คาถาสังคหะ
อิจฺเจวมฏฺฐวีสติ วิธมฺปิ จ วิจกฺขณา
อชฺฌตฺติกาทิเภเทน วิภชฺชนฺติ ยถารหํ ฯ

แปลความว่า บัณฑิตผู้เห็นแจ้ง ย่อมจำแนกรูป ๒๘ รูปออกไปโดยประเภท อัชฌัตติกรูป เป็นต้น
ตามสมควรด้วยประการฉะนี้

อธิบาย ในรูปวิภาคนัยนี้ เป็นการแสดงการจำแนกรูป ๒๘ รูปออกไปเป็นมาติกา หรือแม่บทใหญ่ๆ ได้ดังนี้

๑. เอกมาติกา หมายความว่า รูป ๒๘ รูปทั้งหมดนี้ มีสภาพเป็นส่วนรวมอย่างเดียว คือ มีประเภท และความหมายเป็นไปในส่วนเดียว มีแม่บทอย่างเดียวกัน
๒. ทุกมาติกา หมายความว่า รูปทั้ง ๒๘ นั้น มีสภาพแยกได้เป็น ๒ ส่วนคือ เป็นคู่ๆ มีแม่บทและความหมายแตกต่างกันไปเป็น ๒ ส่วน และเป็นคู่ๆกัน

ดังจะได้ขยายความมาติกา ๒ ในโอกาสต่อไป

เอกมาติกา

เอกมาติกา เป็นการแสดงแม่บทของรูปธรรมทั้ ๒๘ รูป ซึ่งมีความหมาย และประเภทอย่างเดียวกันมีชื่อตามความหมายในสภาวะต่างๆ ๘ ชื่อดังนี้
๑) อเหตุกะ หมายถึง รูปทั้ง ๒๘ รูป ไม่มีเหตุประกอบ คือไม่มีเหตุ ๖ สัมปยุตด้วยรูป แม้รูปใดรูปหนึ่งเลย รูปที่ประกอบด้วยเหตุจึงไม่มี
๒) สปัจจยะ หมายถึง รูปทั้ง ๒๘ รูป ล้วนเป็นธรรมที่ต้องอาศัยปัจจัย ๔ เกิดขึ้น ซึ่งได้แก่ กรรม จิต อุตุ อาหาร เป็นสมุฏฐานทำให้รูปเกิดขึ้นนั่นเอง
๓) สาสวะ หมายถึง รูปธรรมทั้งปวง ย่อมเป็นอารมณ์แก่อาสวธรรม คือ กามสวะ ทิฏฐาสวะ และอวิชชาสวะได้
๔) สังขตะ หมายถึง รูปะรรมทั้งหมดเป็นสังขตธรรม คือ ธรรมที่ปรุงแต่งด้วยเหตุปัจจัย ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงโดยเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป รูปทั้งหมดอยู่ใต้กฏแห่งการปรุงแต่งเหล่านั้น อันมี กรรม จิต อุตุ อาหาร เป็นตัวการปรุงแต่งนั่นเอง
ส่วนรูปที่ไม่ได้ถูกปัจจัยปรุงแต่งนั้นไม่มี
๕) โลกียะ หมายถึง รูปธรรมทั้งหมด เป็นธรรมที่สงเคราะห์เข้าในสังขารโลก มีสภาพธรรมที่ต้องแตกดับเสมอ
ส่วนรูปที่พ้นจากการแตกดับไม่มี
๖) กามาวจระ หมายถึง รูปทั้งหมดเป็นอารมณ์ของกามาวจรจิตเท่านั้น
ส่วนรูปที่เป็นอารมณ์ของมหัคคตจิต หรือโลกุตตรจิตนั้นไม่มี เพราะมหัคคตจิต มีบัญญัติ และมีอรูปฌานจิตเป็นอารมณ์ ส่วนโลกุตตรจิตมีนิพพานเป็นอารมณ์
๗) อนารัมมณะ หมายถึง รูปธรรมทั้งหมด ไม่สามารถรับรู้อารมณ์ได้ เหมือนจิต และเจตสิก ซึ่งเป็นนามธรรม
ส่วนรูปใดที่สามารถรับรู้อารมณ์ได้นั้นไม่มี
๘) อัปปหาตัพพะ หมายถึง รูปธรรมทั้งปวง มิใช่เป็นปหาตัพพธรรม คือ ธรรมที่พึงปหาร กิเลสตัณหาต่างหาก ที่ควรละ ควรประหาร ฉะนั้น รูปที่พึงประหาร คือ ปหาตัพพธรรม จึงไม่มี

เอกมาติกาบททั้ง ๘ ของรูปธรรมทั้ง ๒๘ ที่กล่าวมานี้ เป็นการแสดงโดยส่วนเดียว คือ ประเภทเดียว ไม่มีประเภทที่ตรงกันข้ามแต่ประการใดเลย จึงชื่อว่า เอกมาติกา

ทุกมาติกา

ทุกมาติกา เป็นการแสดงแม่บทของรูป ๒๘ รูป เป็น ๒ ส่วนหรือเป็นคู่ๆ คือ มีประเภทที่ตรงกันข้าม เมื่อจำแนกรูปธรรมทั้งหมดออกเป็นคู่ๆ แล้วจำแนกได้ ๑๑ คู่ดังต่อไปนี้

คู่ที่ ๑ อัชฌัตติกรูป กับ พาหิรรูป

  • อัชฌัตติกรูป คือ รูปภายใน ได้แก่ ปสาทรูป ๕
  • พาหิรรูป คือ รูปภายนอก หมายถึงรูปที่นอกจากปสาทรูป ๕ ได้แก่ รูปที่เหลือ ๒๓ รูป

รูปภายใน กับรูปภายนอกคู่ที่ ๑ นี้ คำว่า รูปภายใน มิได้มุ่งหมายเอารูปที่เกิดขึ้นภายในร่างกายของสัตว์ทั้งหลาย แต่หมายถึงรูปที่มีประโยชน์ช่วยเหลือให้จิตรับอารมณ์และทำกิจการงานของสัตว์ทั้งหลายได้มาก เหมือนคนภายในบ้าน ย่อมใช้สอยให้ช่วยทำกิจการต่างๆ ได้แก่คนภายนอกที่ไม่คุ้นเคยกัน ฉะนั้น ปสาทรูปทั้ง ๕ มีประโยชน์แก่สัตว์ทั้งหลายอยู่มาก ถ้าไม่มีปสาทรูป ๕ นี้แล้ว ก็ไม่สามารถทำกิจการงานอะไรได้ ซึ่งจะไม่ผิดอะไรกับหุ่นหรือตุ๊กตา ด้วยเหตุนี้ ปสาทรูป ๕ จึงมีประโยชน์มาก เหมือนคนภายในบ้านดังกล่าวแล้ว จึงชื่อว่าเป็นรูปภายใน คือ อัชฌัตติกรูป

ส่วนที่เหลืออีก ๒๓ เป็นรูปภายนอก ชื่อว่าพาหิรรูป เพราะไม่ได้ช่วยภายในกิจการงานของร่างกายมากเท่าปสาทรูป ซึ่งเหมือนคนนอกบ้าน แต่ก็พอช่วยเหลือกิจการบางอย่างได้บ้างเท่านั้น จึงมีความสำคัญแก่ร่างกายไม่ได้มากเหมือนปสาทรูป ซึ่งเป็นคนภายนอกนั่นเอง

คู่ที่ ๒ วัตถุรูป กับ อวัตถุรูป

  • วัตถุรูป คือ รูปอันเป็นที่อาศัยของจิต และเจตสิก มี ๖ รูป ได้แก่ ปสาทรูป ๕ และหทยรูป ๑
  • อวัตถุรูป คือ รูปที่มิได้อาศัยของจิต และเจตสิก ๒๒ รูป ได้แก่รูปที่เหลือจากวัตถุรูปนั่นเอง

ธรรมชาติของจิตและเจตสิกของสัตว์ทั้งหลาย ที่เกิดอยู่ในปัญจโวการภูมินั้น จะเกิดขึ้นก็ต้องมีที่อาศัยเกิด คล้ายประทีปเปลวไฟ ที่ต้องอาศัยไส้เผาไหม้ให้เกิดเป็นดวงไฟให้แสงสว่าง จิตและเจตสิกก็เช่นเดียวกัน ย่อมต้องการที่ตั้งที่อาศัยให้เกิดรู้อารมณ์ต่างๆได้ และที่อาศัยเกิดของจิตและเจตสิกนั้นก็ได้แก่ปสาทรูป ๕ และหทยรูป ๑ กล่าวคือ ปสาทรูป ๕ เป็นที่อาศัยเกิดของทวิปัญจวิญญาณจิต ๑๐ กับเจตสิกที่ประกอบ ๗ และหทยรูป ๑เป็นที่อาศัยของจิต ๗๕ (เว้นทวิปัญจวิญญาณจิต ๑๐ อรูปวิบากจิต ๔ )กับเจตสิก ๕๒ รูปทั้ง ๖ นี้จึงชื่อว่า วัตถุรูป

ส่วนที่เหลืออีก ๒๒ ไม่ใช่เป็นรูปที่อาศัยเกิดและเจตสิก จึงชื่อว่าอวัตถุรูป

คูที่ ๓ ทวารรูป กับ อทวารรูป

  • ทวารรูป คือรูปที่เป็นเหตุแห่งการเกิดขึ้นของปัญญจทวารวิถี
    และเป็นเหตุแห่งกายกรรม และวจีกรรม มีจำนวน ๗ รูป ได้แก่ ปสาทรูป ๕ และวิญญัติรูป ๒
  • อทวารรูปคือรูปที่ไม่มีเหตุแห่งการเกิดขึ้นของปัญญจทวารวิถี และกายกรรม วจีกรรม มีจำนวน ๒๑ รูป ได้แก่รูปที่เหลือ

ธรรมดาสัตว์ทั้งหลายที่เกิดอยู่ในปัญจโวการภูมินั้น การเกิดขึ้นของวิถีจิตก็ดี หรือการเกิดขึ้นของกายกรรม วจีกรรมก็ดี ย่อมต้องอาศัยทวารรูป ๗ เป็นเหตุ การเกิดขึ้นของปัญจทวารวิถีนั้น ต้องมีปสาทรูป ๕ เป็นเหตุให้เกิด ปสาทรูป ๕ นี้ จึงชื่อว่าอุปปัตติทวาร สำหรับการเกิดขึ้นของการกระทำต่างๆ ที่เป็นทางกายกรรม วจีกรรมก็ตาม ถ้าไม่มีกายวิญญัติรูป และวิญญัติรูปเสียแล้ว การกระทำหรือการพูดจาต่างๆ ก็เกิดขึ้นไม่ได้ ฉะนั้นวิญญัติรูปทั้ง ๒ นี้ จึงชื่อว่า กัมมทวาร หมายถึง รูปที่เป็นเหตุให้เกิดกายกรรม และ วจีกรรมนั่นเอง

ส่วนรูปที่เหลือ ๒๑ รูป นอกจากปสาทรูป ๕ และวิญญัติรูป ๒ แล้ว รูปเหล่านั้น มิใช่รูปที่เป็นให้เกิดรูปวิถีจิต และเป็นเหตุให้เกิดกายกรรม วจีกรรม จึงเรียกรูปที่เหลือ ๒๑ รูปว่า อาหารรูป

คูที่ ๔ อินทริยรูป กับ อนินทริยรูป

  • อินทริยรูป หมายถึง รูปที่เป็นใหญ่ เป็นผู้ปกครอง มีการเป็นใหญ่ในการเห็น เป็นต้น ซึ่งมีจำนวน ๘ รูป ได้แก่ ปสาทรูป ๕ ภาวรูป ๒ และชีวิตรูป ๑
  • อนินทริยรูป หมายถึง รูปที่ไม่เป็นใหญ่ ไม่เป็นผู้ปกครอง มีจำนวน ๒๐ รูป
    รูปที่ครองความเป็นใหญ่ในการรับอารมณ์ต่างๆ มีการเห็น. ได้ยิน. ได้กลิ่น เป็นต้น

การเห็นจะเกิดขึ้นได้ก็ต้องอาศัยจักขุปสาทเป็นใหญ่ เป็นผู้ปกครอง ถ้าขาดจักขุปสาทเสียแล้ว การเห็นย่อมเกิดขึ้นไม่ได้ หรือการเห็นได้ไกล ได้ใกล้ ชัดเจน หรือไม่จัดเจน จักขุปสาทจึงเป็นเรื่องใหญ่ เป็นผู้ปกครองในการเห็นทั้งหมด จึงชื่อว่า อินทริยรูป

โสตปสาท. ฆานปสาท. ชิวหาปสาท. กายปสาท ก็เป็นไปในทำนองเดียวกัน จึงได้ชื่อว่าอินทรนิยรูปด้วย
อิตถีภาวรูป เป็นใหญ่ เป็นผู้ปกครองความเป็นหญิงทั่วไปในร่างกาย
ปุริสภาวรูป เป็นใหญ่ เป็นผู้ปกครองความเป็นชายทั่วไปในร่างกาย

ภาวรูปทั้งสองนี้ ครองความเป็นใหญ่ ในเพศหญิงชายทั่วไปในร่างกาย จึงได้ชื่อว่า อินทริยรูป
ชีวิตรูป เป็นใหญ่ เป็นผู้ปกครองในการรักษากัมมชรูปที่เกิดขึ้นพร้อมกันกับตน ให้ตั้งอยู่จนครบอายุของรูป กล่าวคือ เมื่อกัมมชรูปเกิดขึ้น ก็มีชีวิตรูปเกิดขึ้นพร้อมด้วย และทำหน้าที่รักษารูปที่เกิดจากกรรมนั้น ชีวิตรูปจึงเป็นใหญ่เป็นผู้ปกครองในการรักษากัมมชรูปที่เกิดขึ้นพร้อมกับตน และได้ชื่อว่าอินทริยรูป

ส่วนรูปที่เหลือนอกนั้นอีก ๒๐ รูป มิได้เป็นใหญ่ เป็นผู้ปกครองในกิจต่างๆอย่างใด จึงชื่อว่า อนินทริยรูป

คูที่ ๕ โอฬาริรูป กับ สุขุมรูป

  • โอฬาริกรูป เป็นรูปหยาบ คือรูปที่ปรากฏชัด มีจำนวน ๑๒ รูป
    ได้แก่ ปสาทรูป ๕ และวิสยรูป ๗
  • สุขุมรูป เป็นรูปละเอียด รูปที่ปรากฎชัด มีจำนวน ๑๖ รูป
    ได้แก่รูปที่เหลือ ๑๖ รูป

ปสาทรูป ๕ และวิสยรูป ๗ รวมเป็น ๑๒ รูปนี้ ชื่อว่ารูปหยาบ ซึ่งหมายถึงเมื่อพิจารณาด้วยปัญญาแล้ว ก็ปรากฎได้ชัดเจนมาก เช่น รูป เสียง กลิ่น รส เย็นร้อน อ่อนแข็ง หย่อนตึง ย่อมรู้ได้ง่าย เพราะปรากฎชัดเจนเป็นรูปที่เห็นได้ ได้ยินได้ ดมกลิ่นได้ ชิมรสได้ ถูกต้องสัมผัสได้ ปสาทรูป ๕ ต้องทำงานร่วมอยู่กับวิสยรูป ๗ เหล่านั้นด้วย จึงจัดเป็นโอฬาริกรูป เพราะทำงานอยู่กับปัญจทวารด้วยกัน

ส่วนรูปที่เหลือ ๑๖ รูปนั้น เมื่อพิจารณาแล้ว ก็ไม่ปรากฎชัดเจน เช่น อาโป คือ น้ำ ที่แสดงการไหลหรือเกาะกุม หทยรูป ชีวิตรูป เป็นต้น ย่อมรู้ยาก เพราะไม่ปรากฎชัดเจน ฉะนั้น รูปที่เหลือ จึงได้ชื่อว่าสุขุมรูป เป็นรูปที่รู้ไม่ได้ทางปัญจทวาร แต่นู้ได้ทางมโนทวารเท่านั้น

  • สันติเกรูป หมายถึงรูปใกล้ คือ รูปที่รู้ได้ง่าย มีจำนวน ๑๒ รูป
    ได้แก่ ปสาทรูป ๕ และวิสยรูป ๗
  • ทูเรรูป หมายถึงรูปไกล คือ รูปที่รู้ได้ยาก มีจำนวน ๑๖ รูป
    ได้แก่รูปที่เหลือ ๑๖ รูป

ปสาทรูป ๕ และวิสยรูป ๗ ที่เป็นโอฬาริกรูปนั้นแหละ ที่ได้ชื่อว่าสันติเกรูปด้วย ซึ่งสันติเกรูปนี้ มุ่งหมายถึงรูปใกล้ เพราะเป็นรูปที่เกิดขึ้นเสมอๆมิได้ขาด กล่าวคือ เป็นรูปที่ให้เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น รู้รส สัมผัสถูกต้องอยู่เสมอไม่ค่อยว่างเว้น เป็นของใกล้ที่เกิดขึ้นบ่อยๆ นี้เอง เมื่อพิจารณาด้วยปัญญาแล้ว จึงย่อมรู้ได้ง่ายเหมือนคนที่อยู่ใกล้ ย่อมเรียกใช้สอยได้ง่ายนั่นเอง สันติเกรูป จึงหมายถึงรูปใกล้

ส่วนรูปที่เหลือ ๑๖ รูปนั้น เมื่อพิจารณาด้วยปัญญาแล้วก็ยังรู้ได้ยากเพราะไม่เกิดขึ้นบ่อยๆ จึงชื่อว่า เป็นรูปไกล คือ ทูเรรูป

คูที่ ๗ สัปปฏิฆรูป กับ อัปปฏิฆรูป

  • สัปปฏิฆกรูป หมายถึงรูปที่กระทบได้ มีจำนวน ๑๒ รูป
    ได้แก่ ปสาทรูป ๕ และวิสยรูป ๗
  • อัปปฏิฆรูป หมายถึงรูป ที่กระทบกันไม่ได้ มีจำนวน ๑๖ รูป
    ได้แก่รูปที่เหลือ ๑๖ รูป

ปสาทรูป ๕ และวิสยรูป ๗ รวม ๑๒ รูปนี้ เป็นรูปที่กระทบซึ่งและกันได้ตามสภาวะ เช่น จักขุปสาทกระทบรูปารมณ์. โสตปสาทกระทบกับสัททารมณ์. ฆานปสาทกระทบคันธารมณ์. ชิวหาปสาทกระทบกับรสารมณ์. กายปสาทกระทบกับโผฏฐัพพารมณ์. การกระทบซึ่งกันและกันระหว่างปสาทรูป ๕ กับวิสยรูป ๗ เป็นเหตุให้ทวิปัญจวิญญาณจิตเกิดขึ้น ฉะนั้น รูปที่กระทบกันได้เหล่านี้จึงชื่อว่า สัปปฏิฆรูป
.
ส่วนรูปที่เหลือ ๑๖ รูปนั้น เป็นรูปที่กระทบซึ่งกันและกันไม่ได้ตามสภาวะจึงได้จึงชื่อว่า อัปปฏิฆรูป

คู่ที่ ๘ อุปาทินนรูป กับ อนุปาทินนรูป

  • อุปาทินนรูป หมายถึง รูปที่เกิดจากอกุศลกรรม และโลกียกุศล มี ๑๘ รูป ได้แก่ กัมมชรูป
  • อนุปาทินนรูป หมายถึง รูปที่ไม่ได้เกิดจากอกุศลกรรม และโลกียกุศลกรรม ได้แก่ รูปที่เกิดจากจิต อุตุ อาหาร

รูปที่เกิดจากอกุศลกรรม และโลกียกุศลกรรม ที่เรียกว่ากัมมชรูป นั้นมี ๑๘ รูป
ได้แก่ มหาภูตรูป ๔ ปสาทรูป ๕ วัณณรูป ๑ คันธรูป ๑ รสรูป ๑ ถาวรูป ๒ หทัยรูป ๑ ชีวิตรูป ๑ อาหาร ๑ ปริเฉทรูป ๑ กัมมชรูปทั้ง ๑๘ นี้ ชื่อว่าอุปาทินนรูป เพราะเป็นรูปที่เกิดจากอกุศลกรรม และโลกียกุศลกรรมอันมีตัณหาและทิฎฐิเข้าไปประกอบเป็นอารมณ์ ฉะนั้นกัมมชรูป ๑๘ เหล่านี้ จึงชื่อว่า อุปาทินนรูป

ส่วนรูปที่เกิดจากจิต คือ จิตตชรูป ๑๕ รูปที่เกิดจากอุตุ คือ อุตุชรูป ๑๓ และรูปที่เกิดจากอาหาร คือ อาหารชรูป ๑๒ รูปเหล่านี้ รูปเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยความเป็นผลของอกุศลกรรม และโลกียกุศลกรรม แต่เป็นผลที่เกิดจากจิต อุตุ อาหาร จึงชื่อว่า อนุปาทินนรูป

คู่ที่ ๙ สนิทัสนรูป กับ อนิทัสนรูป

  • สนิทัสนรูป หมายถึง รูปที่เห็นได้ด้วยตา มี ๑ รูป ได้แก่ รูปารมณ์
  • อนิทัสนรูป หมายถึง รูปที่เห็นไม่ได้ด้วยตา มี ๒๗ ได้แก่รูปที่เหลือ ๒๗

วัณณรูป ได้แก่ สีต่างๆ อย่างเดียวเท่านั้น เป็นรูปที่สามารถเห็นได้ด้วยตา จึงชื่อว่าสนิทัสนรูป

ส่วนที่เหลืออีก ๒๗ นั้น เป็นรูปที่ไม่สามารถเห็นได้ด้วยตา จึงชื่อว่าอนิทัสนรูป

คู่ที่ ๑๐ โคจรัคคาหกรูป กับ อโครัคคาหกรูป

  • โคจรัคคาหกรูป หมายถึง รูปที่สามารถรับปัญจารมณ์ได้มี ๕ ได้แก่ปสาทรูป ๕
  • อโคจรัคคาหกรูป หมายถึง รูปที่ไม่สามารถปัญจารมณ์ได้มี ๒๓ ได้แก่รูปที่เหลือ ๒๓

ปสาทรูป ๕ ชื่อว่าโคจรัคคาหกรูป เพราะเป็นรูปที่มีความใสสามารถรับปัญจารมณ์ได้ กล่าวคือ
จักขุปสาท สามรถรับ รูปารมณ์ ทำให้เกิดการ เห็น
โสตปสาท สามรถรับ สัททารมณ์ ทำให้เกิดการ ได้ยิน
ฆานปสาท สามรถรับ คันธารมณ์ ทำให้เกิดการ รู้กลิ่น
ชิวหาปสาท สามรถรับ รสารมณ์ ทำให้เกิดการ รู้รส
กายปสาท สามรถรับ โผฏฐัพพารมณ์ ทำให้เกิดการ รู้สัมผัส

ฉะนั้น ปสาทรูป ๕ นี้ จึงชื่อว่าโคจรัคคาหกรูป และอโคจรัคคาหกรูปนี้ จึงมี ๒ ชนิด คือ
๑. อสัมปัตตโคจรัคคาหกรูป หมายถึง รูปที่สามารถรับอารมณ์ที่ยังมาไม่ถึงตนได้ มี ๒ รูป
ได้แก่จักขุปสาทรูป และโสตปสาทรูป
๒. สัมปัตตโคจรัคคาหกรูป หมายถึง รูปที่สามารถรับอารมณ์ที่มาถึงตน คือ กระทบแล้วนั่นเอง
ได้แก่ ฆานปสาทรูป. ชิวหาปสาทรูป. กายปสาทรูป

ธรรมดาจักขุปสาท ย่อมสามารถรับรูปารมณ์ได้โดยอาศัยแสงสว่างกระทบถูกต้องสิ่งของนั้นแล้ว
สะท้อนมากระทบจักขุปสาท ทำให้เกิดการเห็นรูปารมณ์ขึ้นมา ไม่ใช่ว่า สิ่งของที่แสดงรูปารมณ์นั้น
จะต้องกระทบกับจักขุปสาทโดยตรงจึงจะเห็น ฉะนั้น อาจกล่าวได้ว่า จักขุปสาทย่อมได้รับเฉพาะ
รูปารมณ์ที่ยังมาไม่ถึงตน โสตปสาทก็เช่นเดียวกัน สวามารถรับสัททารมณ์ได้ โดยอาศัยช่องว่าง
หรือลมพามา เช่นเสียงที่เกิดจากการตีระฆังดังมาให้ได้ยินนั้น ระฆังและโสตปสาท ย่อมอยู่ห่างกัน
ในระยะพอสมควร จึงได้ยิน ฉะนั้นจึงกล่าวได้ว่า โสตปสาทนั้น ย่อมรับเฉพาะสัททารมณ์ที่ยังมาไม่
ถึงตน ฉะนั้นจักขุปสาทรูปและโสตปสาทรูปทั้ง ๒ นี้ จึงชื่อว่า อสัมปัตตโคจรัคคาหกรูป

ส่วนฆานปสาท. ชิวหาปสาท. กายปสาททั้ง ๓ นี้ ต้องมีอารมณ์มาถึงแล้วโดยกระทบ
ถ้าอารมณ์เหล่านั้นยังมาไม่ถึง คือ ยังไม่มากระทบ ก็ไม่สามารถรับอารมณ์นั้นได้ เช่น ฆานปสาท
ต้องรับคันธารมณ์ที่มาถึงแล้ว คือกระทบจึงรู้กลิ่น ชิวหาปสาท ต้องรับรสารมณ์ที่มาถึงแล้ว
คือกระทบจึงรู้รส กายปสาท ต้องรับโผฏฐัพพารมณ์ที่มาถึงแล้ว คือกระทบจึงรู้สัมผัส
ถ้าคันธารมณ์ รสารมณ์ และโผฏฐัพพารมณ์ ยังมาไม่ถึง คือยังไม่เข้ามากระทบแล้ว
ก็ไม่สามารถจะรู้กลิ่น รู้รส รู้สัมผัสได้ ฉะนั้นปสาทรูปทั้ง ๓ นี้ คือ ฆานปสาท. ชิวหาปสาท.
กายปสาท. จึงชื่อว่า สัมปัตตโคจรัคคาหกรูป

คู่ที่ ๑๑ อวินิพโภครูป กับ วินิพโภครูป

  • อวินิพโภครูป หมายถึง รูปที่แยกจากันไม่ได้ มี ๘ รูป ได้แก่ มหาภูตรูป ๔. วัณณรูป ๑. คัณธรูป ๑. รสรูป ๑. อาหารรูป ๑.
  • วินิพโภครูป หมายถึง รูปที่แยกจากกันได้ มี ๒๐ รูป ได้แก่รูปที่เหลือ ๒๐

มหาภูตรูป ๔. วัณณรูป ๑. คัณธรูป ๑. รสรูป ๑. อาหารรูป ๑. รวม ๘ รูปนี้ชื่อว่าอวินิพโภครูป ๘ รูปทั้ง ๘ นี้ต้องเกิดร่วมกันเสมอ เป็นรูปที่แยกจากกันไม่ได้ แม้รูปจะเล็กที่สุด มีปริมาณเท่าปรมณูเม็ดหนึ่งก็ตาม ต้องประกอบด้วยอวินิพโภครูป ๘ เสมอ จึงเรียกว่ารูปที่แยกจากกันไม่ได้

ส่วนที่เหลืออีก ๒๐ นั้น เป็นรูปที่เป็นรูปที่แยกจากกันได้ ไม่จำเป็นที่ต้องเกิดร่วมกัน คงเกิดร่วมได้ในกลุ่มของตนเท่านั้น จึงชื่อว่า วินิพโภครูป และวินิพโภครูปเหล่านี้แม้จะแยกกันเกิดขึ้นได้ก็จริงแต่เมื่อเกิดขึ้นต้องร่วมกับอวินิพโภครูป ๘ เสมอจะเกิดตามลำพังเฉพาะวินิพโภครูป ๒๐ นั้นไม่ได้