้

หรืออีกตัวอย่างหนึ่ง ที่มีดาราท่านหนึ่ง อ้างส่งเดชถึงเรื่องของเวรกรรม จะโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์หรือไม่ก็ไม่ทราบ แล้วไปเหมารวมเอาว่า ที่ประเทศเนปาลเกิดแผ่นดินไหว นั่นเป็นเพราะว่า คนในประเทศเนปาล เคยทำพิธีบูชายัญ ฆ่าควายตายเป็นแสนแสนตัว การเกิดแผ่นดินไหว จึงเป็นเสมือนการถูกเวรกรรมลงโทษ และการที่คนต้องมาตายเป็นพันพัน เป็นการสาสมแล้ว (ไม่ต่างจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวทางภาคเหนือของบ้านเรา เมื่อไม่นานมานี้ ที่มีคนแสดงความเห็นในทำนองว่า สมควรแล้ว เพราะที่นั่น เป็นที่อยู่ของคนเลวที่ไม่รักชาติ)

การอ้างเช่นนี่ เป็นสิ่งที่ต้องระวังให้มากที่สุด มิเช่นนั้นแล้ว อาจทำให้คนอื่นเข้าใจเรื่องของเวรกรรมในทางพระพุทธศาสนาคลาดเคลื่อนไปได้ เราต้องอย่าลืมไปว่า กรรม เป็นเพียงกฎหนึ่งในอีกหลายหลายกฎของธรรมชาติ พุทธศาสนาเรียกว่า นิยาม ๕ (มีอะไรบ้างขอให้ไปศึกษากันเอาเอง) การอ้างเรื่องกฎของกรรมกับการเกิดภัยธรรมชาติ นี่ดูจะไม่สมเหตุสมผลเท่าไหร่นัก แต่หากพูดถึงหลักของอุตุนิยาม หรือกฎของฤดู แต่หากพูดถึงหลักของอุตุนิยาม หรือกฎของฤดู หรือหลักของธรรมนิยาม คือกฎของธรรมชาติ ที่ว่าทุกสิ่งล้วนตกอยู่ภายใต้อำนาจของพระไตรลักษณ์ นี่พอจะฟังขึ้นอยู่บ้าง ไม่ใช่เอะอะก็โยนให้กรรมอย่างเดียว เราต้องเข้าใจว่า คนที่ประสบเหตุในครั้งนี้ ทั้งที่เสียชีวิตและบาดเจ็บ เป็นผู้ที่น่าเวทนาสงสาร เป็นผู้คนที่มาจากหลากหลายเชื้อชาติ หลากหลายศาสนา ไม่จำเพาะแค่คนเนปาล ที่นับถือศาสนาฮินดู หรือทำพิธีฆ่าสัตว์บูชายัญเท่านั้น มีทั้งลูกเล็กเด็กแดง ที่ต้องมาตาย ทั้งที่ยังไม่รู้เดียงสาอะไรเลย

ถ้าเรามองให้เห็นสัจจะแบบนี้ หรือมีหัวใจที่สูงส่งอย่างที่มนุษย์สมควรมีอยู่บ้าง เราจะต้องไม่ซ้ำเติมพวกเขา ไม่เอาเหตุการณ์ของพวกเขามาล้อเล่นให้สนุกปาก เพียงเพื่อตอบสนองความอาฆาตหรือชิงชังของตนเอง ซึ่งเป็นลักษณะของคนพาลโดยแท้ทีเดียว

มากไปกว่านั้น หากรู้จักมองให้แยบคาย เราจะเห็นบทเรียนเลยว่า ธรรมชาติถึงให้คุณอย่างมากมาย แต่ก็ให้โทษอย่างมหันต์และร้ายแรงกว่าโทษภัยอื่นๆ ธรรมชาติมันเป็นครูสอนเราให้รู้ว่า เวลาของเรา มีไม่มากอย่างที่เราคิด ความตายและความสูญเสีย เป็นสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวแค่นี้เอง เราพร้อมที่จะเจอกับเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันแบบนี้ เมื่อไหร่ก็ได้ ไม่เฉพาะแค่ คนเนปาล หรือ คนบ้านเมืองอื่น เท่านั้น

สิ่งที่สำคัญก็คือ เราจะอยู่อย่างไรให้พร้อมที่จากไปได้เสมอ เราจะใช้เวลาที่ไม่เคยให้ความแน่นอนกับเรานี้ ได้คุ้มค่าหรือเปล่า ในขณะที่เรายังมีลมหายอยู่ เรามีคนที่รักเรา พอพอกับคนที่เรารักหรือไม่ เราให้อะไรกับคนอื่นบ้างนอกจากให้กับตัวเอง นี่เป็นคำถามที่เราควรจะถามตัวเองได้แล้ว

เราต้องไม่ลืมว่า เราเองก็เคยได้รับบทเรียนที่คล้ายกันนี้ แม้ว่าจะไม่ใช่จากแผ่นดินไหว อย่างเหตุการณ์คลื่นยักษ์สินามิ เป็นต้น พี่น้องและเพื่อนร่วมชาติของเราตายไปตั้งเท่าไหร่ เราลืมพวกเขาแล้วหรือยัง บทเรียนครั้งนั้นฝากบาดแผลอะไรให้กับเราบ้าง

หรือว่าเรายังคงเป็นคนที่เฉยชาต่อความเจ็บปวดของคนอื่นอยู่ ยังคงมองเห็นความสูญเสียและความตายของคนอื่น เป็นเรื่องล้อเล่น เป็นเรื่องขำขัน เป็นเรื่องน่าสมน้ำหน้า อย่างที่เคยเป็นมา เรายังคงไม่รู้สึกถึงความกรุณาสงสาร เพียงเพราะความเลวร้ายเหล่านั้น ไม่ได้เกิดขึ้นกับเรา หรือคนที่เรารัก หากเป็นเช่นนั้นจริงจริง ก็น่าเสียดาย ที่การมีร่างกายของมนุษย์ไม่ได้ช่วยฉุดความคิดหรือจิตวิญญาณของเราให้สูงสมกับความเป็นมนุษย์ตามมาด้วย

 


เรื่องในหมวดเดียวกัน