กรณี อุ๋ย บุดดาเบลส กับศิษย์ธรรมกาย ออกรายการทีวีช่องหนึ่ง มีข้อความที่น่าสนใจหลาย ๆ อย่าง พอจะนำมาวิพากษ์วิจารณ์ให้เกิดความเข้าใจ พอสังเขป ดังต่อไปนี้…. 

จากการที่ฟัง พอจับใจความได้ว่า…
อุ๋ย บุดดาเบลส กล่าวหา หลาย ๆ อย่างเช่น…
– เรื่องการทำบุญ เน้นทำบุญ (ทาน การบริจาค)
– เรื่องการกล่าวหา ธรรมกาย ยกเอาผลบุญ (อานิสงส์) กล่าวโฆษณาชวนเชื่อ
– เรื่องการกล่าวหา พูดทำนองว่า ธัมมชโย ไม่ใช่พระ กรณียักยอกทรัพย์ของสงฆ์
– มีการกล่าวหา ว่าธัมมชโย อาบัติปาราชิก พูดอวดอุตริมนุสสธรรม
– เรื่องการกู้เงินทำบุญ…

ข้อความเห็น… (จะไม่ลงรายละเอียดในแต่ละหัวข้อมากเกินไป) 

* อุ๋ย…ไม่ได้พูดถึงรายละเอียด เรื่องคำสอนที่ผิดพลาด อย่างไร ? (อาจจะมีเวลาน้อย)
* อุ๋ย…ชี้แจงได้ตรง ๆ เรื่องวินัยถูก แต่ธรรมะอาจด้อย หรือผิดพลาด…สาเหตุก็เพราะว่า
     – นัยะหรือเหตุผลในการทำบุญของคนแตกต่างกัน…(เป็นสิทธิส่วนบุคคล)
     – นัยะของการเข้าวัดของคนก็แตกต่างกัน… (เป็นสิทธิส่วนบุคคล)
     – ในส่วนของการปฏิบัติสมาธิ เบื้องต้น ต้องถือว่า ธรรมกายทำได้ดี ถึงดีมาก…พอเป็นไปได้…แต่ภาวนา ลึก ๆ อาจต้องแก้ไข หรือใช้เวลา…แต่เบื้องต้นถือว่าเป็นไปได้ดี…ตามที่ได้ฟัง และศึกษาสัมผัสด้วยตนเอง)
     – การกล่าวหาเรื่องอาบัติปาราชิก พูดโดยรวม ยังไม่แน่ชัดเรื่องอาบัติปาราชิก เพราะยังมีองค์ประกอบที่จะต้องให้ตัดสินเยอะแยะ เช่น มีความจงใจในการทำผิดดังที่ถูกกล่าวหา หรือไม่ อย่างไร? เป็นต้น…

อาบัติปาราชิกทุกข้อ (ทั้ง ๔ ข้อ) เป็นสจิตตกะ คือผู้กระทำต้องมีเจตนา เป็นไปกับด้วยเจตนา มีความจงใจกระทำ ถ้าไม่รู้ ไม่มีเจตนา อาบัติยังไม่ถึงปาราชิก อาจจะเป็นอาบัติอื่น ๆ รองลงมา…เช่น ปาจิตตีย์, ทุกกฎ….
“ข้อที่เกี่ยวกับเจตนานี้ สำคัญมาก ๆ” เพราะ เราไม่รู้ว่า…
     ๑. ธัมมชโย เอาเงินของสงฆ์ หรือเงินที่เขาถวายตนเองไปซื้อสิ่งของต่าง ๆ
     ๒. เราไม่อาจรู้ได้ว่า คนที่ถวายเงิน ถวายให้แก่สงฆ์ หรือถวายให้เป็นส่วนตัวของธัมมชโย
     ๓. เราไม่อาจรู้ได้ว่า การนำเงินไปซื้อสิ่งของต่าง ๆ ได้รับอนุมัติจากสงฆ์ หรือจากบุคคล…คือธัมมชโย รูปเดียว
     ๔. ถ้าการนำเงินไปใช้จ่าย ซื้อสิ่งของต่าง ๆ เป็นไปโดยการเห็นชอบจากสงฆ์ ก็ไม่เป็นอาบัติปาราชิก
     ๕. หรือการนำเงินไปใช้จ่ายา หรือซื้อสิ่งของต่าง ๆ ถ้าเป็นเงินส่วนตัวของธัมมชโย ก็ไม่เป็นอาบัติปาราชิก เพราะไม่ได้ยักยอกใคร
     ๖. ถ้าการนำเงินไปใช้จาย ซื้อสิ่งของต่าง ๆ ทำในนามของคณะกรรมการวัด ก็ไม่เกี่ยวอะไรกับพระ
     ๗. การใส่ชื่อบัญชีธนาคารเป็นต้น เป็นของพระ ก็ยังตัดสินไม่ได้ว่า พระที่เป็นเจ้าของบัญชีจะเป็นอาบัติปาราชิก ตราบใดที่ยังไม่ได้ยักยอกเงินนั้น หรือ ถ้าเงินนั้นเป็นของพระจริง ๆ จากการถวายโดยส่วนตัว… พระก็ไม่เป็นอาบัติปาราชิก
*** การรับเงินทอง จับเงิน จับทอง หรือยินดีในเงินและทองที่เขาเก็บไว้เพื่อตน เป็นอาบัติ นิสสัคคียปาจิตตีย์ (ยังไม่เป็นอาบัติปาราชิก)
     ๘. เรื่องอวดอุตริมนุสสธรรม มีนัยะ ที่ต้องพิจารณาอย่างนี้ คือ…
          – ถ้ามีคุณวิเสสจริง ๆ และรู้ว่าได้คุณวิเสสต่าง ๆ นั้นจริง พูดอวด จัดเป็นอาบัติปาจิตตีย์
          – ถ้าไม่รู้ หรือเข้าใจผิด เช่น นั่งสมาธิแล้วเกิดนิมิตเห็นสิ่งต่าง ๆ แล้วพูดว่าตนได้เห็นนิมิตต่าง ๆ นั้น โดยไม่ได้มีจิตมุ่งหมายลาภสักการะแต่อย่างใด ไม่เป็นอาบัติ (เช่น ผู้ทำกรรมฐานบอกนิมิตต่าง ๆ ที่ตนเห็น แก่อาจารย์ผู้สอนกรรมฐาน เป็นต้น)
          – เพื่อนสหธรรมิก สอบถามถึงคุณวิเสสต่าง ๆ แล้วบอกแก่เพื่อนสหธรรมิกนั้น ก็ไม่เป็นอาบัติ
          – ถ้ารู้ว่าตนเอง ยังไม่ได้คุณวิเสสอะไรสักอย่าง แต่พูดอวด ด้วยมุ่งหวังลาภสักการะ เป็นอาบัติปาราชิกโดยแท้
(***คุณวิเสส ได้แก่ ฌาน อภิญญา มรรค ผล นิพพาน)

          – การกล่าวหาเรื่องอาบัติปาราชิก ต้องมีการ สอบสวน สืบสวน และให้สงฆ์เป็นผู้ลงวินิจฉัย และในกรณีที่เรื่องราวเกี่ยวข้องกับคดีความในทางโลก มีบุคคล มีทรัพย์สิน มีสถานที่และเรื่องราวเกี่ยวโยงประกอบกันหลาย ๆ อย่าง…ในทางวินัยบัญญัติ คำสั่งของพระสังฆราช ไม่มีผล เพราะพระสังฆราช เป็นบุคคล (ภิกษุรูปเดียวเป็นบุคคล) ตัดสินไม่ได้ อย่างน้อยต้องเป็นสงฆ์ คือ ภิกษุ ๔ รูป ขึ้นไป…จะใช้ตำแหน่งพระสังฆราชมาตัดสินไม่ได้ ต้องเอาสงฆ์เป็นใหญ่…

ส่วนคดีความในทางโลก ก็ต้องมีการสอบสวน วินิจฉัยกันไป…ความเห็นของผู้เขียน ให้ทรรศนะว่า ควรเป็นไปอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม และเป็นไปในภาวะที่บ้านเมืองเป็นปกติ มีรัฐบาล มีเจ้าหน้าที่รัฐที่ประชาชนยอมรับได้  แต่ถ้าทางฝ่ายรัฐ และฝ่ายที่ดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรม ยังไม่เป็นที่ยอมรับของประชาชน การดำเนินการใด ๆ เกี่ยวกับคดีความ ย่อมไม่ได้รับความไว้วางใจทั้งฝ่ายจำเลย และผู้ที่ศรัทธาในตัวพระธัมมชโย และศิษย์วัดพระธรรมกาย…ฯ

ข้อถกเถียงนอกนั้น สาระยังน้อยอยู่…เรื่องกล่าวหา มองว่าเป็นความเห็นของคน ๆ หนึ่ง คล้าย ๆ กับเป็นโจทก์ ต้องให้จำเลยมาชี้แจง // บางอย่างแฝงด้วยความเห็นลงไปว่า ผู้ถูกกล่าวหาต้องเป็นอย่างที่ตนกล่าวหา….ตราบใดที่ผู้ต้องหายังไม่ได้ถูกตัดสินว่าผิดจริง ตามข้อกล่าวหานั้น ก็ยังถือว่าผู้ถูกกล่าวหาเป็นผู้บริสุทธิ์ (ในทางกฎหมาย) 

แต่ในทางวินัยสงฆ์  ความผิดวินัย เป็นอาบัติปาราชิกเป็นต้น ถ้าเข้าองค์ประกอบของสิกขาบทนั้น ๆ ก็จัดเป็นอาบัติปาราชิกทันที โดยไม่ต้องมีใครมากล่าวโทษ หรือต้องมีใครมาตัดสิน  ฯ  

 

VeeZa
28 /2 /60