คำว่า “สติวิปฺปวาโส ปมาโท นาม” การอยู่ปราศจากสติ ชื่อว่า “ความประมาท” ประมาทเช่นไร ? อย่างไร ?

คำว่า “การอยู่ปราศจากสติ ชื่อว่าความประมาท” นั้น แท้จริงแล้ว เป็นคำพูดรวม ๆ หมายความว่า เมื่อใดก็ตามที่จิตของบุคคลปราศจากสติ คือไม่มีสติประกอบในขณะนั้น คือในขณะกระทำกรรมต่าง ๆ ทั้งทางกาย วาจา ใจ ฯ ในขณะนั้น ย่อมถือว่า จิตตกไปเป็นบาป-อกุศล ทันที เพราะสติ ซึ่งหมายถึงสติเจตสิกนั้น เป็นธรรมที่เกิดขึ้นประกอบกับธรรมฝ่ายดีงามเสมอ คือประกอบกับกุศลเสมอ (จริง ๆ ก็ประกอบกับมหาวิบาก, มหากิริยา, มหัคคตวิบาก, มหัคคตกิริยา, และอรหัตตผลจิตได้ด้วย)

แต่ในที่นี้ จะกล่าวเฉพาะสติที่เกิดกับปุถุชนทั่วไป ในขณะกระทำกรรมต่าง ๆ ไม่ว่า จะ ยืน เดิน นั่ง นอน กิน ดื่ม ทำ พูด คิด….ถ้าไม่มีสติเข้าประกอบกับจิตในขณะที่กระทำกรรมนั้น ๆ…..ฯ การกระทำนั้น ๆ จะตกไปในฝ่ายอกุศลทันที คือจิตนั้นเป็นอกุศล เพราะประกอบด้วย โลภะบ้าง โทสะบ้าง โมหะบ้าง…. เมื่อกระทำกรรมทางกาย ทางวาจา คือพูดออกมา…ก็จะได้ชื่อว่าเป็นบาป-อกุศลตามจิตที่เป็นอกุศลในขณะนั้น // แต่การกระทำทางกาย หรือที่พูดออกมาทางวาจานั้น ถ้าเป็นอกุศล ก็จะมี ๒ ระดับ คือ

ระดับที่ยังไม่เข้าถึงความเป็นอกุศลกรรมบถ ก็คือ เป็นกรรมทั่ว ๆ ไปที่เรากระทำกันเป็นปกติ … คือในขณะที่ ยืน เดิน นั่ง นอน กิน ดื่ม ทำ พูด คิด ที่ปราศจากสติ นั่นเอง
ระดับที่เข้าถึงความเป็นอกุศลกรรมบถ ๑๐ ประการ ได้แก่การกระทำทางกาย วาจา ใจ ที่ล่วงอกุศลกรรมบถ ครบองค์ประกอบของการกระทำกรรม

อกุศลกรรมบถ ๑๐ ได้แก่

ในขณะใด ๆ ก็ตามที่เราเพลิดเพลิน ชื่นชอบยินดีไปกับกามคุณอารมณ์ มี รูป เสียง กลิ่น ….. เป็นต้น ในขณะนั้น ย่อมถือว่าจิตของบุคคลตกไปสู่ความเป็นโลภะ (โลภะทำหน้าที่ชวนะ) ทันที ในขณะนั้นนั่นแหละ ย่อมถือว่า “ขาดสติ” ปราศจากสติ ไม่มีสติเข้าประกอบ….เมื่อปราศจากสติ ก็ได้ชื่อ่วา “ปมาโท” ประมาท ในขณะนั้นนั่นเอง…. ความประมาทในที่นี้ จึงมิได้มีความหมายในทำนองว่า “ขับรถไปดี ๆ แล้วประมาท, เผลอหลับ หลับใน…แล้วก็ประสบอุบัติเหตุ” แต่ความประมาทในที่นี้ มุ่งหมายเอาว่า “จิตตกไปในอกุศล, จิตเป็นอกุศลในขณะนั้น…และจิตที่เป็นอกุศลนั้นแหละ คือจิตที่ปราศจากสติ ฯ และได้ชื่อว่า “ปมาโท” 

จิตที่ตกไปเป็นอกุศล กับการเผลอหลับไป หรือจิตที่เกิดในขณะเผลอหลับไปนั้น มีความแตกต่างกัน คือ

– จิตที่ตกไปในอกุศล หรือเป็นอกุศล ขณะนั้น เป็นจิตที่ขึ้นสู่วิถี มีชวนะเป็นอกุศล คือ โลภะบ้าง โทสะบ้าง โมหะบ้าง…..
– ส่วนจิตที่เกิดในขณะเผลอหลับไป เป็นจิตที่หลุดพ้นจากความเป็นวิถี (วิถีมุตตจิต) ในขณะนั้นจิตนั้นไม่เป็นอกุศล เพราะไม่มีชวนะจิต จึงไม่มีความเป็นทั้งอกุศล และกุศล แต่จิตในขณะนั้นเป็นวิบาก (คือเป็นผลของกุศลในอดีต และมีอารมณ์ที่ได้รับมาก่อนจะตายในอดีตชาติด้วย แม้จิตนั้นจะประกอบด้วยสติ แต่สตินั้นก็เป็นสติที่เป็นวิบาก ไม่มีประโยชน์อะไร และจิตที่กล่าวถึงนี้ได้แก่ ภวังคจิต)

ดังนั้น จึงสรุปสั้น ๆ ตรงนี้ว่า “จิตที่ปราศจากสติ คือจิตที่ตกไปสู่ความเป็นอกุศล คือจิตนั้น เป็น โลภะบ้าง โทสะบ้าง โมหะบ้าง …”ฯ
ส่วนคำว่า “สติ” ในที่นี้ ท่านหมายเอาสติที่ประกอบกับกุศล ที่ทำหน้าที่เป็นชวนะในวิถีจิต ซึ่งเกิดขึ้นในขณะที่ทำกรรมทางกาย วาจา ใจ …ฯ
จิตที่ประกอบด้วยสติ ได้ชื่อว่า “อปฺปมาโท (อัปปะมาโท)” เป็นจิตที่ได้ชื่อว่า “ไม่ประมาท” เพราะไม่ตกไปสู่ความเป็นอกุศลนั่นเอง….ฯ

 

VeeZa
๒๖ เมษายน ๒๕๖๐