บุคคลผู้มีจรณะวิบัติ ย่อมไม่รู้ไม่เห็นตามความเป็นจริง
**********
…ถ้าบุคคลจักทำที่สุดแห่งทุกข์ด้วยเหตุนอกจากวิชชาและจรณะแล้ว ปุถุชนก็จักทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ เพราะปุถุชนไม่มีวิชชาและจรณะ ผู้มีอายุ บุคคลผู้มีจรณะวิบัติ ย่อมไม่รู้ไม่เห็นตามความเป็นจริง บุคคลผู้ประกอบด้วยจรณะ ย่อมรู้เห็นตามความเป็นจริง เมื่อรู้เห็นตามความเป็นจริงย่อมทำที่สุดแห่งทุกข์ได้”
………
ข้อความบางตอนใน อุปวาณสูตร อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๑
http://www.84000.org/tipitaka/pitaka_item/m_siri.php…

พึงทราบวินิจฉัยในอุปวานสูตรที่ ๕ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า วิชฺขายนฺตกโร โหติ ความว่า บุคคลทำที่สุดวัฏทุกข์ได้ด้วยวิชชา คือทำทางวัฏทุกข์ทั้งสิ้นให้ขาดเสียตั้งอยู่.
แม้ในบทที่เหลือก็นัยนี้เหมือนกัน.
บทว่า สอุปาทาโน แปลว่า เป็นผู้ยังมีความยึดถืออยู่.
บทว่า อนฺตกโร อภวิสฺส คือ บุคคลจักทำที่สุดแห่งวัฏทุกข์อยู่ได้.
บทว่า จรณสมฺปนฺโน คือ ถึงพร้อมแล้วด้วยจรณธรรม ๑๕ ประเภท.
บทว่า ยถาภูตํ ชานํ ปสฺสํ อนฺตกโร โหติ ความว่า บุคคลรู้เห็นด้วยมรรคปัญญาตามความเป็นจริงแล้ว ชื่อว่าเป็นผู้ทำที่สุดแห่งวัฏทุกข์ตั้งอยู่ เพราะฉะนั้น พระสารีบุตรเถระจึงให้ปัญหาจบลงด้วยยอดธรรมคือพระอรหัต.
อรรถกถาอุปวานสูตร http://www.84000.org/tipitaka/attha/attha.php…

อุปวาณสูตร ว่าด้วยพระอุปวาณะ คือ ท่านพระอุปวาณะถามท่านพระสารีบุตรเรื่องการทำที่สุดแห่งทุกข์ด้วยเหตุ ๔ อย่าง อย่างใดอย่างหนึ่ง คือ ด้วยวิชชา ด้วยจรณะ ด้วยวิชชาและจรณะ หรือด้วยเหตุอื่น ท่านพระสารีบุตรตอบว่าไม่ใช่ทั้ง ๔ อย่าง เพราะถ้าบุคคลมีเหตุ ๔ อย่างนี้อย่างใดอย่างหนึ่ง ก็จะเป็นการยึดมั่นถือมั่น ผู้จะทำที่สุดแห่งทุกข์ได้จะต้องเพียบพร้อมด้วยจรณะ ๑๕ อย่าง คือ (๑) สีลสัมปทา (๒) อินทรียสังวร (๓) โภชเนมัตตัญญุตา (๔) ชาคริยานุโยค (๕) มีศรัทธา (๖) มีหิริ (๗) มีโอตตัปปะ (๘) เป็นพหูสูต (๙) วิริยารัมภะ (๑๐) มีสติมั่นคง (๑๑) มีปัญญา (๑๒) ปฐมฌาน (๑๓) ทุติยฌาน (๑๔) ตติยฌาน (๑๕) จตุตถฌาน และรู้เห็นตามความเป็นจริง (ยถาภูตญาณทัสสนะ)