ความเป็นมาของการสวดมนต์

 การสวดมนต์เป็นบุญกิริยาที่ชาวพุทธทั่วไปนิยมทำกันเป็นกิจวัตรประจำวัน ยิ่งถ้าเป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา เช่นวันพระ หรือวันที่กำหนดนัดหมายมีการบำเพ็ญบุญกุศลอย่างใดอย่างหนึ่ง การสวดมนต์ก็ยิ่งมีความสำคัญมากขึ้น ทั้งที่ฟังพระสงฆ์ท่านสวด ทั้งที่พุทธศาสนิกชนสวดกันเอง

ชาวพุทธเชื่อว่า การสวดมนต์นั้นเป็นบุญ หรือสวดแล้วได้บุญ บางท่านก็เชื่อว่าการสวดมนต์เป็นสิริมงคล และหลายท่านก็เชื่อว่าการสวดมนต์เป็นของศักดิ์สิทธิ์ที่อาจบันดาลผลที่ปรารถนาให้ได้อย่างน่าอัศจรรย์

แต่อาจจะมีชาวพุทธไม่มากนักที่รู้ว่า การสวดมนต์มีกำเนิดมาอย่างไร และที่ว่าการสวดมนต์เป็นบุญหรือได้บุญนั้น ได้อย่างไร สิริมงคลจากการสวดมนต์คืออะไร ตลอดจนที่ว่า การสวดมนต์เป็นของศักดิ์สิทธิ์นั้น จริงๆ แล้วเป็นอย่างไร

อย่างไรก็ตาม ขอทำความเข้าใจไว้ก่อนว่า เรื่องที่จะพูดต่อไปนี้ไม่มีเจตนาที่จะถกเถียง โต้แย้ง คัดค้าน หรือสนับสนุนศรัทธาความเชื่อของท่านผู้ใดทั้งสิ้น มีความประสงค์แต่เพียงจะเสนอความรู้ ความเป็นจริง เท่าที่ผู้พูดได้ศึกษาเรียนรู้มาเท่านั้น ถ้าความรู้ที่ได้ศึกษามานี้จะไปกระทบความเชื่อของท่านผู้ใดใครผู้หนึ่งเข้าก็ดี หรือไปสอดคล้องกับความเชื่อความเห็นของท่านผู้ใดใครผู้หนึ่งเข้าก็ดี ขอท่านผู้ใดใครผู้หนึ่งดังกล่าวนั้นได้โปรดใช้สติปัญญาพิจารณาโดยรอบคอบและด้วยจิตที่เป็นกุศล เพื่อให้เกิดปัญญาความรู้ความจริงอันจะนำไปสู่การประพฤติปฏิบัติที่ถูกต้องด้วย เทอญ

การจะเข้าใจเรื่องความเป็นมาของการสวดมนต์นั้น เบื้องต้นควรจะรู้ความหมายของถ้อยคำภาษาที่เกี่ยวข้องบางคำก่อน ดังจะยกมาเสนอต่อท่านดังต่อไปนี้ คือ คำว่า

สวด สาธยาย ภาณวาร ภาวนา เทศน์แจง 

ธรรมสากัจฉา และ  สังคายนา

สวด

ก. ว่าเป็นทํานองอย่างพระสวดมนต์ เช่น สวดสังคหะ สวดพระอภิธรรม; (ปาก) นินทาว่าร้าย, ดุด่า, ว่ากล่าว, เช่น ถูกแม่สวด.

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๔๒

สาธยาย

[สาทะยาย, สาดทะยาย] น. การท่อง, การสวด, การทบทวน, เช่น สาธยายมนต์, (ปาก) การชี้แจงแสดงเรื่อง เช่น สาธยายอยู่นั่นแหละ ไม่รู้จักจบเสียที. (ส. สฺวาธฺยาย; ป. สชฺฌาย).

การท่อง, การสวด

พจนานุกรมพุทธศาสน์ฉบับประมวลศัพท์ ของท่าน ป.อ.ปยุตฺโต

ภาณวาร

[พานะวาน] น. ธรรมที่จัดไว้เป็นหมวด, หมวดหนึ่ง ๆ; ข้อธรรมที่จัดไว้เป็นหมวด, ข้อธรรมหมวดหนึ่ง ๆ สําหรับสาธยาย. (ป.).

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๔๒

“วาระแห่งการสวด”, ข้อความในคัมภีร์ต่างๆ เช่น ในพระสูตรขนาดยาวที่ท่านจัดแบ่งไว้เป็นหมวดหนึ่งๆ สำหรับสาธยายเป็นคราวๆ หรือเป็นตอนๆ

พจนานุกรมพุทธศาสน์ฉบับประมวลศัพท์ ของท่าน ป.อ.ปยุตฺโต

ภาวนา

[พาวะ-] น. การทําให้มีขึ้นให้เป็นขึ้นทางจิตใจ. ก. สำรวมใจให้แน่วแน่เป็นสมาธิ เช่น สวดมนต์ภาวนา, สำรวมใจตั้งความปรารถนา เช่น นั่งภาวนาขอให้พระช่วย. (ป.).

 พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๔๒

การทำให้มีขึ้นเป็นขึ้น, การทำให้เกิดขึ้น, การเจริญ, การบำเพ็ญ

  1. การฝึกอบรม ตามหลักพระพุทธศาสนา มี ๒ อย่าง คือ

๑. สมถภาวนา ฝึกอบรมจิตให้เกิดความสงบ

๒. วิปัสสนาภาวนา ฝึกอบรมปัญญาให้เกิดความรู้เข้าใจตามเป็นจริง,

อีกนัยหนึ่ง จัดเป็น ๒ เหมือนกันคือ

๑. จิตตภาวนา การฝึกอบรมจิตใจให้เจริญงอกงามด้วยคุณธรรม มีความเข้มแข็งมั่นคง เบิกบาน สงบสุขผ่องใสพร้อมด้วยความเพียร สติ และสมาธิ

๒. ปัญญาภาวนา การฝึกอบรมเจริญปัญญา ให้รู้เท่าทันเข้าใจสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง จนมีจิตใจเป็นอิสระ ไม่ถูกครอบงำด้วยกิเลสและความทุกข์

  1. การเจริญสมถกรรมฐานเพื่อให้เกิดสมาธิ มี ๓ ขั้น คือ

๑. บริกรรมภาวนา ภาวนาขั้นตระเตรียม คือ กำหนดอารมณ์กรรมฐาน

๒. อุปจารภาวนา ภาวนาขั้นจวนเจียน คือ เกิดอุปจารสมาธิ

๓. อัปปนาภาวนา ภาวนาขั้นแน่วแน่ คือ เกิดอัปปนาสมาธิเข้าถึงฌาน

  1. ในภาษาไทย ความหมายเลือนมาเป็นการท่องบ่นหรือว่าซ้ำๆ ให้ขลัง ก็มี

พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ ของท่าน ป.อ.ปยุตฺโต

ธรรมสากัจฉา

น. การสนทนาธรรม. (ป. ธมฺมสากจฺฉา).

การสนทนาธรรม, การสนทนากันในทางธรรม

เทศน์แจง

น. เทศน์สังคายนา ซึ่งต้องอธิบายรายละเอียดเกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของการทำสังคายนาพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะในการสังคายนาครั้งแรก.

น. เรียกเทศน์สังคายนาว่า เทศน์แจง.

ข้อสังเกต

เทศน์แจง ก็คือการจำลองบรรยากาศของการสังคายนานั่นเอง

เทศน์แจงน่าจะเป็นต้นกำเนิดการเทศน์คู่หรือเทศน์ปุจฉาวิสัชนา

ซึ่งก็คือรูปแบบหนึ่งของธรรมสากัจฉานั่นเอง

สังคายนา, สังคายนาย

[-คายะ-, -คายยะ-] น. การซักซ้อม, การสวดพร้อมกันและเป็นแบบเดียวกัน, การประชุมชําระพระไตรปิฎกให้เป็นแบบเดียวกัน. (ปาก) ก. สะสาง เช่น เรื่องนี้ต้องสังคายนากันเสียที. (ป. สงฺคายน).

“การสวดพร้อมกัน” การร้อยกรองพระธรรมวินัย, การประชุมรวบรวมและจัดหมวดหมู่คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าโดยพร้อมกันทบทวนสอบทานจนยอมรับและวางลงเป็นแบบแผนอันหนึ่งอันเดียว

“สังคายนา” คือ การสวดพร้อมกัน เป็นกิริยาแห่งการมาร่วมกันซักซ้อมสอบทานให้ลงกันแล้วสวดพร้อมกัน คือตกลงยอมรับไว้ด้วยกันเป็นอันหนึ่งอันเดียว ตามหลักในปาสาทิกสูตร (ที.ปา.๑๑/ ๑๐๘/๑๓๙) ที่พระพุทธเจ้าตรัสแนะนำแก่ท่านพระจุนทะ กล่าวคือ ท่านพระจุนทะปรารภเรื่องที่นิครนถนาฏบุตรสิ้นชีพแล้ว ประดานิครนถ์ตกลงในเรื่องหลักคำสอนกันไม่ได้ ก็ทะเลาะวิวาทกัน ท่านคำนึงถึงพระศาสนา จึงมาเฝ้า และพระพุทธเจ้าได้ตรัสว่า “เพราะเหตุดังนี้นั่นแล จุนทะ ในธรรมทั้งหลายที่เราแสดงแล้วด้วยปัญญาอันยิ่ง เธอทั้งหมดทีเดียวพึงพร้อมเพรียงกันประชุมรวบรวมกล่าวให้ลงกัน (สังคายนา) ทั้งอรรถะกับอรรถะ ทั้งพยัญชนะกับพยัญชนะ ไม่พึงวิวาทกัน โดยประการที่พรหมจริยะนี้จะยั่งยืน ดำรงอยู่ตลอดกาลนาน เพื่อเกื้อกูลแก่พหูชน เพื่อความสุขแก่พหูชน เพื่อเกื้อการุณย์แก่ชาวโลก เพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อความสุขแก่เทวะและมนุษย์ทั้งหลาย”  และในที่นั้น ได้ตรัสว่า ธรรมทั้งหลายที่ทรงแสดงแล้วด้วยปัญญาอันยิ่ง หมายถึงธรรม ๗ หมวด (ที่มีชื่อรวมว่าโพธิปักขิยธรรม ๓๗), ในเวลาใกล้กันนั้น เมื่อพระสารีบุตรได้รับพุทธดำรัสมอบหมายให้แสดงธรรมแก่ภิกษุสงฆ์ในที่เฉพาะพระพักตร์ ท่านก็ปรารภเรื่องที่นิครนถนาฏบุตรสิ้นชีพแล้วประดานิครนถ์ทะเลาะวิวาทกันในเรื่องหลักคำสอน แล้วท่านได้แนะนำให้สังคายนา พร้อมทั้งทำเป็นตัวอย่าง โดยประมวลธรรมมาลำดับแสดงเป็นหมวดหมู่ ตั้งแต่หมวด ๑ ถึงหมวด ๑๐ เทศนาของพระสารีบุตรครั้งนี้ได้ชื่อว่า “สังคีติสูตร” (ที.ปา.๑๑/๒๒๑/๒๒๒) เป็นพระสูตรว่าด้วยการสังคายนาที่ทำตั้งแต่พระบรมศาสดายังทรงพระชนม์อยู่

เมื่อพระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้ว พระมหากัสสปะ ผู้เป็นสังฆเถระ ก็ได้ชักชวนพระอรหันต์ทั้งหลายประชุมกันทำสังคายนาตามหลักการที่กล่าวมานั้น โดยประมวลพระธรรมวินัยทั้งหมดเท่าที่รวบรวมได้วางลงไว้เป็นแบบแผน ตั้งแต่หลังพุทธปรินิพพาน ๓ เดือน เรียกว่าเป็นสังคายนาครั้งที่ ๑

ความหมายที่เป็นแกนของสังคายนาคือการรวบรวมพุทธพจน์ หรือคำสั่งสอนของพระบรมศาสดา ดังนั้น สังคายนาที่เต็มตามความหมายแท้จริง จึงมีได้ต่อเมื่อมีพุทธพจน์ที่จะพึงรวบรวม อันได้แก่สังคายนาเท่าที่กล่าวมาข้างต้น ส่วนการสังคายนาหลังจากนั้น ซึ่งจัดขึ้นหลังพุทธปรินิพพานอย่างน้อย ๑ ศตวรรษ ชัดเจนว่าไม่อยู่ในวิสัยแห่งการรวบรวมพุทธพจน์ แต่เปลี่ยนจุดเน้นมาอยู่ที่การรักษาพุทธพจน์และคำสั่งสอนเดิมที่ได้รวบรวมไว้แล้ว อันสืบทอดมาถึงตน ให้คงอยู่บริสุทธิ์บริบูรณ์ที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ด้วยเหตุนั้น สังคายนาในยุคหลังสืบมาถึงปัจจุบัน จึงมีความหมายว่าเป็นการประชุมตรวจชำระสอบทาน รักษาพระไตรปิฎกให้บริสุทธิ์ หมดจดจากความผิดพลาดคลาดเคลื่อน โดยกำจัดสิ่งปะปนแปลกปลอมหรือทำให้เข้าใจสับสนออกไป ให้ธรรมวินัยของพระพุทธเจ้าคงอยู่เป็นแบบแผนอันหนึ่งอันเดียวที่เป็นของแท้แต่เดิม; ในบางยุคสมัย การสังคายนาเกิดขึ้นเนื่องกันกับเหตุการณ์ไม่ปกติที่มีการถือผิดปฏิบัติผิดจากพระธรรมวินัย ทำให้การสังคายนาเสมือนมีความหมายซ้อนเพิ่มขึ้นว่าเป็นการซักซ้อมทบทวนสอบทานพระธรรมวินัยเพื่อจะได้เป็นหลักหรือเป็นมาตรฐานในการชำระสังฆมณฑลและสะสางกิจการพระศาสนา, จากความหมายที่เริ่มคลุมเครือสับสนนี้ ในภาษาไทยปัจจุบัน สังคายนาถึงกับเพี้ยนความหมายไป กลายเป็นการชำระสะสางบุคคลหรือกิจการ

สังคายนาในยุคต้น ซึ่งถือเป็นสำคัญในการรักษาสืบทอดพระธรรมวินัย คือ ครั้งที่  ๑  ถึง  ๕  ดังนี้ :

ครั้งที่ ๑ ปรารภเรื่องสุภัททภิกษุผู้บวชเมื่อแก่กล่าวจ้วงจาบพระธรรมวินัย และปรารภที่จะทำให้ธรรมรุ่งเรืองอยู่สืบไป พระอรหันต์ ๕๐๐ รูป มีพระมหากัสสปะเป็นประธาน และเป็นผู้ถาม พระอุบาลีเป็นผู้วิสัชนาพระวินัย พระอานนท์เป็นผู้วิสัชนาพระธรรม ประชุมสังคายนาที่ถ้ำสัตตบรรณคูหา ภูเขา

เวภารบรรพต เมืองราชคฤห์ เมื่อหลังพุทธปรินิพพาน ๓ เดือน โดยพระเจ้าอชาตศัตรูเป็นศาสนูปถัมภก์ สิ้นเวลา ๗ เดือนจึงเสร็จ

ครั้งที่ ๒ ปรารภพวกภิกษุวัชชีบุตรแสดงวัตถุ ๑๐ ประการ นอกธรรม นอกวินัย พระยศกากัณฑกบุตรเป็นผู้ชักชวน ได้พระอรหันต์ ๗๐๐ รูป พระ

เรวตะเป็นผู้ถาม พระสัพพกามีเป็นผู้วิสัชนา ประชุมทำที่วาลิการาม เมืองเวสาลี เมื่อ พ.ศ. ๑๐๐ โดยพระเจ้ากาลาโศกราช เป็นศาสนูปถัมภก์ สิ้นเวลา ๘ เดือนจึงเสร็จ

ครั้งที่ ๓ ปรารภเดียรถีย์มากมายปลอมบวชในพระศาสนาเพราะมีลาภสักการะเกิดขึ้นมาก พระอรหันต์ ๑,๐๐๐ รูป มีพระโมคคัลลีบุตรติสสเถระเป็นประธาน ประชุมทำที่อโศการามเมืองปาฏลีบุตร เมื่อประมาณ พ.ศ. ๒๓๔ (พ.ศ. ๒๑๘ เป็นปีที่พระเจ้าอโศกขึ้นครองราชย์) โดยพระเจ้าอโศก หรือศรีธรรมาโศกราชเป็นศาสนูปถัมภก์ สิ้นเวลา ๙ เดือนจึงเสร็จ

ครั้งที่ ๔ ปรารภให้พระศาสนาประดิษฐานมั่นคงในลังกาทวีป พระสงฆ์ ๖๘,๐๐๐ รูป มีพระมหินทเถระเป็นประธานและเป็นผู้ถาม พระอริฏฐะเป็นผู้วิสัชนา ประชุมทำที่ถูปาราม เมืองอนุราธบุรี เมื่อ พ.ศ. ๒๓๖ โดยพระเจ้าเทวา-นัมปิยติสสะเป็นศาสนูปถัมภก์  สิ้นเวลา ๑๐ เดือนจึงเสร็จ

ครั้งที่ ๕ ปรารภพระสงฆ์แตกกันเป็น ๒ พวกคือ พวกมหาวิหารกับพวกอภัยคีรีวิหาร และคำนึงว่าสืบไปภายหน้ากุลบุตรจะถอยปัญญา ควรจารึกพระธรรมวินัยลงในใบลาน พระอรหันต์ ๕๐๐ รูป ประชุมกันสวดซ้อมแล้วจารพุทธพจน์ลงในใบลาน  ณ  อาโลกเลณสถาน ในมลยชนบท ในลังกาทวีป เมื่อ พ.ศ. ๔๕๐ (ว่า ๔๓๖ ก็มี) โดยพระเจ้าวัฏฏคามณีอภัย เป็นศาสนูปถัมภก์; บางคัมภีร์ว่า สังคายนาครั้งนี้จัดขึ้นในความคุ้มครองของคนที่เป็นใหญ่ในท้องถิ่น (ครั้งที่ ๔ ได้รับความยอมรับในแง่เหตุการณ์น้อยกว่าครั้งที่ ๕)

พจนานุกรมพุทธศาสน์ฉบับประมวลศัพท์ ของท่าน ป.อ.ปยุตฺโต

สังคายนาในคัมภีร์อรรถกถา

[พระเถระเริ่มปรึกษาและสมมติตนเป็นผู้ปุจฉาวิสัชนา]

เมื่อพระอานนท์นั้นนั่งแล้วอย่างนั้น พระมหากัสสปเถระจึงปรึกษาภิกษุทั้งหลายว่า ผู้มีอายุทั้งหลาย พวกเราจะสังคายนาอะไรก่อน พระธรรมหรือพระวินัย  ภิกษุทั้งหลายเรียนว่า ข้าแต่ท่านพระมหากัสสป ชื่อว่าพระวินัยเป็นอายุของพระพุทธศาสนา เมื่อพระวินัยยังตั้งอยู่ พระพุทธศาสนาจัดว่ายังดำรงอยู่ เพราะฉะนั้น พวกเราจะสังคายนาพระวินัยก่อน

พระมหากัสสป.  จะให้ใครเป็นธุระ ?

ภิกษุทั้งหลาย.  ให้ท่านพระอุบาลี

ครั้นนั้นแลท่านพระมหากัสสปเผดียงให้สงฆ์ทราบว่า ผู้มีอายุทั้งหลาย ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ถ้าความพรั่งพร้อมของสงฆ์ถึงที่แล้วไซร้ ข้าพเจ้าพึงถามพระวินัยกะพระอุบาลี

ฝ่ายพระอุบาลีก็เผดียงให้สงฆ์ทราบว่า ท่านผู้เจริญ ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ถ้าความพรั่งพร้อมของสงฆ์ถึงที่แล้วไซร้  ข้าพเจ้าผู้อันท่านพระมหากัสสปถามแล้ว พึงวิสัชนาพระวินัย

[ปุจฉาและวิสัชนาพระวินัย]

ท่านพระอุบาลีครั้นสมมติตนอย่างนั้นแล้ว ลุกขึ้นจากอาสนะห่มจีวรเฉวียงบ่า ไหว้ภิกษุเถระทั้งหลายแล้วนั่งบนธรรมาสน์ จับพัดวีชนีอันวิจิตรด้วยงา

คราวนั้นพระมหากัสสปนั่งบนเถรอาสน์ แล้วถามพระวินัยกะท่านพระอุบาลีว่า ท่านอุบาลี ปฐมปาราชิกพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติ ณ ที่ไหน ?

พระอุบาลี.  ที่เมืองเวสาลีขอรับ

พระมหากัสสป.   ทรงปรารภใคร ?

พระอุบาลี.   ทรงปรารภพระสุทินกลันทบุตร

พระมหากัสสป.  ทรงปรารภในเพราะเรื่องอะไร ?

พระอุบาลี.  ในเพราะเรื่องเมถุนธรรม

ต่อจากนั้น ท่านพระมหากัสสปถามท่านพระอุบาลีถึงวัตถุบ้าง นิทานบ้าง บุคคลบ้าง  บัญญัติบ้าง อนุบัญญัติบ้าง อาบัติบ้าง อนาบัติบ้าง แห่งปฐมปาราชิก  พระอุบาลีเถระอันพระมหากัสสปถามแล้วๆ ก็ได้วิสัชนาแล้ว

[รวบรวมพระวินัยของภิกษุไว้เป็นหมวด ๆ]

ลำดับนั้น พระเถระทั้งหลายยกปาราชิก ๔ เหล่านี้ขึ้นสู่สังคหะ (การสังคายนา) ว่า นี้ชื่อปาราชิกกัณฑ์ แล้วได้ตั้งสังฆาทิเสส ๑๓ ไว้ว่าเตรสกัณฑ์ ตั้ง ๒ สิกขาบทไว้ว่า อนิยต ตั้ง ๓๐ สิกขาบทไว้ว่า นิสสัคคียปาจิตตีย์ ตั้ง ๙๒  สิกขาบทไว้ว่า ปาจิตตีย์ ตั้ง ๔  สิกขาบทไว้ว่า ปาฏิเทสนียะ ตั้ง ๗๕ สิกขาบทไว้ว่า เสขิยะ (และ) ตั้งธรรม ๗ ประการไว้ว่า อธิกรณสมถะ ดังนี้

[รวบรวมวินัยของภิกษุณีเป็นหมวด ๆ]

พระเถระทั้งหลายครั้นยกมหาวิภังค์ขึ้นสู่สังคหะอย่างนี้แล้ว จึงตั้ง ๘ สิกขาบทในภิกษุณีวิภังค์ไว้ว่า นี้ชื่อปาราชิกกัณฑ์ ตั้ง ๑๗ สิกขาบทไว้ว่า สัตตรสกัณฑ์ ตั้ง ๓๐ สิกขาบทไว้ว่า นิสสัคคียปาจิตตีย์ ตั้ง ๑๖๖ สิกขาบทไว้ว่า ปาจิตตีย์ ตั้ง ๘ สิกขาบทไว้ว่า ปาฏิเทสนียะ ตั้ง ๗๕ สิกขาบทไว้ว่า เสขิยะ (และ) ตั้งธรรม ๗ ประการไว้ว่า อธิกรณสมถะ ดังนี้

พระเถระทั้งหลาย ครั้นยกภิกษุณีวิภังค์ขึ้นสู่สังคหะอย่างนี้แล้วจึงได้ยกแม้ขันธกะและบริวารขึ้น (สู่สังคายนา) โดยอุบายนั้นนั่นแล พระวินัยปิฎกพร้อมทั้งอุภโตวิภังค์ ขันธกะ และบริวาร พระเถระทั้งหลายยกขึ้นสู่สังคหะแล้ว ด้วยประการฉะนี้

พระมหากัสสปเถระได้ถามวินัยปิฎกทั้งหมด พระอุบาลีเถระก็ได้วิสัชนาแล้ว ในที่สุดแห่งการปุจฉาและวิสัชนา พระอรหันต์ ๕๐๐ องค์ ได้ทำการสาธยายเป็นคณะ โดยนัยที่ยกขึ้นสู่สังคหะนั้นแล

ในอวสานแห่งการสังคายนาพระวินัย พระอุบาลีเถระวางพัดวีชนีอันขจิตด้วยงาแล้ว ลงจากธรรมาสน์ ไหว้ภิกษุเถระแล้วนั่งบนอาสนะที่ถึงแก่ตน

[เริ่มสังคายนาพระสูตร]

ท่านพระมหากัสสป ครั้นสังคายนาพระวินัยแล้ว ประสงค์จะสังคายนาพระธรรม จึงถามภิกษุทั้งหลายว่า  เมื่อพวกเราจะสังคายนาพระธรรม ควรจะทำใครให้เป็นธุระสังคายนาพระธรรม ?

ภิกษุทั้งหลายเรียนว่า ให้ท่านพระอานนทเถระ

[คำสวดสมมติปุจฉาวิสัชนาพระสูตร]

ลำดับนั้นแล ท่านพระมหากัสสปเผดียงให้สงฆ์ทราบว่า ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ถ้าความพรั่งพร้อมของสงฆ์ถึงที่แล้วไซร้ ข้าพเจ้าพึงถามพระธรรมกะท่านพระอานนท์

ครั้งนั้นแล ท่านพระอานนท์ก็เผดียงให้สงฆ์ทราบว่า  ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ถ้าความพรั่งพร้อมของสงฆ์ถึงที่แล้วไซร้ ข้าพเจ้าอันพระมหากัสสปถามแล้ว พึงวิสัชนาพระธรรม

[ปุจฉาและวิสัชนาพระสูตร]

ลำดับนั้นแล ท่านพระอานนท์ลุกขึ้นจากอาสนะ ห่มจีวรเฉวียงบ่า ไหว้ภิกษุผู้เถระทั้งหลายแล้วนั่งบนธรรมสาสน์ จับพัดวีชนีอันขจิตด้วยงา

พระมหากัสสปเถระถามพระธรรมกะพระอานนทเถระว่า อานนท์ผู้มีอายุ พรหมชาลสูตรพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส ณ ที่ไหน ?

พระอานนท์.   ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ตรัสที่พระตำหนักหลวงในพระราชอุทยานชื่ออัมพลัฏฐิกา ระหว่างกรุงราชคฤห์กับเมืองนาลันทาต่อกัน

พระมหากัสสป.  ทรงปรารภใคร ?

พระอานนท์.   ทรงปรารภสุปปิยปริพาชกและพรหมทัตตมาณพ

ต่อจากนั้น ท่านพระมหากัสสปถามท่านพระอานนท์ถึงนิทานบ้าง บุคคลบ้าง แห่งพรหมชาลสูตร

พระมหากัสสป.  ท่านอานนท์ผู้มีอายุ ก็สามัญญผลสูตร พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส  ณ ที่ไหน

พระอานนท์.   ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ตรัส ณ ที่สวนอัมพวันของหมอชีวก ใกล้กรุงราชคฤห์

พระมหากัสสป.  ทรงปรารภใคร ?

พระอานนท์.  ทรงปรารภพระเจ้าอชาตศัตรู เวเทหิบุตร

ต่อจากนั้น ท่านพระมหากัสสปถามท่านพระอานนท์ถึงนิทานบ้าง

บุคคลบ้าง แห่งสามัญญผลสูตร ถามนิกายทั้ง ๕ โดยอุบายนี้นั่นแล

[ปฐมสังคายานาจัดพระพุทธพจน์ไว้เป็นหมวด ๆ]

พระพุทธพจน์นั่น โดยนัยดังที่กล่าวมาแล้วอย่างนี้โดยความไม่ต่างกัน มีอย่างเดียว ด้วยอำนาจรส โดยความต่างกัน มีประเภท ๒ อย่างเป็นต้น ด้วยอำนาจธรรมและวินัยเป็นอาทิ อันพระมหาเถระผู้เป็นคณะที่ชำนาญ มีพระมหากัสสปเป็นประมุข เมื่อจะสังคายนา จึงกำหนดประเภทนี้ก่อนแล้วร้อยกรองไว้ว่า นี้พระธรรม  นี้พระวินัย  นี้ปฐมพุทธพจน์  นี้มัชฌิมพุทธพจน์  นี้ปัจฉิมพุทธพจน์ นี้พระวินัยปิฎก  นี้พระสุตตันตปิฎก  นี้พระอภิธรรมปิฎก นี้ทีฆนิกาย นี้มัชฌิมนิกาย นี้สังยุตตนิกาย นี้อังคุตตรนิกาย นี้ขุททกนิกาย นี้องค์ ๙ มีสุตตะเป็นต้น  นี้ ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์

ได้ร้อยกรองอยู่ ๗ เดือนจึงสำเร็จ ด้วยประการฉะนี้

[พระพุทธศาสนาอาจตั้งอยู่ได้ ๕,๐๐๐ ปี]

ก็ในเวลาจบการร้อยกรองพระพุทธพจน์นั้น มหาปฐพีเหมือนเกิดความปราโมทย์ให้สาธุการอยู่ว่า พระมหากัสสปเถระทำพระศาสนาของพระทศพลนี้ให้สามารถเป็นไปได้ตลอดกาลประมาณ ๕,๐๐๐ พระวรรษา ดังนี้ ก็หวั่นไหว สะท้านสะเทือน เลื่อนลั่นเป็นอเนกประการ จนถึงน้ำรองแผ่นดินเป็นที่สุด และอัศจรรย์ทั้งหลายเป็นอันมากก็ได้ปรากฏมีแล้ว ด้วยประการฉะนี้.

สมันตปาสาทิกา ภาค ๑ หน้า ๑๕ – ๓๕ (ฉบับเรียนฯ)

ไตร./อ.แปล เล่ม ๑ หน้า ๓๔- ๖๐

คำที่ควรรู้ในเรื่องพระวินัย

วัตถุ  เรื่องราว เหตุการณ์

นิทาน  เรื่องราวที่เป็นต้นเหตุ

บุคคล  คนที่เป็นผู้กระทำเหตุในเรื่องนั้น รวมทั้งคนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

บัญญัติ  การวางเป็นกฎไว้, ข้อบังคับ; เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า มูลบัญญัติ คือ ข้อบัญญัติที่พระพุทธเจ้าทรงตั้งไว้เดิม, บัญญัติเดิม; คู่กับ อนุบัญญัติ (ตามปกติใช้เพียงว่า บัญญัติ กับ อนุบัญญัติ)

อนุบัญญัติ บัญญัติเพิ่มเติม, บทแก้ไขเพิ่มเติมที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติเสริมหรือผ่อนพระบัญญัติที่วางไว้เดิม; คู่กับ บัญญัติ หรือ มูลบัญญัติ

อาบัติ  การต้อง, การล่วงละเมิด, โทษที่เกิดแต่การละเมิดสิกขาบท

อนาบัติ  ไม่เป็นอาบัติ, การกระทำที่ไม่ถือว่าเป็นความผิดตามพระวินัย

สมัยพุทธกาลก็มีสวดพระธรรม

ในคัมภีร์จุลวรรค ภาค ๒ พระวินัยปิฎก พระไตรปิฎก เล่ม ๗ ข้อ ๒๐-๒๑ มีเรื่องว่า

เรื่องสวดพระธรรมด้วยทำนอง

[๒๐] สมัยต่อมา พระฉัพพัคคีย์สวดพระธรรมด้วยทำนองยาวคล้ายเพลงขับ ชาวบ้านเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า พระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตรเหล่านั้นสวดพระธรรมด้วยทำนองยาวคล้ายเพลงขับ เหมือนพวกเราขับ

ภิกษุทั้งหลายได้ยินพวกนั้นเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาอยู่ บรรดาที่เป็นผู้มักน้อย .. ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนพระฉัพพัคคีย์จึงได้สวดพระธรรมด้วยทำนองยาวคล้ายเพลงขับ แล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า

พระผู้มีพระภาค…ทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข่าวว่า…จริงหรือ

ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า

พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียน … ครั้นแล้วทรงทำธรรมีกถา รับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุสวดพระธรรมด้วยทำนองยาวคล้ายเพลงขับ มีโทษ  ๕  ประการนี้ คือ :-

๑. อตฺตโนปิ ตสฺมึ  สเร สารชฺชติ ตนยินดีในเสียงนั้น

๒. ปเรปิ ตสฺมึ สเร สารชฺชนฺติ คนอื่นก็ยินดีในเสียงนั้น

๓. คหปติกาปิ อุชฺฌายนฺติ ชาวบ้านติเตียน

๔. สรกุตฺตึปิ นิกามยมานสฺส สมาธิสฺส  ภงฺโค  โหติ สมาธิของผู้

พอใจการทำเสียงย่อมเสียไป

๕. ปจฺฉิมา  ชนตา  ทิฏฺฐานุคติมาปชฺชติ ภิกษุชั้นหลังจะถือเป็นเยี่ยงอย่าง

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย โทษ  ๕  ประการนี้แล ของภิกษุผู้สวดพระธรรมด้วยทำนองยาวคล้ายเพลงขับ

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ภิกษุไม่พึงสวดพระธรรมด้วยทำนองยาวคล้ายเพลงขับ รูปใดสวด ต้องอาบัติทุกกฏ

เรื่องการสวดสรภัญญะ

[๒๑] สมัยต่อมา ภิกษุทั้งหลายรังเกียจในการสวดสรภัญญะ จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอนุญาตว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้สวดเป็นทำนองสรภัญญะได้

ใน  โสณสูตร (คัมภีร์อุทาน ขุททกนิกาย พระไตรปิฎกเล่ม ๒๕ ข้อ ๑๑๙- ๑๒๒ ปรมัตถทีปนี อุทานวัณณนา BUDSIR VI อ. ๒๖/๓๒๘- ไตร./อ.แปล ๔๔/๕๕๑-) ท่านเล่าเรื่องไว้ว่า

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่  ณ พระวิหารเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี  ก็สมัยนั้นแลท่านพระมหากัจจานะอยู่  ณ  ปวัฏฏบรรพต แคว้นกุรุรฆระ ในอวันตีชนบท  ก็สมัยนั้นแลอุบาสกชื่อโสณโกฏิกัณณะ เป็นอุปัฏฐากของท่านพระมหากัจจานะ

ครั้งนั้นแล อุบาสกชื่อโสณโกฏิกัณณะหลีกเร้นอยู่ในที่สงัด ได้เกิดความปริวิตกแห่งใจอย่างนี้ว่า พระคุณเจ้ามหากัจจานะย่อมแสดงธรรมด้วยอาการใดๆ ธรรมนั้นย่อมปรากฏแก่เราผู้พิจารณาอยู่ด้วยอาการนั้นๆ อย่างนี้ว่า บุคคลผู้ครองเรือนจะประพฤติพรหมจรรย์ให้บริสุทธิ์บริบูรณ์โดยส่วนเดียวดุจสังข์ขัด ไม่ใช่ทำได้ง่าย ผิฉะนั้นเราพึงปลงผมและหนวด นุ่งห่มผ้ากาสายะออกบวชเป็นบรรพชิตเถิด

(ต่อมา อุบาสกโสณโกฏิกัณณะก็ได้บวชแล้วเดินทางไปเมืองสาวัตถี เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาค ณ พระวิหารเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี)

[๑๒๒] ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสสั่งท่านพระอานนท์ว่า  ดูก่อนอานนท์ เธอจงปูลาดเสนาสนะสำหรับภิกษุผู้อาคันตุกะนี้เถิด

ลำดับนั้น ท่านพระอานนท์ดำริว่า พระผู้มีพระภาคตรัสสั่งใช้เราว่า ดูก่อนอานนท์ เธอจงปูลาดเสนาสนะสำหรับภิกษุอาคันตุกะนี้เถิด ดังนี้ เพื่อภิกษุใด  พระผู้มีพระภาคทรงปรารถนาจะประทับอยู่ในวิหารเดียวกันกับภิกษุนั้น  พระผู้มีพระภาคทรงปรารถนาจะประทับอยู่ในวิหารเดียวกับท่านพระโสณะ

ท่านพระอานนท์ได้ปูลาดเสนาสนะสำหรับท่านพระโสณะในวิหารที่พระผู้มีพระภาคประทับอยู่

ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคทรงยับยั้งด้วยการบรรทมในที่กลางแจ้งสิ้นราตรีเป็นอันมาก ทรงล้างพระบาทแล้ว เสด็จเข้าไปสู่พระวิหาร ฝ่ายท่านพระโสณะก็ยับยั้งด้วยการนอนในที่กลางแจ้งสิ้นราตรีเป็นอันมาก ล้างเท้าแล้วเข้าไปสู่พระวิหาร

ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคทรงลุกขึ้นในเวลาใกล้รุ่งแห่งราตรี รับสั่งกะท่านพระโสณะว่า  ดูก่อนภิกษุ การกล่าวธรรมจงแจ่มแจ้งแก่เธอเถิด

ท่านพระโสณะทูลรับพระผู้มีพระภาคแล้ว ได้กล่าวพระสูตรทั้งหมด ๑๖ สูตร จัดเป็นวรรค ๘ วรรค ด้วยทำนองสรภัญญะ

(พระสูตรทั้ง ๑๖ สูตร คือ

กามสูตร  คุหัฏฐกสูตร  ทุฏฐัฏฐกสูตร  สุทธัฏฐกสูตร

ปรมัฏฐกสูตร  ชราสูตร  ติสสเมตเตยยสูตร  ปสูรสูตร

มาคันทิยสูตร  ปุราเภทสูตร  กลหวิวาทสูตร  จูฬวิยูหสูตร

มหาวิยูหสูตร  ตุวฏกสูตร  อัตตทัณฑสูตร  สารีปุตตสูตร

ดูรายละเอียดของพระสูตรเหล่านี้ในอัฏฐกวรรค คัมภีร์สุตตนิบาต ขุททกนิกาย พระไตรปิฎกเล่ม ๒๕ ข้อ ๔๐๘ – ๔๒๓)

ลำดับนั้น ในเวลาจบสรภัญญะของท่านพระโสณะ พระผู้มีพระภาคทรงอนุโมทนาว่า สาธุ สาธุ ภิกษุ  พระสูตร ๑๖ สูตร จัดเป็นวรรค ๘ วรรค เธอเรียนดีแล้ว กระทำไว้ในใจดีแล้ว จำทรงไว้ดีแล้ว เธอเป็นผู้ประกอบด้วยวาจาไพเราะ ไม่มีโทษ สามารถเพื่อจะยังเนื้อความให้แจ่มแจ้ง

อรรถกถาโสณสูตรขยายความบางตอนไว้ว่า

เมื่อท่านได้อยู่ในพระคันธกุฎีเดียวกันกับพระศาสดา ในเวลาใกล้รุ่งพระศาสดาทรงเชื้อเชิญ จึงทำไว้ในใจให้เห็นประโยชน์ของพระสูตร ๑๖ สูตรในอัฏฐกวรรค แล้วประมวลมาไว้ในใจทั้งหมด เป็นผู้รู้แจ้งอรรถและธรรม เมื่อจะกล่าวพระสูตรเหล่านั้นเฉพาะพระพักตร์พระศาสดา ก็ตั้งจิตเป็นสมาธิโดยมีความปราโมทย์อันเกิดแต่ธรรมเป็นคุณธรรมนำหน้า ครั้นในเวลาจบสรภัญญะก็เริ่มตั้งวิปัสสนา พิจารณาสังขาร บรรลุพระอรหัตโดยลำดับ

เพื่อประโยชน์ที่จะได้บรรลุธรรมนี้แล พระผู้มีพระภาคจึงรับสั่งให้ท่านอยู่ในพระคันธกุฎีเดียวกันกับพระองค์

ความจริงท่านพระโสณะพอบวชแล้วก็เรียนกรรมฐานในสำนักของพระมหากัจจานเถระ เพียรพยายามอยู่ ยังไม่ได้อุปสมบทเลยได้เป็นพระโสดาบัน ครั้นอุปสมบทแล้วคิดว่า อุบาสกทั้งหลายที่เป็นโสดาบันก็มีมาก ทั้งเราก็เป็นโสดาบัน ในข้อนี้จะคิดไปทำไมเล่า จึงเจริญวิปัสสนาเพื่อมรรคชั้นสูง ได้อภิญญา ๖ ภายในพรรษานั้นเอง  ออกพรรษาแล้วจึงเดินทางไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค

ต่อมา พระผู้มีพระภาคได้ทรงสถาปนาท่านไว้ในเอตทัคคะว่า

เอตทคฺคํ  ภิกฺขเว  มม  สาวกานํ  ภิกฺขูนํ  กลฺยาณวากฺกรณานํ ยทิทํ  โสโณ  กุฏิกณฺโณ.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บรรดาภิกษุผู้สาวกของเราผู้กล่าววาจาไพเราะ โสณกุฏิกัณณะเป็นเลิศ  (อังคุตตรนิกาย เอกนิบาต ๒๐/๑๔๗)

วิวัฒนาการของการสวดมนต์

การสวดมนต์มีวิวัฒนาการ หรือขั้นตอนการกำเนิด ดังต่อไปนี้

๑ พระพุทธเจ้าตรัสคำสอน

๒ พระสาวกจำคำสอนนั้นไว้

๓ ทบทวนคำสอนด้วยการพูดซ้ำๆ เพื่อให้จำได้ ไม่ลืม

๔ รวบรวมคำสอนที่เห็นพร้อมกันว่าถูกต้อง แล้วทบทวนคำสอนนั้นพร้อมๆ กัน เพื่อให้แน่ใจได้ว่าข้อความคำสอนนั้นตรงกันทุกคำ การกระทำเช่นนี้เรียกว่า สังคายนาหรือ สังคีติ  ความหมายตรงตัวคือ สวดพร้อมกัน กระทำกันเป็นหลักฐานจริงจังเมื่อพระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้ว ๓ เดือน

๕ เมื่อพระสาวกมาพบกันในโอกาสอื่นๆ ก็ชวนกันทบทวนคำสอนพร้อมๆ กัน เช่น ยกเอาพระธรรมจักกัปปวัตนสูตรขึ้นมาทบทวน คือสวดพร้อมๆ กัน เป็นต้น

นอกจากทบทวนด้วยการสวดแล้ว อาจมีการซักถามเพื่อให้เข้าใจชัดเจนขึ้นอีก อันเป็นที่มาของ ธรรมสากัจฉา คือ สนทนาธรรม

ช่วงเวลาที่พระสงฆ์จะชุมนุมกันพร้อมหน้า ก็คือเวลาที่ทำวัตร (1) คือกิจต่างๆ โดยเฉพาะกิจที่จะต้องช่วยกันทำ เช่น กวาดอาวาส วิหาร ลานพระเจดีย์ ปัดกวาดโรงอุโบสถ หรือไปดูแลความเรียบร้อยในสถานที่อยู่ของพระอุปัชฌาย์อาจารย์เป็นต้น เมื่อทำวัตรหรือทำกิจต่างๆ เสร็จแล้วก็ถือโอกาสยกเอาคำสอนของพระพุทธเจ้าขึ้นมาทบทวนกันไปด้วย เป็นที่มาของคำว่า ทำวัตรสวดมนต์

——————————-

(1) วัตร คือ กิจพึงกระทำ, หน้าที่, ธรรมเนียม, ความประพฤติ, ข้อปฏิบัติ จำแนกออกเป็น

๑. กิจวัตร ว่าด้วยกิจที่ควรทำ (เช่นอุปัชฌายวัตร สัทธิวิหาริกวัตร อาคันตุก-วัตร)

๒. จริยาวัตร ว่าด้วยมารยาทอันควรประพฤติ (เช่น ไม่ทิ้งขยะทางหน้าต่างหรือทิ้งลงนอกฝานอกกำแพง ไม่จับวัตถุอนามาส)

๓. วิธีวัตร ว่าด้วยแบบอย่างที่พึงกระทำ (เช่น วิธีเก็บบาตร วิธีพับจีวร วิธีเปิดปิดหน้าต่างตามฤดู วิธีเดินเป็นหมู่)

———————————-

๖ ชาวพุทธที่มีศรัทธาใคร่จะฟังคำสอนที่พระสงฆ์ท่านสวด ก็นิยมไปฟังที่วัดในเวลาที่ท่านพระท่านนัดทบทวนคำสอนกัน เรียกกันว่า ฟังพระสวดมนต์

มนต์ ก็คือ ความรู้ วิชา ก็คือคำสอนนั่นเอง

๗ ต่อมา แทนที่จะไปฟังที่วัด ผู้ที่มีศรัทธาแรงกล้าก็นิมนต์พระสงฆ์ให้มาทบทวนคำสอนให้ฟังที่บ้าน ก็เกิดเป็นความนิยมที่จะอาราธนาพระสงฆ์ให้มาสวดมนต์ที่บ้านในโอกาสพิเศษต่างๆ เรียกกันในภายหลังว่า พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์

คำว่า เจริญพระพุทธมนต์ ก็ชัดเจนอยู่ในตัวว่า หมายถึงสวดความรู้ สวดวิชา คือสวดคำสอนของพระพุทธเจ้านั่นเอง

๘ ภายหลังจึงมีผู้รู้แต่งบทสวดเพิ่มเติมจากบทที่เป็นพระสูตรต่างๆ อันมีมาในพระไตรปิฎก เช่น บททำวัตรเช้า ทำวัตรเย็น เป็นต้น เกิดเป็นแบบแผนในการสวดมนต์ ที่เรียกว่า ทำวัตรสวดมนต์ มาจนทุกวันนี้

เพราะฉะนั้น การสวดมนต์ โดยเนื้อแท้ก็คือการทบทวนคำสอนของพระพุทธเจ้าเพื่อให้รู้ตรงกันว่า ท่านสอนอะไรว่าอย่างไร นั่นเอง

ปัจจุบันนี้ชาวพุทธนิยมสวดมนต์กันโดยทั่วไป ถือเป็นบุญกิริยาสำคัญอย่างหนึ่ง จัดเข้าใน ภาวนามัย บุญสำเร็จด้วยการเจริญภาวนา วิธีสวดนั้นก็มีทั้งที่สวดเป็นส่วนตัว เช่น สวดมนต์ก่อนนอน และสวดเป็นหมู่คณะ เช่น พระภิกษุสามเณรทำวัตรสวดมนต์เป็นกิจวัตรประจำวันอย่างหนึ่ง ตามวัดต่างๆ จะมีสถานที่สำหรับสวดมนต์โดยเฉพาะ เรียกกันว่า หอสวดมนต์ บางวัดก็ใช้อุโบสถ หรือโบสถ์เป็นสถานที่ประชุมสวดมนต์ แสดงให้เห็นว่า การสวดมนต์เป็นกิจวัตรสำคัญอย่างหนึ่ง

ในหมู่ผู้ไปถืออุโบสถที่วัด โดยมากจะสวดมนต์วันละ ๓ เวลา คือ ตอนเช้าหลังจากเสร็จพิธีทำบุญ ตอนเย็นเวลาประมาณ ๕ โมงเย็น และตอนเช้ามืดวันรุ่งขึ้นเวลาประมาณตีสี่ ถือว่าการสวดมนต์เป็นกิจวัตรสำคัญอย่างยิ่งอันจะเว้นเสียมิได้ บางท่านแม้จะไม่ได้อยู่ค้างวัด แต่พอถึงเวลาสวดมนต์ก็จะมาสวดมนต์ที่วัดไม่เวลาใดก็เวลาหนึ่งเสมอ (สังเกตเห็นว่ามักจะเป็นเวลาห้าโมงเย็น อาจเป็นเพราะมีเวลาว่างและสะดวกในตอนนั้น) ยิ่งผู้อยู่ค้างวัดด้วยแล้ว เวลาไหนถ้าขาดสวดมนต์ จะรู้สึกคล้ายกับทำความผิด และเหมือนกับว่าการถืออุโบสถจะบกพร่องเอามากๆ แทบจะไม่เป็นอุโบสถเอาทีเดียว เพราะฉะนั้นเวลาสำหรับทำวัตรสวดมนต์จึงเป็นเวลาที่สำคัญมาก ทุกคนจะหยุดกิจอื่นๆ ทั้งหมด เพื่อเตรียมตัวเข้าสู่กิจกรรมทำวัตรสวดมนต์อย่างใจจดใจจ่อ และเมื่อถึงเวลาก็สวดอย่างตั้งอกตั้งใจด้วยใจศรัทธาเต็มที่

ถ้าเทียบกับกิจกรรมฟังเทศน์แล้ว ทั้งๆ ที่ฟังเทศน์นั้นแค่นั่งเฉยๆ แต่สวดมนต์ต้องออกเสียง ต้องเหนื่อยด้วย แต่รู้สึกว่าความอุตสาหะในการฟังเทศน์จะน้อยกว่าการสวดมนต์หลายเท่า ไม่ได้ฟังเทศน์ก็ยังไม่รู้สึกว่าทำผิดหรือเป็นบาปเท่ากับขาดสวดมนต์

อีกจุดหนึ่งที่สังเกตเห็นก็คือ ผู้ที่มีอุตสาหะไปสวดมนต์ที่วัดในวันอุโบสถนั้นเองก็จะมีอุตสาหะเฉพาะไปสวดมนต์ แต่ไม่มีอุตสาหะไปฟังเทศน์ ทั้งๆ ที่สวดมนต์เหนื่อยกว่าและใช้เวลานานกว่าฟังเทศน์ นี่เป็นเรื่องที่น่าคิดอย่างยิ่ง

อาจเป็นเพราะว่า การฟังเทศน์นั้นไม่มีใครพรรณนาอานิสงส์ให้พิสดารอะไรนัก รู้กันแต่เพียงว่าฟังเทศน์ได้บุญ แล้วก็ได้ความรู้ซึ่งไม่มีอิทธิฤทธิ์ที่จะบันดาลอะไรได้ แต่การสวดมนต์นั้นมีความเชื่อจากที่มีผู้รู้ท่านแสดงอานิสงส์ไว้หลากหลาย เช่นในหนังสือเล่มหนึ่ง (พิมพ์เป็นธรรมทาน เนื่องในงานพระราชทานเพลิงศพ พลเรือตรี ภิรมย์ นิสสัยพันธุ์ ณ เมรุวัดธาตุทอง กรุงเทพมหานคร วันพฤหัสบดีที่ ๕ พฤษภาคม ๒๕๓๖) แสดงอานิสงส์การสวดบท ธรรมจักร (ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร) ไว้ว่า

ท่านใดได้สวดจะทำให้ชีวิตเจริญรุ่งเรือง ไม่ว่าจะเป็นกิจการงานแขนงไหนที่ได้ทำอยู่ จะได้เจริญก้าวหน้า เพราะธรรมจักรเป็นพระธรรมเทศนากัณฑ์แรก ที่พระพุทธองค์ได้ทรงแสดงโปรดนักบวชปัญจวัคคีย์ และเป็นวงล้อที่หมุนเป็นครั้งแรกของพระพุทธศาสนา จึงนับว่าเป็นการลำบากที่ผู้คนทั้งหลายจะได้สวด และยังจะเป็นบทที่เปลื้องทุกข์ต่างๆ นานาได้อีกด้วย สิ่งเลวร้ายจะกลายมาเป็นแก้วสารพัดนึกขึ้นมาได้ และยังจะทำให้ผู้นั้นมีอายุยืน มีความสุขกาย สุขใจ ปราศจากทุกข์โศกโรคภัย เมื่อได้สวดประจำทุกคืน ทั้งตื่นและหลับจะกลับกลายเป็นมิ่งมงคลแก่ตัว เมื่อยังมีชีวิตอยู่ก็ได้มีความก้าวหน้าสถาพร ทรัพย์สมบัติข้าวของบริบูรณ์ เมื่อละไปจากโลกจะได้ไปอยู่เป็นสุขในสรวงสวรรค์ชั้นใดชั้นหนึ่งดังที่จิตใจของเราได้เคยสวดสาธยายมา

แม้สวดบทอื่นๆ ก็เชื่อกันว่าจะมีอานิสงส์ในทำนองเดียวกันนี้ และยังมีผู้พรรณนาไว้อีกว่า สวดมนต์จะช่วยให้ชะตาชีวิตดีขึ้น จะมีลาภ จะอยู่เย็นเป็นสุข บางท่านก็แสดงอานิสงส์ว่า ถ้าคนในครอบครัว เช่นสามี ภรรยา หรือบุตรธิดา ทำอะไรไม่ดี มีปัญหา เช่น สามีไปติดผู้หญิงอื่น ลูกเกเร ติดยา ติดเพื่อน แชเชือนไม่เล่าเรียน อะไรเหล่านี้ ถ้าหมั่นสวดมนต์ก็จะช่วยให้คนในครอบครัวกลับเนื้อกลับตัวเป็นคนดีขึ้นได้

ก็แปลว่าเห็นการสวดมนต์เป็นเรื่องศักดิ์สิทธิ์ มีฤทธิ์ดลบันดาล อำนวยสิ่งที่ปรารถนาให้ได้ ซึ่งถูกกับอัธยาศัยของมนุษย์ที่มักจะไม่ชอบทำอะไรด้วยตนเอง แต่ชอบที่จะรอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์มาช่วยดลบันดาลให้

ถ้ามองในมุมนี้ การสวดมนต์ของชาวพุทธก็จะไม่ต่างอะไรกับการที่

ศาสนิกในศาสนาที่นับถือพระผู้เป็นเจ้าเขาสวดสรรเสริญอ้อนวอนพระผู้เป็นเจ้าให้โปรดดลบันดาลสิ่งที่ปรารถนาให้นั่นเอง

พูดมาถึงตรงนี้ ทำให้นึกถึงคำอวยพรของชาวพุทธเราที่นิยมพูดกันว่า ขอคุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ จงดลบันดาล ให้ท่านผู้นั้นผู้นี้มีความสุขความเจริญ พูดเหมือนกับว่า พระรัตนตรัยนั้นสามารถดลบันดาลอะไรให้ได้โดยที่เจ้าตัวไม่ต้องทำอะไรเอง ทั้งๆ ที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ชัดเจนว่า ศาสนาของพระองค์เป็น กรรมวาทะและพระองค์ก็เป็น กรรมวาที คือสอนให้ทุกคนลงมือทำให้เกิดผลสำเร็จด้วยตัวเอง ไม่ให้หวังผลดลบันดาล ข้อเท็จจริงในพระชนมชีพของพระพุทธเจ้าก็คือ พระองค์ไม่เคยดลบันดาลให้สาวกคนไหนบรรลุมรรคผลนิพพานได้ นอกจากแต่ละคนต้องปฏิบัติเอาเอง พุทธภาษิตบทหนึ่งที่ตรัสไว้ชัดเจนก็คือ อกฺขาตาโร ตถาคตา  พระตถาคตเป็นเพียงผู้บอกทางให้เท่านั้น จะดลบันดาลให้ใครไปถึงจุดหมายปลายทางโดยผู้นั้นไม่ต้องเดินเอาเองนั้นหาได้ไม่

แต่ทุกวันนี้ชาวพุทธเรากลับพากันสวดมนต์เสมือนว่าจะอ้อนวอนให้พระรัตนตรัยช่วยดลบันดาลสิ่งที่ปรารถนาให้ นี่ก็เป็นเรื่องที่น่าคิดอย่างยิ่ง

จึงน่าเสียดายที่ทุกวันนี้การไหว้พระสวดมนต์ของชาวพุทธเบี่ยงเบนไปจากจุดหมายดั้งเดิมแทบจะหมดสิ้น

จากสวดมนต์เพื่อทบทวนฟื้นฟูปัญญา กลายเป็นสวดเพื่อสมาธิ คือสวดโดยไม่ต้องเข้าใจว่าข้อความที่สวดนั้นเป็นเรื่องที่พระพุทธเจ้าท่านสอนอะไรว่าอย่างไร

จากสวดเพื่อสมาธิ กลายมาเป็นสวดเพื่อศักดิ์สิทธิ์ โดยไม่ต้องรู้อะไร แล้วก็เชื่อกันว่าการสวดมนต์นั้นเป็นบุญกุศล และมีอานุภาพวิเศษดลบันดาลให้สัมฤทธิ์ผลได้ โดยไม่ต้องรู้ว่าบุญกุศล และอานุภาพวิเศษจากการสวดมนต์นั้นคืออะไร และจะเกิดขึ้นมาได้อย่างไร

อย่างไรก็ตาม ในหนังสือเล่มดังกล่าวก็ได้แสดงอานิสงส์ของการสวดมนต์ไว้อีกแนวหนึ่งด้วย คือ

๑ ไล่ความขี้เกียจ ขณะสวดมนต์ อารมณ์เบื่อ เซื่องซึม ง่วงนอน เกียจคร้านจะหมดไป เกิดความแช่มชื่นกระฉับกระเฉงขึ้น

๒ ตัดความเห็นแก่ตัว เพราะขณะนั้นอารมณ์ของเราไปหน่วงอยู่ที่การสวด ไม่ได้คิดถึงตัวเอง ความโลภ โกรธ หลง จึงมิได้กล้ำกลายเข้าสู่วาระจิต

๓ ได้ปัญญา การสวดมนต์โดยรู้คำแปล รู้ความหมาย ย่อมทำให้ผู้สวดได้ปัญญาความรู้ แทนที่จะสวดแจ้วๆ เหมือนนกแก้วนกขุนทองโดยไม่รู้อะไรเลย เป็นเหตุให้ถูกค้อนว่าทำอะไรโง่ๆ

๔ จิตเป็นสมาธิ เพราะขณะนั้นผู้สวดต้องสำรวมใจแน่วแน่ มิฉะนั้นจะสวดผิด ได้หน้าลืมหลัง เมื่อจิตเป็นสมาธิ ความสงบเยือกเย็นในจิตจะเกิดขึ้น

๕ ได้เฝ้าพระพุทธเจ้า เพราะขณะนั้นผู้สวดมีกาย วาจาปกติ (มีศีล) มีใจแน่วแน่ (มีสมาธิ) มีความรู้ระลึกถึงคุณความดีของพระพุทธเจ้า (มีปัญญา) เท่ากับได้เฝ้าพระองค์ ด้วยการปฏิบัติบูชา ครบไตรสิกขาอย่างแท้จริง

ข้อคิดข้อสังเกตอย่างหนึ่งคือ ปัจจุบันนี้นิยมสวดมนต์แปลกันโดยทั่วไปในหมู่อุบาสกอุบาสิกา โดยอ้างว่าสวดแปลเพื่อให้รู้เรื่อง

ในหนังสือเล่มดังกล่าวได้กล่าวถึง คุณประโยชน์ของการทำวัตร-สวดมนต์ แปลไทย ไว้ว่า

คนไทยเราคุ้นกับการสวดมนต์มาตั้งแต่เกิด แต่เป็นที่น่าสงสารว่าได้แต่สวดตามๆ กันไป น้อยคนนักที่จะแปลได้และรู้ความหมาย ทำให้ขาดสาระทางใจ กลายเป็นงมงาย ฉะนั้นควรให้เด็กหัดสวดมนต์แปล จิตจะได้น้อมตามไป ได้อรรถรสจากการสวดมนต์อย่างแท้จริง นอกจากนั้นควรให้เด็กได้ทราบว่าสวดมนต์ไปทำไมอีกด้วย

แต่เท่าที่ตรวจสอบซักถามผู้สวดมนต์แปลดูแล้ว เอาเข้าจริงแม้จะสวดแปล ส่วนมากก็รู้เฉพาะคำแปล แต่ยังไม่รู้เรื่องในบทที่สวดอยู่นั่นเอง

สวดแปลก็คือพูดซ้ำ ๒ เที่ยว เป็นการแปลเพื่อให้รู้ภาษาเท่านั้น ไม่เกี่ยวกับรู้เรื่องหรือไม่รู้เรื่อง

ความจริงแล้ว ภาษาหรือถ้อยคำที่เราไม่เคยรู้นั้น เมื่อมารู้เข้าครั้งหนึ่งแล้ว ครั้งต่อไปก็ไม่จำเป็นต้องแปล เช่น นะโม แปลว่า ขอนอบน้อม นี่คือรู้ภาษา รู้คำแปลอย่างนี้แล้ว ต่อไปพอสวดคำว่า นะโม อีก ก็ย่อมจะรู้คำแปลทุกครั้งไปว่า นะโม แปลว่า ขอนอบน้อม โดยไม่ต้องพูดซ้ำว่า นะโม ขอนอบน้อม

เปรียบเทียบกับพูดภาษาอังกฤษ เช่นคำว่า Good morning  คนไม่รู้ภาษาอังกฤษเลย ทีแรกก็ย่อมจะไม่รู้ว่า Good morning แปลว่าอะไร แต่พอรู้ว่า Good morning แปลว่า สวัสดีตอนเช้า  คราวนี้พอพูดว่า Good morning ทีไรก็รู้ทันที่ว่า แปลว่า สวัสดีตอนเช้า และพอไปพูดกับฝรั่งจริงๆ ก็พูดว่า Good morning เท่านั้น ไม่ต้องพูดว่า Good morning สวัสดีตอนเช้า

แต่ถ้าอยากรู้ว่า สวัสดีตอนเช้า หมายความว่าอย่างไร มีสวัสดีตอนเช้าแล้วมีสวัสดีตอนอื่นด้วยหรือไม่ สวัสดีตอนอื่นว่าอย่างไร มีเหตุผลอย่างไรจึงต้องแบ่งคำสวัสดีออกเป็นหลายเวลา เรื่องเหล่านี้จะต้องเรียนรู้ศึกษาต่อไปอีกจึงจะไปถึงขั้น “รู้เรื่อง”

จะเห็นได้ว่าแค่รู้ว่า Good morning แปลว่า สวัสดีตอนเช้า ยังไม่พอ เพราะเป็นเพียงแค่รู้ภาษา ยังไม่ใช่รู้เรื่อง

สวดมนต์แปลก็ทำนองเดียวกันนี้ คือแค่รู้ภาษา ยังไม่ถึงขั้นรู้เรื่อง อย่าง นะโมแปลว่า ขอนอบน้อม  การนอบน้อมคืออะไร ทำอย่างไรจึงชื่อว่านอบน้อม เป็นเรื่องที่จะต้องไปศึกษาหาความรู้ต่อไปอีก ไม่ใช่เพียงแค่เอ่ยออกมาว่า นะโม ขอนอบน้อม เท่านี้ก็รู้เข้าใจเรื่องการนอบน้อมทะลุไปหมดทันที เพราะแค่นั้นเป็นเพียงรู้คำแปลหรือรู้ภาษาเท่านั้น ยังไม่ไปถึงขั้นรู้เรื่อง

หรืออย่างคำว่า วิชฺชาจรณสมฺปนฺโน  ซึ่งเป็นพระพุทธคุณบทหนึ่ง หนังสือสวดมนต์แปล ก็มักจะแปลคำนี้ว่า เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ ผมเคยลองถามผู้นิยมสวดมนต์แปลว่า วิชชาและจรณะ ในคำแปลนั้นคืออะไร ส่วนมากท่านก็ตอบว่า ไม่ทราบ

นี่เป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดว่า แม้จะสวดแปลแล้ว แต่ก็ยังไม่รู้เรื่องอยู่นั่นเอง

ทุกวันนี้กลายเป็นว่า แม้คำแปลนั่นเองก็ต้องท่องจำด้วย เลยต้องจำทั้งคำบาลี จำทั้งคำแปล หนักเป็นสองเท่า โดยที่ก็ยังไม่รู้เรื่องในบทสวดเหมือนเดิม

ประเด็นนี้มีผู้แก้ต่างให้ว่า แม้จะไม่รู้เรื่องบ้างก็เป็นเพียงบางคำ คำที่รู้เรื่องก็มี เพราะฉะนั้น สวดแปลก็ย่อมจะดีกว่าสวดเฉพาะบาลีอย่างเดียว เพราะถึงอย่างไรๆ ก็ยังรู้เรื่องบ้าง

ข้อสงสัยของผมมีอยู่ว่า ถ้าอ้างว่าควรสวดมนต์แปลเพื่อจะได้รู้เรื่องแล้วไซร้ ทำไมไม่สวดเฉพาะคำแปล จะต้องสวดภาษาบาลีด้วยทำไม ? สวดเฉพาะคำแปลก็รู้เรื่องตรงตามความประสงค์ที่อ้างอยู่แล้ว ไม่ต้องเสียเวลาและเหนื่อยเป็นสองเท่าด้วย

ข้อสงสัยนี้เคยมีผู้ตอบว่า ต้องสวดภาษาบาลีด้วย มิฉะนั้นจะไม่ขลัง

ฟังแล้วก็ยิ่งงง ตกลงว่าสวดมนต์นั้นจะสวดเพื่อรู้เรื่องหรือสวดเพื่อขลังกันแน่

สวดเพื่อรู้เรื่อง เป็นความมุ่งหมายดั้งเดิมที่ถูกต้องตามแนวทางของพระพุทธศาสนา แต่ถ้าสวดเพื่อขลัง ก็เบี่ยงเบนออกไปจากคำสอนของพระพุทธเจ้า ความประสงค์สองอย่างนี้จึงขัดแย้งกันอยู่ในตัว

การอยากรู้เรื่องในบทสวดมนต์นั้นนับเป็นความใฝ่รู้ เป็นความคิดที่ดี ควรแก่การอนุโมทนา แต่ดูไปแล้วเหมือนกับว่า ต้องการจะรู้เรื่องในขณะที่สวดนั่นเลยทีเดียว ราวกับว่าทั้งชีวิต ท่านมีเวลาพอที่จะสวดมนต์นั้นเท่า แต่ไม่มีเวลาพอที่จะไปศึกษาหาความรู้เรื่องในบทสวดมนต์ในตอนอื่น จึงจะต้องเอาเป็นเอาตายกันในตอนสวดนี่แหละ ดูคล้ายกับจะเป็นอย่างนั้น

ผมเห็นว่า ถ้าอยากรู้เรื่องในบทสวดมนต์นั้นจริงๆ ก็ควรไปศึกษาหาความรู้เอาทีหลัง ถ้าเรามีเวลาทำนั่นนี่ได้สารพัด ก็ควรจะมีเวลาพอที่จะศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับเนื้อหาสาระของบทสวดมนต์นั้นๆ ให้ได้บ้าง การแบ่งเวลาไปศึกษาเช่นว่านี้ เราอยากจะรู้ให้ลึกซึ้งขนาดไหนก็ย่อมทำได้ ไม่จำเป็นจะต้องตั้งเกณฑ์ว่า ฉันจะต้องรู้เรื่องให้ได้ในขณะสวดนั่นเลย ยอมเสียเวลาศึกษาให้เข้าใจแจ่มแจ้งเสียคราวเดียว ต่อไปพอสวดบทนั้นก็จะรู้เรื่องไปพร้อมๆ กับที่สวดนั่นทันทีโดยไม่ต้องเสียเวลาแปลอีกทุกครั้งไป ซึ่งก็คือการเสียเวลาสวดซ้ำสองเที่ยวนั่นเอง

สำหรับผู้ไปถืออุโบสถอยู่ที่วัด ก็ศึกษาจากหนังสือสวดมนต์ในวันที่ไปถืออุโบสถนั่นเลย ดีที่สุด เพราะมีเพื่อนที่ถืออุโบสถด้วยกันให้ร่วมคิดร่วมศึกษา พระสงฆ์ในวัดก็มีให้ไต่ถามได้สะดวก ถ้าพระท่านไม่รู้ ก็ยิ่งสมควรถามให้บ่อยเข้าไว้ (ทำนองเดียวกับธรรมเนียมมีพระราชปุจฉา) เพื่อเป็น “การบ้าน” ให้ท่านไปศึกษาหาความรู้มาถ่ายทอดให้ญาติโยมฟัง เพราะนั่นคือหน้าที่ของพระโดยตรง (หน้าที่ของพระสงฆ์ คือ ศึกษาปฏิบัติตามคำสอนของพระสัมมาสัม-พุทธเจ้าแล้วสั่งสอนผู้อื่นให้รู้ตามด้วย)

แต่เท่าที่เห็น ส่วนมากสวดเสร็จก็เก็บหนังสือ ไม่สนใจที่จะเปิดอ่านเพื่อศึกษาอะไรอีก หนังสือสวดมนต์ก็เลยมีไว้เพื่อกางสวดเท่านั้น ทั้งๆ ที่เป็นหนังสือบันทึกวิชาความรู้ที่ผู้สวดก็ร่ำร้องอยากจะรู้เรื่องนั่นเอง เพราะเหตุนี้การสวดแปลก็เลยกลายเป็นรูปแบบที่ยึดถือกัน โดยไม่ได้ตั้งใจที่จะศึกษาให้รู้เรื่องจริงจังแต่ประการใด

ผมมีความคิดที่อยากจะเสนอแนะอีกวิธีหนึ่งเพื่อสนองความอยากรู้เรื่องในบทสวดมนต์และอยากรู้ในเวลาที่กำลังสวดนั่นด้วย วิธีที่ผมคิดได้ทำดังนี้ –

พอถึงเวลาสวดมนต์ ก็เปลี่ยนจากกางหนังสือสวด มาเป็นกางหนังสือศึกษาความหมายของบทสวดแทน สวดบทไหนบ้าง ก็ยกข้อความในบทนั้นนั่นแหละขึ้นมาศึกษากัน เช่นเริ่มตั้งแต่  ยะมะหัง  พุทธัง ภะคะวันตัง สะระณัง คะตา ไปเลย ยะมะหัง แปลว่าอะไร  พุทธัง แปลว่าอะไร หมายความว่าอย่างไร นะโม แปลว่าอะไร หมายความว่าอย่างไร อิติปิ โส ภะคะวา แปลว่าอะไร หมายความว่าอย่างไร

วิธีศึกษาก็คือ ถามกัน ตอบกัน ใครที่นั่งสวดมนต์อยู่ด้วยกันตรงนั้นรู้อะไรอย่างไร ก็แถลงความรู้ความเข้าใจสู่กันฟัง อธิบายสู่กันฟัง หรือเชิญผู้รู้มาตอบมาอธิบายให้ฟัง ผู้รู้ที่เหมาะที่สุดก็คือพระในวัดที่ไปสวดมนต์กันนั่นแหละ ไปนิมนต์ท่านมาให้อธิบายความหมายในบทสวดนั้นให้ผู้สวดมนต์ฟัง ถ้าพระท่านไม่รู้ ก็เท่ากับเป็นการเตือนท่านว่า ท่านจะอยู่นิ่งเฉยไม่ได้แล้ว ท่านมีหน้าที่จะต้องศึกษาเรียนรู้พระธรรมวินัยเพื่อเอาไปแนะนำสั่งสอนญาติโยม

เมื่อศึกษาอธิบายบทไหนจนกระจ่างแจ้งจบแล้ว ก็พร้อมใจกันสวดบทนั้นพร้อมๆ กันอีกเที่ยวหนึ่ง ทำแบบเดียวกับที่พระอรหันต์ท่านทำสังคายนานั่นเลย

มีเวลาสวดมนต์ชั่วโมงหนึ่ง ก็ศึกษากันไปชั่วโมงหนึ่ง หมดเวลาสวดมนต์ก็เลิก จะต่อด้วยปฏิบัติธรรมตามที่เคยทำกันมา ก็ทำกันไป

ทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ทุกวันทุกเวลาที่เป็นเวลาสวดมนต์ มีค่ามีความหมายเท่ากับได้สวดมนต์แล้วทุกประการ เป็นการสวดมนต์ตามความหมายที่แท้จริงของการสวดมนต์ คือการทบทวนความรู้ในพระธรรมวินัยคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าอย่างแท้จริง และเป็นการสวดที่รู้เรื่องกระจ่างแจ้งดีกว่าอ่านตามหนังสือ หรือแม้ท่องได้จำได้ แต่ไม่เข้าใจความหมายเป็นไหนๆ เป็นการแก้ปัญหาที่โอดโอยกันว่า สวดมนต์แต่คำบาลีไม่รู้เรื่อง ต้องแปลด้วย ซึ่งแปลแล้วก็ยังไม่รู้เรื่องอยู่เท่าเดิมนั่นเอง ปัญหาที่ว่านี้จะหมดไปโดยเด็ดขาด

และเมื่อศึกษาด้วยวิธีนี้ไปจนจบทุกบทที่สวดแล้ว ต่อไปพอยกบทนั้นๆ ขึ้นมาสวด ก็จะรู้เรื่องกระจ่างทันทีโดยไม่ต้องเสียเวลาสวดแปลอีกต่อไป

แนวความคิดเช่นนี้ไม่มีนักสวดมนต์คนไหนเห็นด้วย ทุกคนจะต้องค้านโดยอ้างว่า นั่นมันไม่ใช่สวดมนต์ สวดมนต์จะต้องนั่งประนมมือ เปล่งวาจาออกเสียงตั้งแต่คำว่า ยะมะหัง พุทธัง ภะคะวันตัง สะระณัง คะตา  เรื่อยไป ต้องว่าเป็นภาษาบาลี แล้วก็ต้องว่าคำแปลตามที่ท่านแปลไว้ให้ตามที่พิมพ์ไว้ในหนังสือสวดมนต์ ต้องว่าไปตามนั้นจึงจะเป็นการสวดมนต์ จะมาเที่ยวนั่งถามนั่งตอบนั่งอธิบายอะไรกันนั่น ไม่ใช่สวดมนต์

นี่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่เรายึดติดรูปแบบชนิดที่ไม่ลืมหูลืมตา เข้าขั้นสีลัพพตปรามาส จนกระทั่งลืมไปว่า การสวดมนต์คืออะไร ความมุ่งหมายที่แท้จริงหรือแก่นแท้ของการสวดมนต์คืออะไร พูดอย่างตรงไปตรงมาก็คือ เรื่องสวดมนต์นั้นทุกวันนี้เราเห็นว่าเปลือกสำคัญกว่าแก่นไปแล้ว ทั้งๆ ที่เราก็เรียกร้องหาแก่น คือสวดแล้วอยากรู้เรื่องด้วย  แต่พอเสนอวิธีที่จะทำให้รู้เรื่องและเข้าใจได้ดีที่สุด ก็ไม่มีใครอยากทำ บอกว่าทำแบบนั้นก็เหมือนกับนั่งเรียนธรรมะนะซี ไม่ใช่สวดมนต์สักหน่อย ทั้งๆ ที่ต้นกำเนิดของการสวดมนต์ก็คือการเรียนธรรมะนั่นเอง

อุปมาเหมือนคนที่วางของแท้แล้วหันไปคว้าของเทียมมายึดไว้ ยึดไว้นานเข้าก็เลยเชื่อว่านั่นเป็นของแท้ พอมีใครมาชี้ให้ดูของแท้ ก็บอกว่าของแท้นั่นเป็นของเทียม กลับตาลปัตรกันไป

ที่ว่ามาทั้งหมดในตอนนี้ ขอเรียนว่ามิได้มีเจตนาที่จะคัดค้านการสวดมนต์แปลแต่อย่างใดทั้งสิ้น ท่านที่มีศรัทธาจะสวดแปลก็ขอเชิญท่านสวดแปลต่อไปได้เต็มที่ตามที่ท่านศรัทธา ผมเองเวลาร่วมสวดมนต์ ถ้าเขาสวดแปลผมก็สวดแปลด้วย มิได้คัดค้านหรือขัดข้องแต่อย่างใด ที่ว่ามานี้ก็เพียงแต่ต้องการชี้ให้เราฉุกคิดถึงเหตุผลต้นปลายว่า ก่อนที่จะเกิดมีการสวดมนต์แปลนั้นเราอ้างเหตุผลอะไร และตั้งเป้าหมายไว้ที่ไหน และบัดนี้เมื่อสวดแปลแล้ว เราไปถึงเป้าหมายนั้นได้จริงหรือเปล่า กับต้องการเสนอแนะวิธีที่จะไปถึงเป้าหมายนั้นให้ช่วยกันพิจารณา เจตนามีเพียงเท่านี้

แต่เมื่อพิจารณาจากสภาพความเป็นจริงที่ว่า สังคมไทยเป็นสังคมที่ศรัทธานำปัญญา และนำชนิดที่ปัญญาตามศรัทธาไม่ทันเสียแล้ว ผมมีความเชื่อมั่นว่าอีกไม่เกิน ๕๐ ปีข้างหน้านี้ จะเกิดค่านิยมสวดมนต์แปลโดยไม่จำเป็นต้องเข้าใจความหมาย และ สวดมนต์ถ้าไม่แปล จะไม่ได้บุญ

จะมีคนเชื่ออย่างนี้กันไปทั้งบ้านทั้งเมือง โปรดติดตามดูไปเรื่อยๆ เถิด

ข้อสังเกตอีกเรื่องหนึ่งเกี่ยวกับการสวดมนต์คือ เดี๋ยวนี้เวลาจะสวดมนต์ต้องกางหนังสือสวด

การกางหนังสือสวดนั้นเป็นการเปลี่ยนแปลงค่านิยมที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่งในหมู่พุทธศาสนิกชน

เมื่อประมาณครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา หรือเมื่อราวๆ ก่อนพุทธศักราช ๒๕๐๐ ผมเป็นเด็กวัด จำได้ติดตาติดใจว่า หนังสือสวดมนต์นั้นมีไว้สำหรับท่องบ่นเท่านั้น เวลาสวดจริงๆ เช่น เวลาทำวัตรสวดมนต์ตอนเช้าหรือตอนเย็นก็ตาม ไม่มีพระภิกษุสามเณรรูปไหนถือหนังสือสวดมนต์เข้าไปด้วยเลย ทุกรูปสวดจากความจำที่ได้ท่องบ่นมาแล้วเป็นอย่างดี อาจจะมีบ้างบางรูปที่ยังท่องไม่ได้ก็เอาหนังสือสวดมนต์เข้าไปด้วย แต่ต้องแอบเอาเข้าไป และต้องนั่งอยู่แถวหลังและแอบเปิดไม่ให้รูปอื่นเห็น พระภิกษุสามเณรที่แอบเอาหนังสือสวดมนต์เข้าไปด้วยจะถูกมองอย่างตำหนิ ส่อถึงการขาดความอุตสาหะขวนขวายในการท่องบ่น ถือเป็นเรื่องน่าอับอายมาก แต่ส่วนมากจะเป็นในระยะแรกที่บวชเท่านั้น พอนานไปก็จะท่องได้และไม่ต้องแอบเปิดหนังสือหรือเปิดแบบอีกต่อไป

สมัยนั้นพระเณรรูปไหนท่องสวดมนต์ได้หมด ทั้งทำวัตรสวดมนต์ สวดพระอภิธรรม พาหุงมหากาฯ ลงศาลาวันพระ ก็เรียกกันว่า “จบเจ็ดตำนาน”  จะรู้สึกภาคภูมิใจเหมือนกับสมัยนี้เรียนสำเร็จจบปริญญาแล้ว อะไรประมาณนั้น

เจ็ดตำนาน เป็นหนังสือสวดมนต์ที่ใช้กันอยู่เป็นมาตรฐานในสมัยนั้น ที่สูงขึ้นไปกว่านั้นก็คือ “สิบสองตำนาน” และ “สวดมนต์ฉบับหลวง” ที่มีบทสวดเพิ่มเติมอีกมาก โดยเฉพาะพระสูตรที่สำคัญ ๓ สูตร คือ ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร อนัตตลักขณสูตร และ  อาทิตตปริยายสูตร  (นิยมเรียกกันสั้นๆ ว่า  ธรรมจักร อาทิต  อนัต) รูปไหนท่องได้จบ จะนับถือกันว่าเก่งฉกาจฉกรรจ์มาก ราวกับเราในสมัยนี้เห็นคนที่จบดอกเตอร์ก็ปานกัน แต่อย่างไรก็ตาม แค่จบเจ็ดตำนานก็นับถือกันแล้วว่าสำเร็จการศึกษาตามมาตรฐานของสังคมชาวพุทธสมัยนั้น

ผมยังจำคำพูดได้ประโยคหนึ่งว่า “ขี้เต็มถาน เจ็ดตำนานไม่จบ” และคำว่า “หุงไม่สุก” (“หุงไม่สุก” คำนี้มาจากพระเณรที่สวดบทพาหุงไม่ได้ เวลาลงศาลาวันพระได้แต่นั่งนิ่งหรือทำปากขมุบขมิบ) เป็นคำตำหนิพระภิกษุสามเณรที่บวชมานาน แต่ไม่ขยันท่องสวดมนต์ ใครโดนคำนี้เข้าก็จะรู้สึกอับอายขายหน้าแทบจะเข้าสังคมไม่ได้เอาทีเดียว

แต่ทุกวันนี้ ค่านิยมเปลี่ยนไปชนิดหน้ามือเป็นหลังมือ หนังสือสวดมนต์มิได้มีไว้เพื่อเป็นคู่มือท่องบ่น หากแต่มีไว้เพื่อเปิดกางออกสวดโดยไม่คิดจะท่องจำเหมือนสมัยก่อน แทบทุกวัดจะมีหนังสือสวดมนต์วางเตรียมไว้ให้ในโบสถ์หรือที่หอสวดมนต์ การเปิดหนังสือสวดไม่ใช่เรื่องน่าอายอีกต่อไป พอได้เวลาสวดมนต์ ถ้าเห็นพระภิกษุสามเณรรูปไหน หรืออุบาสกอุบาสิกาคนไหนถือหนังสือสวดมนต์เพื่อเตรียมไปสวดมนต์ ก็กลับมองกันด้วยความชื่นชมว่าขยัน เอาใจใส่เรื่องทำวัตรสวดมนต์ การไม่ถือหนังสือสวดมนต์หรือสวดมนต์โดยไม่กางหนังสือเสียอีกที่กลับถูกมองเหมือนกับว่าไม่จริงใจหรือไม่เต็มใจในการสวดมนต์

ความเปลี่ยนแปลงดังว่านี้ก็เป็นที่ทราบทั่วกันว่าเป็นไปตามสภาพสังคมที่เปลี่ยนไป ทุกวันนี้ผู้ชายอายุครบบวช ได้บวชกันน้อยลง ระยะเวลาที่บวชก็สั้นลงจนเกือบจะไม่เกิดประโยชน์อะไร นอกจากเป็นการบวชตามประเพณี ถือกันว่าแค่นั้นก็ได้บุญแล้ว (แบบเดียวกับที่ผู้ถืออุโบสถคิดว่าเพียงแค่ไปนอนค้างที่วัดคืนหนึ่งก็ได้บุญแล้วนั่นแหละ) ผู้ชายสมัยก่อนใช้ช่วงเวลาที่ไปเป็นนาค คือเตรียมตัวบวชอยู่ที่วัด ท่องสวดมนต์จบ และเรียนรู้ขนบธรรมเนียมชาววัดได้เป็นอันมาก ในขณะที่ผู้ชายสมัยนี้บวชจนสึกออกมาแล้วก็ยังสวดมนต์ไม่ได้และแทบจะไม่รู้เรื่องวัดๆ เอาด้วยซ้ำไป

กล่าวเฉพาะผู้ถืออุโบสถ เท่าที่ได้พบมา นอกจากจะกางหนังสือสวดกันทั่วหน้าแล้ว แม้แต่จะสวดบทไหน ก็ต้องให้บอกดังๆ ก่อนว่า เปิดไปหน้านั้นหน้านี้  ถ้าคนนำสวด ขึ้นบทนั้นๆ มาเลย ก็จะมีเสียงร้องถามว่า อยู่หน้าไหน ทั้งๆ ที่สวดบทนั้นมาแล้วหลายสิบรอบ

นั่นแปลว่า ไม่ใช่เฉพาะไม่ต้องจำบทสวดเท่านั้น แม้แต่บทนั้นๆ อยู่หน้าไหนของหนังสือสวดมนต์ก็ไม่ต้องจำด้วยตัวเองเลย นับว่าเป็นอาการที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง

จากการที่ได้เคยไปร่วมสวดมนต์กับผู้ถืออุโบสถตามวัดต่างๆ ผมมีข้อสังเกตว่า ตามวัดที่อยู่ไกลเมือง ผู้ถืออุโบสถมักสวดปากเปล่าได้มากกว่าผู้ถืออุโบสถตามวัดที่อยู่ในเมือง ทั้งนี้อาจเป็นความเคยชินที่ติดมาตั้งสมัยก่อนที่หนังสือสวดมนต์หายาก ยังไม่ค่อยแพร่หลาย คนตามบ้านนอกที่สวดมนต์ได้ก็สวดได้เพราะท่องจำต่อๆ กันมา เนื่องจากไม่มีหนังสือที่จะกางสวด จึงเคยชินกับการท่องจำ หลายคนอ่านหนังสือไม่ออก แต่สวดมนต์ได้หมดทั้งเล่ม สวดเก่งกว่าคนที่ เป็นหนังสือ เสียอีก

ฝ่ายคนที่อยู่ในเมือง หาหนังสือสวดมนต์ได้ง่ายกว่า ไว้ใจว่าถึงอย่างไรก็มีหนังสือ จึงฝากบทสวดมนต์ไว้ในหนังสือ ไม่เกิดความจำเป็นที่จะต้องท่องจำ ความอุตสาหะที่จะท่องจำก็เลยมีน้อย จึงต้องสวดจากหนังสือมากกว่าสวดจากความจำ

ผมเคยเสนอแนะว่า ไหนๆ ก็มีศรัทธาจะถืออุโบสถและจะต้องสวดมนต์กันไปอีกยาวนานแล้ว ทำไมไม่ลองหัดท่องจำบทสวดมนต์ให้ได้ สำหรับผู้สูงวัย ความจำไม่ค่อยดี ไม่ต้องมากหรอก ท่องวันละบรรทัดก็พอ ท่องไปเรื่อยๆ ถึงวันอุโบสถทีก็เอามาซ้อมสวดกัน แทนที่จะนั่งคุยนอกเรื่อง ทำอย่างนี้เรื่อยไป เท่ากับได้ปฏิบัติธรรมอีกแบบหนึ่ง คือประคองจิตให้เป็นกุศลอยู่ตลอดเวลาที่ท่อง ที่ซ้อม ในที่สุดก็จะต้องจบเล่มเข้าสักวันหนึ่ง เรียกว่า เมื่อเริ่มต้นแล้วต้องมีวันจบ  จะไปจบไปคล่องเอาสักกี่เดือนกี่ปีก็ไม่เป็นไร เพราะเราไม่ได้เร่งรัดเอาไปสวดประกวดกับใครที่ไหน ทำไปอย่างนี้ สักวันหนึ่งเราก็จะเป็นอิสระ ไม่ต้องพึ่งหนังสือสวดมนต์ในเวลาสวดอีกต่อไป

คำเสนอแนะนี้ไม่มีใครทำตาม ทุกคนมีความสุขที่จะกางหนังสือสวดกันไปตลอดชีวิต แต่ไม่มีความสุขที่จะท่องจำ โดยเหตุผลที่ฟังแล้วเป็นอมตะดี คือ แค่ไปวัดได้ในวันพระนี่ก็บุญแล้ว จะเอาอะไรกันนักหนา

ผมเคยถามตัวเองเล่นๆ ว่า ถ้าต้องกางหนังสือสวดกันอยู่อย่างนี้ ตอนเย็นวันหนึ่งหรือเช้ามืดวันไหนไฟฟ้าดับ ก็คงไม่ต้องสวดมนต์กันละกระมัง

แต่ปัญหาทำนองเดียวกันนี้ผมเคยถามคนรุ่นใหม่ว่า คนทุกวันนี้ติดเตาฟืนเตาถ่านหุงข้าวกันไม่เป็นแล้ว เป็นแต่เสียบปลั๊ก วันไหนไฟดับคงอดตาย ก็ได้ฟังคำตอบจากคนรุ่นใหม่ว่า บอกให้เขาหาวิธีป้องกันไม่ให้ไฟฟ้าดับ เขาจะทำได้ง่ายกว่าสอนให้ติดเตาฟืนเตาถ่าน

เพราะฉะนั้น หาวิธีป้องกันไม่ให้ไฟฟ้าดับ หรือหาวิธีจุดเทียนจุดตะเกียงในเวลาไฟดับ ก็คงง่ายกว่าขอให้ท่องจำบทสวดมนต์เช่นเดียวกัน

นี่มองลงมาแค่ครึ่งศตวรรษเท่านั้น ความอุตสาหะฉันทะของคนเราลดหดหายไปได้ถึงเพียงนี้ เวลานี้ยังดีที่ว่าถึงจะต้องกางหนังสือสวด แต่ถ้อยคำบางวรรคบางตอนของบทสวดมนต์ก็ยังพอมีติดค้างอยู่ในความทรงจำได้บ้าง แต่ในอนาคตอีก ๕๐ ปี บทสวดมนต์ทั้งหลายคงจะไม่ตกค้างอยู่ในสมองเลยแม้แต่คำเดียว ทุกคำทุกบทคงจะฝากไว้ในหนังสือสวดมนต์ทั้งสิ้น ถึงเวลาอยากได้บุญหรือจะทำพิธีอะไรกันสักทีจึงค่อยเปิดหนังสือสวดกันตามอัธยาศัย

แต่ถ้ามองย้อนขึ้นไปก็จะกลับเห็นความอัศจรรย์ของมนุษย์ได้เช่นกัน ที่ว่าพระไตรปิฎกแปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์ หรือที่เขียนเป็นอักษรไทยพิมพ์เป็นหนังสือเล่มใหญ่ๆ ถึง ๔๕ เล่มนั้น ท่านไม่ได้เขียนเป็นตัวหนังสือมาแต่เดิมเลย แต่ท่านใช้วิธีจำกันมาเป็นร้อยๆ ปี ด้วยสมองของมนุษย์นี่เอง

ได้ทราบมาว่า ในเมืองพม่ายังมีพระภิกษุที่ทรงพระไตรปิฎก คือท่องจำพระไตรปิฎกได้ทั้งหมดอยู่ ๓ รูป เขาว่ารัฐบาลถวายการอุปถัมภ์บำรุง รวมไปถึงรับเลี้ยงดูโยมพ่อโยมแม่ของพระด้วยตลอดชีวิต ได้ฟังเรื่องนี้มาหลายปีแล้ว ปัจจุบันพระภิกษุทั้ง ๓ รูปนั้น จะยังมีชีวิตอยู่หรือมรณภาพไปหมดแล้วก็ไม่ทราบ และธรรมเนียมอุปถัมภ์บำรุงถึงขนาดนั้นจะยังคงมีอยู่ หรือว่าเลิกทำกันไปแล้ว ก็ไม่ทราบได้

ในเมืองไทยเราก็มีธรรมเนียมคล้ายๆ กันแบบนี้ นั่นคือ ถ้าสามเณรรูปไหนสอบเปรียญธรรม ๙ ประโยคได้ จะได้รับพระบรมราชานุเคราะห์ให้อุปสมบทเป็นนาคหลวง พูดภาษาชาวบ้านว่าพระเจ้าอยู่หัวจะบวชให้

น่าสังเกตนิดหนึ่งว่า พระเจ้าอยู่หัว จะบวชให้ ไม่ใช่ รัฐบาล จะบวชให้ เพราะรัฐบาลไทยมีงานที่จะต้องสนับสนุนศาสนาอื่นๆ ยุ่งมาก เช่นจะต้องคอยดูแลอำนวยความสะดวกให้คนไทยเดินทางไปประกอบพิธีฮัจญ์ ที่นครเมกกะ ประเทศซาอุดิ อาระเบีย ทั้งขาไปและขากลับ ตลอดจนในระหว่างที่พำนักอยู่ที่โน่น ให้มีความสะดวกสบายทุกประการ ปีละนับร้อยหรืออาจจะนับพันคน จนไม่มีเวลาและไม่มีงบประมาณที่จะสนับสนุนหรือรับเป็นเจ้าภาพอุปสมบทสามเณรประโยค ๙ ปีละไม่ถึง ๑๐ รูป อยู่ในเมืองไทยนี่เอง

เป็นอันว่า ค่านิยมทุกวันนี้คือ กางหนังสือสวดมนต์ดีกว่าเสียเวลาท่องจำ

ผมเชื่อว่า ในอนาคตอันไม่ไกลนักนี้ ตามวัดวาอารามต่างๆ จะมีหนังสือสวดมนต์ไว้บริการญาติโยมที่ไปไหว้พระหรือไปทำบุญ อาจจะทำเป็นแผ่นกระดาษแข็งอัดพลาสติก เช่น ชินบัญชรก็แผ่นหนึ่ง พาหุงก็เป็นแผ่นหนึ่ง ธรรมจักรก็แผ่นหนึ่ง อย่างนี้เป็นต้น วางไว้ตามศาลาหน้าองค์พระ ใครมาไหว้พระ อยากจะสวดมนต์บทไหน ก็หยิบกระดาษแผ่นนั้นมาอ่าน อ่านจบแล้วก็เอาไปวางไว้ที่เดิม ไม่ต้องจำ ไม่ต้องเข้าใจ และไม่ต้องรู้อะไรทั้งสิ้น กลับไปแต่ตัวพร้อมกับความเชื่อว่าตนได้ไปสวดมนต์มาแล้ว และได้บุญเรียบร้อยแล้ว

ผมเชื่อว่าอีกไม่เกิน ๕๐ ปีข้างหน้านี้ ภาพเช่นนี้จะปรากฏตามวัดวาอารามต่างๆ ทั่วเมืองไทยอย่างแน่นอน

พระเถระผู้ใหญ่ชาวราชบุรีรูปหนึ่งเคยกล่าวไว้เมื่อประมาณเกือบ ๕๐ ปีมาแล้ว (ขณะที่เขียนนี้ พ.ศ.๒๕๕๔) ตอนนั้นท่านยังเป็นพระผู้น้อยอยู่ ท่านบอกว่า  ในอนาคต วัดต่างๆ ในเมืองไทยจะมีสภาพไม่ผิดอะไรกับศาลเจ้า พระที่อยู่ในวัดก็จะมีสถานะเหมือนคนเฝ้าศาลเจ้า

ตอนที่ฟังท่านพูดนั้นผมยังไม่ได้คิดอะไร แต่ตอนนี้เริ่มจะมองเห็นภาพรางๆ แล้วครับ

ท่านผู้ฟังละครับ คิดอย่างไร ?

 

“คนข้างวัด”