ขออนุญาตแสดงความเห็นเกี่ยวกับบทความที่ว่า “บรรลุนิพพานโดยวิธีทางวิทยาศาสตร์” (จากบทความในลิงค์นี้ : https://goo.gl/3YuwXx )

เริ่มต้น ตั้งข้อสังเกตไว้ดังนี้….

– ผู้ที่เขียนบทความ หรือนักวิทยาศาสตร์ ผู้ที่ไม่ได้เป็นพุทธศาสนิก หรือเป็นพุทธศาสนิกบางจำพวก…มักเข้าใจว่า “นิพพาน” เป็นสสารบ้าง, เป็นพลังงานบ้าง, เป็นประดุจเมือง หรือนคร หนึ่ง ๆ บ้าง, เป็นโลก ๆ หนึ่งบ้าง, เป็นจักรวาล กาแลคซี่ ภพ ภูมิ อย่างใด อย่างหนึ่งบ้าง, เป็นโลกนี้ โลกหน้า…เป็น อา. วิญ. กิญ. เน…บ้าง, เป็นภาวะที่มีอัตตา ตัวตนบ้าง, …..ทั้งหลายทั้งมวลที่มีความเข้าใจเกี่ยวกับนิพพาน อย่างนี้…จัดว่า เป็นความเข้าใจผิดในนิพพาน //

แม้มีความเชื่อว่า “นิพพาน” เป็น “นิจจัง สุขัง อนัตตา” ก็มีไม่น้อยที่เป็นความเข้าใจผิด, หรือแม้มีความเข้าใจว่า “นิพพาน” เป็น “อมตะ” (ไม่ตาย) (อปฺปมาโท อมตํ ปทํ) ก็มีไม่น้อยที่เป็นความเข้าใจผิด ….

*** ปัญหาจึงอยู่ที่ว่า เราเข้าใจคำว่า “นิพพาน” ตามความมุ่งหมายในพุทธศาสนา ดีแค่ไหน อย่างไร ?*** เพราะถ้าเข้าใจผิด กระบวนการ วิธีการ, กรรม คือการกระทำที่ตามมา ก็อยู่บนพื้นฐานของความเข้าใจผิด… (คิดผิด, พูดผิด, ทำผิด) เรื่อยมา…

– วิจารณ์ เริ่มต้น

จากข้อความที่ว่า “เมื่อคำทำนายที่ว่า หลักคำสอนในพุทธศาสนาจะถูกพิสูจน์ความจริงโดยนักวิทยาศาสตร์…” ข้อความนี้ บ่งบอกว่า เป็นคำทำนาย เป็นคำทำนายของใคร ก็ไม่รู้ ? ผู้ทำนายมีความรู้และเข้าใจพุทธศาสนาแค่ไหน อย่างไร ?

แท้จริงแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า จะถูกพิสูจน์ได้ด้วย “ผู้ศึกษาและปฏิบัติตามลำดับ” ตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าทุกคน ไม่ว่าเขาผู้นั้นจะเป็นใคร, ฐานะอะไร ? จะเป็นบุคคลที่เรียกตัวเองว่า “นักวิทยาศาสตร์” หรือไม่เป็นนักวิทยาศาสตร์ก็ได้… )แต่มีข้อแม้ว่า “ต้องศึกษาไปตามลำดับ ตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า”)

โดยส่วนตัวของผู้เขียน เห็นว่า แท้จริงแล้ว “นักวิทยาศาสตร์ ยังไม่ได้พิสูจน์คำสอนของพระพุทธเจ้าเชิงวิทยาศาสตร์ที่เป็นเคส สำคัญ ๆ อะไรเลย… ยกตัวอย่าง คำสอนพื้นฐาน… “อาโป” ที่เราแปลว่า “น้ำ” ร้อยทั้งร้อย รวมนักวิทยาศาสตร์ด้วย เข้าใจว่า “น้ำ” คือ น้ำที่เราดื่มกิน, น้ำในแม่น้ำ,ลำคลองที่ไหลไป, หรือน้ำที่อยู่ในมหาสมุทร, หรือน้ำตามหลักวิทยาศาสตร์คือ

“น้ำมี สูตรเคมี H2O, หมายถึงหนึ่ง โมเลกุล ของน้ำประกอบด้วยสองอะตอมของ ไฮโดรเจน และหนึ่งอะตอมของ ออกซิเจน เมื่ออยู่ในภาวะ สมดุลพลวัต (dynamic equilibrium) ระหว่างสถานะ ของเหลว และ ของแข็ง ที่ STP (standard temperature and pressure : อุณหภูมิและความดันมาตรฐาน) ที่อุณหภูมิห้อง เป็นของเหลวเกือบ ไม่มีสี, ไม่มีรส, และ ไม่มีกลิ่น บ่อยครั้งมีการอ้างอิงทางวิทยาศาสตร์ว่ามันเป็น ตัวทำละลายของจักรวาล และน้ำเป็นสารประกอบบริสุทธิ์ชนิดเดียวเท่านั้นที่พบในธรรมชาติทั้ง 3 สถานะ คือ ของแข็ง ของเหลว และก๊าซ”  (อ้างอิง วิกิพีเดีย – https://goo.gl/sbP5xH)

ส่วน “อาโป” น้ำ ตามความมุ่งหมายของพุทธศาสนา คือ “ภาวะที่ไหล หรือเกาะกุม” (ปัคฆรณลักษณะ, อาพันธนะลักษณะ) ลักษณะทั้งสอง ไม่สามารถรู้หรือสัมผัสได้ด้วยปสาททั้ง ๕ (ตา หู จมูก ลิ้น กาย) เป็นภาวะที่รู้ได้ทางใจอย่างเดียว (อนิทัสสนะ อัปปฏิฆา ธัมมา, สิ่งที่เห็นไม่ได้ กระทบไม่ได้)

สิ่งที่เราเห็นว่าไหลไป (ปัคฆรณะ) หรือเป็นของเหลวที่เรามาอาบ ล้าง ชำระต่างๆ นั้น เป็นปฐวีธาตุ ไม่ใช่อาโปธาตุ ฯ เมื่อถูกที่ร่างกาย รู้สึกเย็น หรืออุ่น ร้อน, ความเย็น-ร้อนนั้นเป็น เตโชธาตุ ไม่ใช่อาโปธาตุ

เมื่อใดที่มีอาโปธาตุน้อย มีปฐวีธาตุมาก สิ่งนั้นจะแค่นแข็ง จับกันเป็นกลุ่มก้อน (อาพันธนะ) สิ่งที่แค่นแข็ง ก็เป็นปฐวีธาตุ ไม่ใช่อาโปธาตุ ฯ เมื่อใดมีภาวะอาโปธาตุมาก ปฐวีธาตุน้อย สิ่งนั้นจะเหลวไหลไป…(ปัคฆรณะ)

อาโปธาตุ ภาวะที่รู้ได้ทางใจอย่างเดียว… แค่นี้ นักวิทยาศาสตร์ ก็ไม่รู้….

หรืออีกอย่าง “เตโชธาตุ” ร้อยทั้งร้อย “ไฟ” ตามความหมายที่คนทั่ว ๆ ไป (รวมทั้งนักวิทยาศาสตร์) ก็เข้าใจว่า “สิ่งที่กำลังลุก เป็นสีแดง เผาไหม้สิ่งใดสิ่งหนึ่งอยู่…” แต่ความหมายทางพุทธศาสนา “ไฟ” (เตโชธาตุ) คือ ภาวะที่ร้อน และเย็น ถูกสัมผัสได้ด้วยกายปสาท รู้ได้ด้วยกายวิญญาณ เท่านั้น (อนิทัสสนะ สัปปฏิฆา ธัมมา สิ่งที่เห็นไม่ได้ แต่กระทบได้) ฯ สิ่งที่ตาเห็นว่าเป็นสีแดง, หรือกำลังลุกเป็นเปลวเพลิงอยู่…ไม่ใช่เตโชธาตุ เป็นรูปารมณ์ คือ สีแดง ….หรือสีอื่น ๆ เท่านั้น (สนิทัสสนะ สัปปฏิฆา ธัมมา, สิ่งที่เห็นได้ และกระทบได้ด้วย)

นอกจากนี้ ยังมีสภาวธรรมอย่างอื่น ๆ อีกมากมายที่รอการพิสูจน์ จากนักวิทยาศาสตร์

นี่ไง คือสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์ ต้องพิสูจน์ และเป็นสิ่งที่เห็นได้ง่าย ๆ (พื้นฐาน)

ถ้าจะพิสูจน์ “นิพพาน” ก็ควรเข้าใจความหมายของนิพพาน ตามความมุ่งหมายของพุทธศาสนา เสียก่อน

“วานโต นิกฺขนฺตนฺติ” นิพฺพานํ” ภาวะที่ออกจากวานะ (เครื่องร้อยรัด) ได้แก่ ตัณหา ชื่อ “นิพพาน” (นิ + วาน แปลง ว เป็น พ ซ้อน พฺ = นิพฺพาน)

หรือ “วานํ วุจฺจติ ตณฺหา, นิกฺขนฺตํ วานโต, นตฺถิ วา เอตฺถ วานํ อิมสฺมึ วา อธิคเต วานสฺส อภาโวติ นิพฺพานํ ฯ ม. ๒/๔๑๖
(ตัณหา ท่านเรียกว่า วานะ (ครื่องร้อยรัด) ภาวะที่ออกจากวานะ หรือเมื่อบุคคลได้บรรลุภาวะนี้แล้ว วานะก็ไม่มี ภาวะนั้น เรียกว่า “นิพพาน”

หรือ “อถวา นิจฺจภาวโต เสฏฺฐภาวโต จ สภาวธมฺเมสุ สารนฺติ ธมฺมสารํ นิพฺพานํ ฯ” ม. ๒/๔๒๑
(อีกอย่างหนึ่ง ธรรมสาระ คือพระนิพพาน เป็นสาระในสภาวธรรมทั้งหลายโดยความเป็นธรรมที่เที่ยง และเป็นธรรมที่ประเสริฐสุด ฯ

ภวาภวํ วินนโต สํสิพฺพนโต วานสงฺขาตาย ตณฺหาย นิกฺขนฺตํ, นิพฺพาติ วา เอเตน ราคคฺคิอาทิโกติ นิพฺพานํ ฯ อภิ. ๖๘
(นิพพาน ชื่อว่า ออกจากตัณหาที่ร้อยรัดภพน้อยภพใหญ่ไว้, หรือว่า เป็นเครื่องดับไฟมีราคะเป็นต้น ฯ

“นิพฺพนฺติ กิเลสา จ ปญฺจกฺขนฺธา เจเวเตนาติ นิพฺพานํ” ฯ อภิ. สํ. ปริ.๖
ชื่อว่านิพพาน เพราะเป็นเครื่องดับกิเลสและขันธ์ ๕ ทั้งหลาย ฯ (อนุปาทิเสสนิพพาน)

จะเห็นได้ว่า “ความหมายของพระนิพพานนั้น เกี่ยวเนื่องด้วยการออกจากตัณหา…ดับตัณหา, ดับกิเลสทั้งหลาย เป็นส่วนใหญ่, และท้ายสุด เป็นตัวดับขันธ์ ๕ เป็นภาวะที่ไม่มีขันธ์ ๕ ด้วย… ฉะนั้น อะไรก็แล้วแต่ วิธีการใดก็แล้วแต่ ที่เกี่ยวโยงมาถึงนิพพาน โดยไม่กล่าวถึงการดับกิเลส การออกจากตัณหา การดับขันธ์ ๕… วิธีการนั้น การกระทำนั้น ๆ ทั้งมวล ถือว่า ผิดทาง ไม่เข้าถึงนิพพานแน่แท้….

เมื่อดับตัณหา ดับขันธ์ ๕ แล้ว… มันไม่มีอะไรที่จะมาบัญญัติเรียกได้อีก ไม่ว่าจะเรียกเป็น สสาร หรือเรียกว่า พลังงาน อย่างใดอย่างหนึ่ง เพราะสิ่งนั้น ตามหลักพุทธศาสนายังถือว่าเกี่ยวเนื่องโดยความเป็นขันธ์ ๕ อยู่…ภาวะของนิพพานนั้น พ้นไปจากขันธ์ ๕ (ขันธวิมุตติ) เป็นตัวดับขันธ์ ๕ หรือไม่มีขันธ์ ๕ เพราะดับ ปฏิสนธิวิญญาณ ดับรูปปฏิสนธิ…. 

ที่บอกว่า “พุทธศาสนา เป็นวิทยาศาสตร์” นั้น ก็คือว่า พุทธศาสนา มีการศึกษา ปฏิบัติไปตามลำดับ และรู้ยิ่งเห็นจริงตามลำดับด้วยผู้ศึกษาปฏิบัติด้วยตัวของผู้ปฏิบัติเอง (ปจฺจตฺตํ) (ดุจการปฏิบัติของเจ้าชายสิทธัตถะ ที่ลองผิดลองถูกทดสอบ ทดลองอยู่ถึง ๖ ปี จึงได้บรรลุ…เมื่อบรรลุแล้ว ก็ได้ชื่อว่า “สัมพุทธะ”) การจะได้บรรลุ หรือการเข้าถึง หรือรู้ตามความเป็นจริงในสิ่งใด ๆ ….มิใช่อาศัยเพียงความเชื่อ หรือรู้ตามความเชื่อ แต่ต้องรู้ได้ด้วยการเข้าถึงเฉพาะตน

นักวิทยาศาสตร์ที่ต้องการจะเข้าถึงนิพพาน ด้วยวิธีการที่ไม่เป็นไปตามหลักการพุทธศาสนา… ก็เปรียบเหมือนคนป่วย ที่เขาจะหายป่วยได้ก็ด้วยการกินยา หรือฉีดยาเข้าไปในร่างกาย(เท่านั้น) แต่นักวิทยาศาสตร์นั้นกลับแสวงหาวิธีการให้หายป่วย ด้วยวิธีการอย่างหนึ่ง ซึ่งไม่เกี่ยวด้วยการกินหรือฉีดยา…เขาย่อมไม่มีทางหายป่วยไปได้ ฉันใด ฯ ผู้ที่จะบรรลุนิพพาน โดยวิธีการที่นอกเหนือไปจากการปฏิบัติใน ศีล สมาธิ ปัญญา (องค์มรรค ๘) เขาย่อมไม่อาจที่จะได้บรรลุถึงนิพพานได้เลย ฉันนั้น…ฯ

“นิพพาน” เป็นอารมณ์อย่างหนึ่ง (ธรรมารมณ์) เข้าถึง-รับรู้ได้ด้วยจิตพิเศษกลุ่มหนึ่ง คือ มรรคจิต ผลจิต (มหากุศลญาณฯ ก็รู้ได้ตอนเป็นโคตรภูญาณ) จิตพิเศษกลุ่มนี้ จะเกิดขึ้นได้ก็ด้วยการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน(ซึ่งมีศีล, สมาธิเป็นบาทให้) มาตามลำดับ…เห็นความเกิด-ดับนามรูป…เห็นไตรลักษณ์…จึงเกิดขึ้นได้….มิใช่เกิดขึ้นด้วยวิถีทางอื่น ๆ ตามความเข้าใจของนักวิทยาศาสตร์

VeeZa
๘ เมษายน ๒๕๖๐