ความรู้เรื่องเวลา โดยสังเขป

คำว่า “เวลา” ตามความหมายในสัททศาสตร์ ท่านให้ความหมายไว้ ๔ อย่าง คือ

๑) ผู้กำหนดความเสื่อมไป, หรือเป็นตัวกำหนดความเสื่อมไป (ของสรรพสิ่งทั้งหลาย) เข้าตำรา “อายุที่ได้มา คือความชราของร่างกาย” คือร่างกายเสื่อมไปนั่นเอง
วินาสํ ลาตีติ เวลา, สิ่งที่ถือเอา (กำหนด) ถึงความพินาศ (ความเสื่อม) (ของสัตว์ทั้งหลาย ชื่อว่า “เวลา”
๒) เวลยติ ขณมุหุตฺตาทิวเสน อุปทิสียตีติ เวลา, ที่ชื่อว่า “เวลา” เพราะเป็นช่วงระยะขณะ ครู่หนึ่งเป็นต้น
๓) วิคจฺฉนฺติ อิรา ยสฺสํ สา เวลา, ที่เป็นที่ปราศจากน้ำ ชื่อว่า “เวลา”
๔) เวลยติ ปริจฺเฉทวเสน ติฏฺฐตีติ เวลา, แนวที่เป็นไปโดยเป็นเครื่องกำหนด ชื่อว่า “เวลา”

ความจริงแล้ว คำว่า “เวลา” นั้นเป็น “บัญญัติ” คือสิ่งที่สมมติขึ้น โดยอาศัยปรากฎการณ์ต่าง ๆ เหล่านี้คือ

– อาศัยโลก-จักรวาล ดวงอาทิตย์ ดวงดาว…ที่มีการเคลื่อนที่ไปโดยไม่ขาดสาย คือทั้งการหมุนรอบตัวเองของโลก-ดวงอาทิตย์ และดวงดาวต่าง ๆ
– อาศัยความแตกสลายไปของโลก และการก่อตัวเกิดขึ้นใหม่ของโลก ที่เรียกว่า วิวัฎฎกัป และสังวัฏฏกับป…เป็นต้น
– อาศัยการอุบัติขึ้นในโลก และการว่างเว้นจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เช่นที่เรียกว่า “พุทธันดร” (พุทธ+อันตร คำว่า “อันตร” แปลว่า “ระหว่าง”  พุทธันตร หรือภาษาไทยเขียนเป็น “พุทธันดร” (พุด-ทัน-ดอน) ก็หมายถึงช่วงระยะเวลาระหว่างสิ้นสุดพระพุทธเจ้าองค์หนึ่งไปจนถึงการอุบัติเกิดขึั้นของพระพุทธเจ้าอีกองค์หนึ่ง ในคัมภีร์กล่าวว่า การสิ้นสุดพระพุทธเจ้าหมายถึงการที่ศาสนาของพระพุทธเจ้าองค์นั้น ๆ สิ้นสุดลง พูดง่าย ๆ ก็คือ ช่วงเวลานั้นเป็นช่วงที่ไม่มีใคร ๆ รู้จักพุทธศาสนาเลย…ช่วงเวลาที่ว่างจากพระพุทธศาสนานั่นเอง…)
– อาศัยการเกิด-ตั้งอยู่-ดับไป ของรูป-นาม ขันธ์ ๕… (อุปปาทะ-ฐีติ-ภังคะ)

ที่บัญญัติเวลาทั้งหมด มีไว้ก็เพื่อ….

– ประโยชน์ในการสื่อสารให้เข้าถึงความเป็นไปของโลก (มนุษย์,สัตว์,โอกาสโลก)
– ใช้กำหนดถึงเขตแดน ช่วงกำหนดอายุของสัตว์ และโอกาสโลก…
– เป็นประโยชน์แก่การกำหนดความเปลี่ยนแปลงของปรมัตถธรรม เช่น กำหนดการเกิดขึ้น (อุปปาทะ), ฐีติ (ตั้งอยู่) และดับไป (ภังคะ) ของนาม-รูป เป็นลักษณะของหลักอนิจจัง,ทุกขัง,อนัตตา เป็นประโยชน์แก่การเจริญวิปัสสนากรรมฐาน

“บัญญัติ” เป็นสิ่งที่ไม่มีที่สิ้นสุด เป็นสิ่งที่ไม่ประกอบด้วยกาล (กาลวิมุตติ)
สิ่งที่ไม่ประกอบด้วยกาล หรือที่เรียกว่า “กาลวิมุตติ” นั้น มี ๒ อย่าง คือ นิพพาน, และ บัญญัติ คือจะบอกว่า ธรรมทั้งสองอย่างนี้ เป็นอดีต อนาคต ปัจจุบัน (อตีตา ธัมมา, อนาคตา ธัมมา, ปัจจุปปันนา ธัมมา) ไม่ได้เลย เพราะธรรมทั้ง ๒ อย่างนี้ ไม่มีการเกิด-ดับเหมือนขันธ์ ๕ (รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ)

***ธรรมที่จะประกอบด้วยกาล คือเป็นอดีตก็ได้ อนาคตก็ได้ ปัจจุบันก็ได้ ได้แก่ ขันธ์ ๕ (รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ)

บัญญัติ สิ่งที่สมมติขึ้นเรียกขานกันนั้น ก็อาศัยฐานคือ ปรมัตถ์ (รูป-นาม, ขันธ์ ๕) นั่นเอง อย่างจะบัญญัติเรียกสิ่งนี้ว่า “สัตว์” หรือ “บุคคล” ก็อาศัยปรมัตถ์คือ รูป-นาม, ขันธ์ ๕ ที่ประชุมรวมกันอยู่…และบัญญัติซ้ำลงไปอีกถึงชาติ-กำเนิดของสัตว์ว่า “สัตว์ชนิดนี้เป็นอะไร เป็นชาติลิง ก็เรียกว่าเป็นลิง, เป็นชาติช้าง ก็เรียกว่าเป็นช้าง…เป็นชาติมนุษย์ ก็เรียกว่าเป็นมนุษย์ (คน)…เป็นต้น ต่อจากนั้น ก็บัญญติชื่อของมนุษย์คนนั้นซ้ำลงไปอีก เช่น คน ๆ นี้มีเพศเป็นชาย มีชื่อว่า “ปะยุด” … เป็นต้น ถ้ามีตำแหน่งอะไร ก็บัญญัติตำแหน่งซ้ำลงไปอีก….นอกนี้ยังบัญญัติสถานะต่าง ๆ ออกไปอีกมากมาย … สรุปแล้ว คำว่า “บัญญัติ” ได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับปรมัตถ์หลาย ๆ อย่าง ยกตัวอย่างบัญญัติที่เข้าไปเกี่ยวกับมนุษย์ คือ
– บัญญัติว่าเป็น “มนุษย์” (คน) เป็นการบัญญัติโดยชาติ-กำเนิด
(บางครั้ง ชาติ-กำเนิด ก็ถูกนำไปใช้ในความหมายของสถานะที่แปลกออกไป เช่น เป็นวรรณะ ๔ อย่างที่ชาวอินเดียแบ่งแยก เช่น คนที่พ่อ-แม่เป็นกษัตริย์ ลูกออกมาก็ต้องเป็นกษัตริย์, คนที่พ่อแม่เป็นพราหมณ์ ลูกออกมาก็เป็นพราหมณ์….เป็นต้น
อีกอย่างหนึ่ง การบัญญัติโดยกำเนิด อาจหมายถึงกำเนิด ๔ อย่าง คือ ชลาพุชะกำเนิด,สังเสทชะกำเนิด, อัณฑชะกำเนิด และโอปปาติกะกำเนิด)
– บัญญัติโดยความบกพร่องของปรมัตถ์ หรืออวัยวะ เช่น หูหนวก,ตาบอด ปากแห่วง เพดานโหว่ ….เป็นต้น
– บัญญัติเพศ เป็นชาย-หญิง…
– บัญญัติชื่อ เช่น นายดำ นายแดง….
– บัญญัติกิจ คือหน้าที่ การงาน เช่น ทำหน้าที่กสิกรรม ก็เรียกว่า “ชาวนา”, ทำหน้าที่สอน ก็เรียกว่า “ครู”… แม่ค้า..พ่อค้า เป็นต้น
– บัญญัติเกี่ยวกับตำแหน่งชั้น ยศ ครูน้อย, ครูใหญ่…จ่า,..นายร้อย..นายพล…เจ้าอาวาส…พระครู…เจ้าคุณ…เป็นต้น
– บัญญัติเกี่ยวกับสถานะ เช่น เป็นนักบวช..ภิกษุ, สามเณร…ที่ครองเรือน เรียก คฤหัสถ์,ฆราวาส…
– บัญญัติที่เกี่ยวกับลักษณะสัมพันธภาพ เช่น แต่งงานแล้ว…สามี-ภรรยา, พ่อ-แม่-ลูก…(อาศัยหลักสัมพันธภาพ) สถานะซ้อน…เช่น อย่าร้าง…
(หลักสัมพันธภาพในที่นี้ ก็คือว่า ชายหนุ่ม-หญิงสาว มีสถานะแต่งงานกัน ฝ่ายชายจะถูกบัญญัติว่า “สามี” ฝ่ายหญิงก็ได้บัญญัติว่า “ภรรยา” เมื่ออยู่ด้วยกันไป พอมีลูกเกิดขึ้น ฝ่ายชายก็จะถูกเรียกว่า “พ่อ” ฝ่ายหญิงก็ถูกเรียกว่า “แม่” ส่วนเด็กที่เกิดมา ก็ถูกบัญญัติว่า “ลูก” เพราะฉะนั้น ความเป็น สามี-ภรรยา, พ่อ-แม่-ลูก จึงอาศัยความสัมพันธ์กันเกิดขึ้น และบัญญัติทั้งหมดที่กล่าวมา เกิดขึ้นพร้อม ๆ กัน ฯ
– บัญญัติโดยอาศัยศีล-ธรรม หรือคุณวิเศษทางธรรม เช่น คนพาล-บัณฑิต, คนดี, คนชั่ว, พระอริยบุคค, พระโสดาบัน…เป็นต้น

* นอกจากนี้ยังมีบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์อีกมากมาย…ซึ่งเกี่ยวโยงกับการกระทำของมนุษย์…เช่น การฆาตกรรม, วิสามัญฆาตกรรม… จงใจ….ไม่จงใจ… เป็นต้น

บัญญัติ สิ่งที่สมมตินั้น ไม่มีสิ้นสุด ไม่ได้หายไปไหน อย่างที่กล่าว “มนุย์-สัตว์ที่ตายไป นาม(ชื่อ)และโคตรไม่ได้ตายตามผู้นั้นไปด้วย” บุคคลสามารถเรียกชื่อ หรือโคตรของผู้นั้นเวลาใดก็ได้…ไม่มีที่สิ้นสุด

บัญญัติที่ปรากฎในคัมภีร์อภิธรรม มีอีกมากมาย ผู้สนใจศึกษาจากคัมภีร์อภิธัมมัตสังคหะ เถิด….

 

VeeZa

๒๕ มีนาคม ๒๕๖๐