การถวายสังฆทาน

“สังฆทาน” คือ ทานที่ถวายภิกษุสงฆ์โดยไม่ระบุบุคคลว่าเป็นภิกษุรูปใด แต่เป็นภิกษุรูปใดรูปหนึ่งที่มีอยู่ในวัดทั้งหมด หรือภิกษุที่สงฆ์คัดเลือกแล้วจัดสรรให้การถวายสังฆทานนี้มีอานิสงส์มาก เพราะไม่จํากัดด้วยศีล สมาธิปัญญา ของภิกษุผู้รับทาน แต่เป็นองค์รวมของภิกษุทั้งหมด ในคัมภีร์อรรถกถากล่าวว่า การถวายสังฆทานนี้มีอานิสงส์มากกว่าการถวายทานแก่พระอรหันต์เพราะไม่จํากัดด้วยศีล สมาธิและปัญญาของพระอรหันต์เท่านั้น

ในทักขิณาวิภังคสูตร พระพุทธเจ้าตรัสการถวายสังฆทาน ๗ ประเภท แต่ในปัจจุบันไม่มีพระพุทธเจ้าและภิกษุณีสงฆ์จึงถือว่ามีได้ ๒ ประเภท คือ

๑. สังฆทานที่ถวายในสงฆ์ คือ การถวายแก่ภิกษุสามเณรทุกรูปที่อยู่ในวัด โดยนับรวมสามเณรเข้าในสงฆ์อีกด้วย และภิกษุสามเณรเหล่านั้นต้องอยู่พร้อมหน้ากันภายใน ๑๒ ศอกในวัดที่มีรั้วล้อม ถ้าเป็นวัดที่ไม่มีรั้วล้อม ให้นับ ๑ เลฑฑุบาต คือ สถานที่ขว้างก้อนดินออกไปสุดแรงของบุรุษผู้มีกําลังปานกลาง ตามคําอธิบายในคัมภีร์อรรถกถาและฎีกาของทักขิณาวิภังคสูตร และอรรถกถาของพระวินัยปิฎก เรื่องสังฆทาน

๒. สังฆทานที่ถวายโดยเจาะจงจํานวนภิกษุจากสงฆ์ คือ การถวายนอกวัดโดยทายกไปขอนิมนต์ภิกษุจากเจ้าอาวาส หรือพระภัตตุทเทสก์(พระแจกภัต) ผู้รับกิจนิมนต์แล้วนําภิกษุหรือสามเณรที่ตนได้จากสงฆ์นั้นไปฉันที่บ้านหรือศาลาในหมู่บ้าน ดังนั้น การนิมนต์ พระจากวัดไปฉันเช้าหรือฉันเพลที่บ้านก็ตาม การทําสลากภัตแล้วรับภิกษุสามเณรที่ได้รับสลากไปฉันที่บ้าน จึงเป็นสังฆทานประเภทนี้

สังฆทานประเภทที่ ๒ ต้องเป็นการถวายภายนอกวัดเท่านั้น ถ้าทายกนิมนต์พระบางรูปแล้วถวายอาหารหรือถวายของ ไม่จัดเป็นสังฆทาน เพราะคัมภีร์อรรถกถาพระวินัย คือสมันตปาสาทิกา และกังขาวิตรณีได้กล่าวถึงสังฆทานว่า ต้องเป็นการถวายภิกษุและสามเณรทั้งหมดวัดเท่านั้น โดยไม่ได้ระบุว่าเป็นการถวายเพียงบางรูปก็ได้ดังนั้น สังฆทานประเภทที่๒ จึงต้องมีภายนอกวัดเท่านั้นนอกจากนั้น ทายกผู้ได้รับภิกษุหรือสามเณรจากสงฆ์ต้องวางใจเป็นกลาง ถ้ารู้สึกโสมนัสยินดีเพราะได้รับพระเถระ หรือรู้สึกเสียใจที่ได้สามเณรน้อย ก็จะทําให้ทานนั้นไม่ใช่สังฆทาน แต่เป็นปุคคลิกทาน คือ ทานที่ให้โดยระบุบุคคล

อนึ่ง คําว่า สงฆ์ในคัมภีร์อรรถกถาจําแนกไว้ ๒ ลักษณะ คือ

๑. อริยสงฆ์ คือ หมู่ภิกษุผู้เป็นพระอริยบุคคล หมายถึง พระอริยบุคคล ๔ คู่ ๘ จําพวก สงฆ์ประเภทนี้พบในคําว่า สงฺฆํ สรณํคจฺฉามิ (ข้าพเจ้าขอถึงพระสงฆ์เป็นที่พึ่ง)

๒. สมมติสงฆ์ คือ หมู่ภิกษุโดยสมมติหมายถึง ภิกษุที่นุ่งห่มจีวรได้รับการ อุปสมบทตามหลักวินัยอย่างถูกต้อง สงฆ์ประเภทนี้มีได้ทั้งพระอริยะและปุถุชน และใช้ในคําว่า สังฆทาน คือ ทานที่ถวายสงฆ์ซึ่งหมายถึง ถวายแด่สมมติสงฆ์ดังกล่าว ซึ่งอาจเป็นพระอริยะ ปุถุชน สามเณร และยังหมายรวมถึงภิกษุทุศีลอีกด้วย ถ้าเขาได้รับมอบหมายจากสงฆ์ให้ไปรับทาน ก็จัดเป็นสงฆ์เช่นเดียวกัน

จะเห็นได้ว่า ในอรรถกถาของทักขิณาวิภังคสูตร มีเรื่องเล่าว่า มีเศรษฐีท่านหนึ่งได้รับภิกษุทุศีลจากสงฆ์แต่ท่านต้อนรับอย่าง นอบน้อม ถวายอาหารอันประณีต ทําให้ภิกษุนั้น เข้าใจว่าเศรษฐีเลื่อมใสตน พออีกวันหนึ่งได้เข้าไปหาเศรษฐีเพื่อขอจอบไปดายหญ้า เศรษฐีจึงเอาเท้าเขี่ยจอบให้กล่าวว่า อยากได้ก็เอาไป ทําให้ชาวบ้านสงสัยจึงสอบถาม เศรษฐีตอบว่า เมื่อวานนี้ฉันถวายภิกษุที่เป็นตัวแทนของสงฆ์แต่วันนี้ฉันให้ภิกษุทุศีล จึงทําอากัปกิริยาต่างกัน

ดังนั้น ในเมืองไทยปัจจุบันมักเข้าใจสังฆทานว่า

๑. การออกไปใส่บาตรในตอนเช้าเป็นการถวายสังฆทาน เพราะเราไม่ได้ระบุถึงภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง แต่มุ่งถึงพระอริยสงฆ์
๒. การเข้ามาในวัดแล้วถวายสังฆทานเพื่อให้เป็นของส่วนรวมแก่ภิกษุสามเณรในวัด
๓. การนิมนต์พระ ๔ รูปแล้วถวายสังฆทานในวัด

ทั้งหมดนี้ถือว่าไม่ตรงกับคําอธิบายในคัมภีร์อรรถกถาและฎีกา เพราะภิกษุ ๔ รูปนั้น เป็นสงฆ์ตามวินัยกรรมเพื่อการทําอุโบสถกรรมเป็นต้น ไม่ใช่สงฆ์ในการถวายสังฆทาน