การปลง การไม่ยึดติด ไม่ยึดมั่น ถือมั่น (อุปาทาน) จะทำได้อย่างไร ?

เบื้องต้น ควรทำความเข้าใจดังนี้ก่อน “การยึดมั่นถือมั่น เป็นไปด้วยอำนาจของ อุปาทาน” ซึ่งได้แก่ ธรรม ๒ ประการ คือ

๑. ยึดมั่นถือมั่น ในอารมณ์อันเป็นทึ่ตั้งแห่งความไคร่ (กามคุณ ๕ อย่าง รูป เสียง กลิ่น รส การสัมผัส) และธรรมารมณ์ที่เป็นกาม ก็คือความยินดี ติดใจในสัตว์ ในบุคคล…หรือในวัตถุ… เป็นต้น เช่น มีหมา ก็รักหมา มีแมว ก็รักแมว… มีบุตร ภรรยา สามี …ก็รักและยึดติดในสั้งนั้น, หรือมีทรัพย์สมบัติต่าง ๆ ก็รัก หวงแหน…ในสิ่งนั้น ๆ ฯ ความรัก หลง ในสิ่งนั่นนั่นเอง ก็เป็นความยึดมั่นอย่างหนึ่ง เรียกว่า “กามุปาทาน” 

๒. ทิฏฐิ คือความเห็นผิด คือ เราจะเกิดมีความรักหรือยึดติดใน สัตว์ ในบุคคล…หรือในวัตถุ… เป็นต้น (ตามข้อ ๑นั้น) ก็เพราะเห็นว่าสิ่งนั้นเป็นสัตว์ เป็นบุคคล เป็นตัวตน เรา เขา, เป็นวัตถุอันน่าใคร่ น่าปรารถนา น่าพอใจ…เกี่ยวข้องกับเรา โดยความเป็นของ ๆ เรา…เป็นญาติของเรา…เป็นต้น เรียกว่า “ทิฏฐุปาทาน” 

ฉะนั้น การที่จะไม่ยึดมั่นถือมั่น การจะปลง การจะปล่อยวาง….ในสิ่งเหล่านั้น… ก็ต้องละเหตุ ทำให้เหตุคืออกุศลธรรม 2 อย่างที่ว่านี้ ค่อย ๆ จางคลายไป… วิธีการละอกุศลธรรมทั้ง ๒ นั้นก็ คือ…

๑. คลายความ รักใคร่ ความหลง มัวเมา ในกามคุณ ๕…เบื้องต้น ตามที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงในอนุปุพพิกถา ก็ได้แก่
     – การเสียสละ บริจาค หรือให้เป็นทาน นั่นเอง… การเสียสละบริจาคทาน เป็นการละความตระหนี่ ละความยึดถือหวงแหน เป็นเบื้องต้นของการปล่อยวาง…
     – การรักษาศีล ในที่นี้หมายถึงศีลที่สูงกว่าศีล ๕ ภาษาพระเรียกว่า นิกขมะ (เนกขัมมะ) คือการออกจากกาม ฯ เนกขัมมะ ก็คือการถือบวช ถือศีล ๘, ถือศีลอุโบสถ… สูงขึ้นไปก็ ศีล ๑๐, ศีล ๒๒๗, ศีล ๓๑๑ ก็คือการบวชพระภิกษุ, ภิกษุณี นั่นเอง…

๒. การเจริญวิปัสสนากรรมฐาน เพื่อให้เกิดปัญญาเห็นว่า “ที่เรายึดถือว่า เป็นตัวเป็นตน เป็นสัตว์,บุคคล เรา เขา…นั้น แท้จริงเป็นเพียง รูป-นาม, ขันธ์ ๕ เป็นต้น… เริ่มต้น กำหนดให้ได้ว่า อันไหนเป็นรูป อันไหนเป็นนาม (นามรูปปริจเฉทญาณ), กำหนดปัจจัยแห่งนามรูป (นามรูปปัจจยปริคคหญาณ), กำหนดรู้ถึงไตรลักษณ์แห่งนามรูป (อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา) เรียกว่า สัมมสนญาณ…เจริญญาณอื่น ๆ เรื่อยไปตามลำดับ จนถึงมรรคญาณ ผลญาณ…

เมื่อบุคคลปฏิบัติได้เช่นนี้ ความยึดมั่นถือมั่น จะจางคลายไป…และหมดไป เรียกว่าปลงได้อย่างถาวร… เมื่อปฐมมรรคญาณ(โสดาปัตติมรรค) ปรากฎเกิดขึ้น… เรียกได้ว่า ได้กำจัด สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพตปรามาส ได้…

อีกอย่างหนึ่ง การยึดมั่นถือมั่นในสัตว์ ในบุคคล ในวัตถุต่าง ๆ นั้น ก็เป็นไปด้วยอำนาจของวิปัลลาส ๔ อย่าง คือ
     ๑. นิจจสัญญาวิปัลลาส คือเห็นในสิ่งที่ไม่เที่ยง ว่าเป็นของเที่ยง
     ๒. สุขสัญญาวิปัลลาส คือเห็นในสิ่งที่เป็นทกข์ ว่าเป็นสุข
     ๓. อัตตสัญญาวิปัลลาส เห็นในสิ่งที่ปราศจากตัวตน ว่าเป็นตัวเป็นตน
     ๔. สุภสัญญาวิปัลลาส เห็นในสิ่งที่ไม่สวยงาม ว่าสวยงาม

ความเห็นเป็นวิปัลลาสคลาดเคลื่อนนี้ ก็คือเห็นผิด ด้วยอำนาจของมิจฉาทิฏฐินั่นเอง….

การจะปล่อยวาง นอกจากจะเจริญวิปัสสนา ให้เห็นเป็นรูป-เป็นนามแล้ว แม้การเจริญ สมถกรรมฐาน เช่น อสุภะกรรมฐาน(เห็นว่าไม่งาม) หรือกายคตาสติ หรือแม้แต่มรณานุสสติ คือการตามระลึกอยู่เนือง ๆ ถึงความตาย… ก็จัดว่าเป็นทางที่จะทำให้เกิดการปลง หรือปล่อยวางในสัตว์ สังขาร…ที่เข้าใจผิดว่างาม (สุภะ) เป็นต้น… ได้เช่นกัน…ฯ

ข้อคิดเห็น เพิ่มเติม

จริง ๆ แล้ว อุบายในการปล่อยวางที่จะให้สำเร็จประโยชน์จริง ๆ นั้น…เป็นเรื่องของปัญญาล้วน ๆ จากปัญญาเริ่มต้น จนถึงปัญญาในมรรค
ถ้าการปลง หรือการปล่อยวางอะไร ๆ โดยปราศจากปัญญาแล้ว… การปลง หรือการปล่อยวางนั้น ๆ มันอาจจะใกล้เคียงกับการขี้เกียจ หรือกลายเป็นความโกรธ เกลียด… เช่น ปล่อยวางจากการงาน ก็เพราะขี้เกียจทำงาน… ปล่อยวางจาก บุตร จาก สามี ภรรยา … ไม่สนใจ ไม่เอาใจใส่กันแล้ว… เพราะเกิดความโกรธ เกลียด เคียดแค้น อย่างใดอย่างหนึ่ง… การปล่อยวางอย่างนี้ ไม่จัดว่า ปลง หรือปล่อยวางอะไรเลย..

เพราะฉะนั้น จะต้องเกิดขึ้นด้วยอำนาจของปัญญา…เกิดจากความเข้าใจที่ถูกต้องเท่านั้น.. จึงจะเรียกว่า ปลง ปล่อยวาง…

อีกอย่างหนึ่ง… ข้อนี้สำคัญมาก ๆ /

พระอริยบุคคล ยังมีการยึดถือ ความเป็นสัตว์ เป็นบุคคลอยู่… แต่การยึดถือนั้น จะเป็นไปตามบัญญัติของชาวโลกเท่านั้น (สมมติบัญญติ) ไม่ได้ยึดถือด้วยอำนาจของมิจฉาทิฏฐิ คือท่านยังมองเห็นว่า นี่เป็นสัตว์ เป็นบุคคล เพื่อใช้สื่อสาร เพื่อแสดงธรรม เพื่อร้องเรียกได้ถูกต้อง… เช่น ยังเรียกภิกษุนี้ว่า พระอานนท์ …เรียกภิกษุนี้ว่า พระสารีบุตร…เรียกภิกษุนี้ว่า โมคคัลลานะ…เป็นต้น นี่เรียกว่า ร้องเรียกตามบัญญัติของชาวโลก … ถ้าไปยึดเป็นปรมัตถธรรม เป็นรูป เป็นนาม เป็นเพียงขันธ์ ๕ หรือเป็นสภาวธรรมอย่างเดียว ก็จะร้องเรียกไม่ถูก และจะสื่อสารให้เข้าใจไม่ได้…

โดยวิสัยของปุถุชนแล้ว…ถ้าไม่อยู่ในห้องกรรมฐาน ไม่เจริญวิปัสสนากรรมฐาน เมื่ออยู่ครองเรือน…ต้องยึดถือบัญญัติของชาวโลก และปฏิบัติให้ถูกต้องตามบัญญัติของชาวโลก… เช่น มีสามี ก็ต้องเห็นว่าเขาเป็นสามี …มีภรรยา ก็ต้องเห็นว่าเขาเป็นภรรยา…มีลูก ก็ต้องเห็นว่าเขาเป็นลูก … แล้วเราจะปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างถูกต้อง… ถ้าขืนปล่อยวางไปทั้งหมด ไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามที่ตนเป็นตามบัญญัติของชาวโลก … ก็จะเกิดปัญหาทันที…

เพราะฉะนั้น การไม่ยึดมั่นถือมั่น ต้องเป็นไปตามลำดับ ตามสถานะของตน ๆ // ธรรมะของพระพุทธเจ้า ได้แบ่งไว้ให้ปฏิบัติตามฐานะ หน้าที่ที่เหมาะสมแล้ว…

คุณสมบัติของอุบาสก อุบาสิกาที่ดี จึงมีอยู่ข้อหนึ่งว่า “ปฏิบัติธรรม ตามสมควรแก่ธรรมที่ตนได้พิจารณาเห็นแล้ว…” คือปฏิบัติตามสมควรแก่สถานะ ตามกาล ตามสถานที่ ตามบุคคล ตามบัญญัติของชาวโลก…อย่างถูกต้องเหมาะสมแล้ว…

 

VeeZa
5/3/60