การตาย 4 ประเภท เหตุให้เกิดความตาย 4 ประการ

เหตุให้ความตายเกิดมี 4 ประการ การตายมีด้วยกัน 4 ประเภท สิ้นอายุ สิ้นกรรม สิ้นทั้งสอง กรรมตัดรอน ตายแล้วไปไหนจะรู้ได้อย่างไร เลือกได้อย่างไร

เหตุให้ความตายเกิดทั้ง 4 ประการ มีรายละเอียดที่ต้องศึกษาดังต่อไปนี้

1. อายุกขยะมรณะ ตายเพราะสิ้นอายุ อายุ เมื่อว่าโดยสภาวธรรมแล้ว ได้แก่ ชีวิตรูป ขยะ แปลว่า ความสิ้นไป เมื่อรวมกันเป็น อายุขัย แปลว่า ความสิ้นไปแห่งอายุ ในที่นี้มุ่งหมายเอาการกำหนดเขตแห่งการตั้งอยู่ของชีวิตรูปของบุคคลในภูมินั้นรวมๆ กันเป็นหลัก อาจเรียกว่า อายุกัป คือกำหนดอายุของคนในแต่ละยุค เมื่อกล่าวโดยบุคคลาธิษฐาน หมายถึง ตาย เมื่อแก่ หรือ แก่ตายตามปกติทั่วไป

หมายความว่า สัตว์ทั้งหลายที่เกิดอยู่ในภูมิใดสมัยใด เมื่อเกิดขึ้นแล้วก็ดำรงชีวิตอยู่ได้ตลอดขัยแห่งอายุของสัตว์นั้นๆ ในภูมินั้นสมัยนั้น ถึงแม้ว่ากรรมที่จะให้อายุดำรงอยู่ในกำเนิดนั้นยังไม่สิ้นไปก็ตามที เช่น เกิดเป็นมนุษย์ในชมพูทวีป ในสมัยปัจจุบันนี้ มีอายุครบ 75 ปี อันเป็นขัยแห่งอายุมนุษย์ในปัจจุบันนี้แล้วจึงตาย เพราะแม้เมื่อปฏิสนธิด้วยจิตที่ให้มีอายุยืนนานมากก็ตาม แต่มาเกิดในช่วงของภูมิที่เริ่มเสื่อมเพราะฤดูกาลวิบัติและอาหารวิบัติ สัตว์นั้นก็ต้องตายตามอายุของภูมินั้น เช่น พระสัพพัญญูพุทธเจ้าทุกพระองค์มีอายุหนึ่งอสงไขย แต่ก็ไม่อาจดำรงพระชนมชีพตลอดอสงไขย 1 หรือเทพเจ้าบางองค์อุบัติในสวรรค์ชั้นต่ำ เพราะความปรารถนาของตนสมัยเป็นมนุษย์ เช่น พระเจ้าพิมพิสาร เสด็จสวรรคตไปอุบัติ ณ สวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกาเป็นยักษ์ชั้นสูงชื่อ ชนวสภะ แม้พระองค์จะมีบุญมากก็ตาม แต่เมื่อครบกำหนดอายุในสวรรค์ชั้นนั้นก็ต้องจุติแล้วจึงอุบัติใหม่อีก ผู้ที่มีอายุต่ำกว่าเกณฑ์เล็กน้อยหรือมากกว่าเกณฑ์นิดหน่อย เช่น ปัจจุบันก็อายุระหว่าง 73-77 ก็ยังจัดอยู่ในการตายเพราะสิ้นอายุ

1 ที.มหา.อ.มหาปนาทสูตร 13/77

       2. กัมมักขยะมรณะ ตายเพราะสิ้นกรรม กรรม ในที่นี้ หมายถึง ชนกกรรมและอุปัตถัมภกกรรม คือกรรมนำไปเกิดและที่หล่อเลี้ยงสนับสนุนให้ดำรงอยู่ในภพปัจจุบันนี้เท่านั้นกัมมักขยะ หมายถึงเป็นการสิ้นสุดอำนาจแห่งกรรมทั้งสองนี้ หมายความว่า เมื่อชนกกรรมที่นำเกิดและอุปัตถัมภกรรมที่ช่วยส่งเสริมในภูมินั้นหมดกำลังลง ในขณะที่สัตว์นั้นดำรงชีวิตอยู่ไม่เต็มอายุกัป ก้ตายลงก่อนก็ดี หรือ อยู่เกินอายุขัยของภพนั้นแล้วจึงตายก็ดี เช่น ในสมัยนี้อายุอย่างน้อยต้อง 75 ปี แต่ผู้นั้นอาจดำรงอยู่ได้เพียง 1 เดือน 2 เดือน 1 ปี 10 ปี เป็นต้นก็ตายลงเสียก่อน หรือตายตอนอายุ 100 กว่าปี ซึ่งเกินอายุกัปเพราะอำนาจกุศลกรรมและยาหรือมนต์ แม้เทวดาบางองค์อุบัติในสวรรค์ชั้นสูงด้วยบุญกรรมเล็กน้อย ก็ไม่อาจจะอยู่เสวยทิพยสมบัติได้ตลอดอายุของเทวดาชั้นนั้นก็ต้องจุติเพราะหมดบุญ เป็นต้น ก็จัดว่า ตายเพราะสิ้นกรรม1

1 ขุ.อ.การีเปติวัตถุ 49/392

       3. อุภยักขยะมรณะ ตายเพราะสิ้นอายุและสิ้นกรรมพร้อมกัน หมายความว่า สัตว์เกิดขึ้นและดำรงชีวิตอยู่เต็มขัยแห่งอายุกัปของตนแล้ว และประจวบกับชนกกรรม และอุปัตถัมภกรรมก้สิ้นกำลังลงพร้อมกันด้วย สัตว์นั้นจึงตายลง

4. อุปัจเฉทกมรณะ ตายเพราะมีกรรมตัดรอน หมายถึง การตายเพราะกรรมเข้าไปตัดวิบากและกรรมชรูป

หมายความว่า ผู้ที่มีอายุยังไม่ถึงขีดอายุขัย และอำนาจของชนกกรรมกับอุปัตถัมภกกรรมก็ยังไม่หมด แต่ด้วยอำนาจของอกุสลกรรมของสุคติสัตว์ที่ได้ทำแล้วในภพก่อนหรือภพนี้ เข้ามาตัดรอนให้ตายลงเสียก่อน ในสมัยที่ยังไม่ถึงเวลา เพราะอุบัติเหตุ เช่น ถูกไฟไหม้ ถูกรถชน ถูกฆาตกรรม ตลอดจนเพราะโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ เบียดเบียน หรือเพราะการปฏิบัติตนไม่ถูกต้องสม่ำเสมอ เช่น ไม่รู้ประมาณในโภชนาการ กินน้อยไปจนหิวกระหาย กินมากไปจนอิ่มจัดไปอาหารไม่ย่อย การบริหารอิริยาบถไม่สม่ำเสมอ ไม่รู้วิธีบำรุงรักษาสุขภาพร่างกาย การคบคนพาล เสพติดสิ่งมีโทษ เป็นคนทุศีล การถูกเทวดาลงโทษ เป็นต้น

ส่วนการตายของเทวดา เช่น ตายเพราะความโกรธของพวกเทวดามโนปโทสิกา เพราะมัวประมาทเล่นเพลิดเพลินจนลืมเสวยสุธาโภชน์ของพวกเทวดาขิฑฑาปโทสิกา เพราะมัวเมาในการเสพกามเกินไปของคันธัพพเทพในป่าหิมพานต์ การทำอธิมุตติกาล (ตั้งใจตายลงมาเกิดเพื่อสร้างบารมี) ของเทพหรือพรหมผู้มีบารมี เช่น พระโพธิสัตว์ ติสสพรหม เป็นต้น และการฆ่าตัวตายพร้อมกับบรรลุอาหัตของพระฉันนเถระและพระโคธิกะเถระ ก็นับเข้าในการตายเพราะกรรมตัดรอนนี้

หรือตายด้วยอำนาจของกุศลกรรมของอบายสัตว์ เช่น การตายของสัตว์นรก เปรต อสุรกาย เพราะอาศัยการระลึกถึงบุญกรรมของตนได้ เช่น เห็นเปลวไปสีคล้ายจีวร ทำให้นึกถึงตอนที่ตนถวายจีวร จึงทำให้จุติจากนรกทันที ไปเสวยสุขในสุคติภูมิ หรือได้อนุโมทนาบุญที่ญาติมิตรอุทิศให้ตน ทำให้ตัดรอนวิบากของกรรมชั่วให้ลดน้อยลงได้ ทำให้อายุที่จะเสวยผลบาปอันเป็นทุกข์ทรมานสั้นลง

อุปัจเฉทกรรมจึงเกิดได้เพราะอำนาจกุศลกรรม อกุศลกรรมที่ทำไว้ในอดีตภพหรือปัจจุบันภพก็ได้ หรือเกิดขึ้นเพราะความประมาทในปัจจุบันก็ได้

สรุปการตาย 4 ประเภท

1. สิ้นอายุ คือ กำหนดเขตอายุกรรมของสัตว์ที่จะให้ดำรงอยู่อาจเท่ากับหรือมากกว่าอายุประจำภูมินั้น แม่เมื่อถึงเขตกำหนดตามอายุภูมิ สัตว์นั้นก็ต้องตายตามอายุภูมิ

2. สิ้นกรรม คือ อายุกรรมของสัตว์อาจน้อยหรือมากกว่า อายุกัป (ภูมิ) เล็กน้อย แล้วสัตว์นั้นจึงตายไปตามอายุของกรรม

3. สิ้นทั้งสอง คือ อายุกรรมของสัตว์กับอายุกัป (ภูมิ) เท่ากับพอดี สัตว์นั้นจึงตาย

4. กรรมตัดรอน คือ อายุกรรมของสัตว์และอายุกัปยังไม่สิ้นไป แต่สัตว์ตายไปก่อนเพราะกรรมอื่นมาตัดรอน

เหตุแห่งการตายทั้ง 4 รูปแบบนั้น ดูจากภายนอก การตายลักษณะที่ 1 กับลักษณะที่ 2 แบบที่ 1 และลักษณะที่ 3 จะคล้ายกัน หากจะให้จำแนกได้ถูกต้องต้องอาศัยผู้มีรู้มีญาณทัสสนะจึงจะสามารถจำแนกได้เด็ดขาด

ความตายทั้ง 4 อย่างนี้ ถ้าตายโดยอายุขยะมรณะ กัมมักขยะมรณะ อุภยักขยะมรณะทั้ง 3 อย่างนี้ เรียกว่า “กาลมรณะ” คือ เป็นการตายชนิดที่ถึงเวลาแล้ว ส่วนผู้ที่ตายโดยอุปัจเฉทมรณะ เรียกว่า “อกาลมรณะ” คือ เป็นการตายที่ยังไม่ถึงเวลา ความตายทั้ง 4 ประการย่อมมีได้ทั้งปุถุชน พระอริยบุคคลประเภทและพระปัจเจกพุทธเจ้า ส่วนพระสัมมาสัมพุทธเจ้าย่อมได้แก่ความตายทั้ง 3 ประเภทต้น เว้น อุปัจเฉทกมรณะ เพระใครๆ ไม่อาจจะประทุษร้ายพระองค์ให้ถึงปรินิพพานได้

=================