ซื่อตรง ไม่ใช่ตรงทื่อ

———————-

เมื่อวันที่ ๑๙ มิถุนายน ๒๕๕๗ ผมเขียนบาลีวันละคำ คำว่า “ทัพพี” และลงท้ายเป็นข้อคิดว่า –

: ทัพพีไม่งอตักแกงไม่ติด ฉันใด
: ตรงไปเสียทุกเรื่อง ก็ทำงานให้บ้านเมืองไม่สัมฤทธิ์ ฉันนั้น

คำลงท้ายนี้คงมีผู้ตีความหรือเข้าใจความหมายต่างๆ กันออกไป และบางทีอาจมีผู้เข้าใจว่าเป็นการชี้ช่องหรือส่งเสริมให้คนทุจริตโกงกินก็เป็นได้

——————

ผมชี้เฉพาะไปที่ “การทำงานให้บ้านเมือง” ก็เพราะว่าผู้ทำงานให้บ้านเมืองย่อมจะต้องปะทะสังสรรค์กับผู้คนหลากหลายรูปแบบ

นั่นย่อมหมายถึงหลากหลายเล่ห์เหลี่ยมด้วย

และส่วนมากหวังประโยชน์ส่วนตัว

ผู้ทำงานให้บ้านเมืองจึงต้องรู้ทันคนประเภทนั้น เขามาเหลี่ยมนี้จะแก้เหลี่ยมไหน จึงจะไม่เสียทีและจึงจะรักษาผลประโยชน์ของบ้านเมืองไว้ได้

อย่างที่เคยมีคำพูดว่า ต้องใช้ทั้งศาสตร์และศิลป์

บางเรื่องใช้ศาสตร์ได้ ก็ว่ากันไปตรงๆ
บางเรื่องต้องใช้ศิลป์ คือว่ากันตรงๆ ไม่ได้ ต้องใช้กลวิธีเพื่อบรรลุเป้าหมาย

——————

ท่านที่มีอายุสักหน่อยคงจะเคยได้ยินคำผู้ใหญ่ห้ามปรามเด็กว่า “อย่าขี่หมาเดี๋ยวฟ้าจะผ่า”

ความจริง ฟ้าไม่เคยผ่าคนขี่หมา

ผู้ใหญ่กลัวหมาจะกัดเด็ก

และผู้ใหญ่รู้ดีว่าเด็กกลัวฟ้าผ่ามากกว่ากลัวหมากัด

นี่เป็นตัวอย่างเปรียบเทียบให้เข้าใจง่ายๆ

ในคัมภีร์ก็มีเรื่องพระราชาปลอมตัวเที่ยวไปตามบ้านราษฎรเพื่อสืบข้อเท็จจริงว่าผู้คนในบ้านเมืองคิดอย่างไรกับผู้ปกครอง

ผู้ทำงานให้บ้านเมืองที่ใช้วิธีซื่อๆ คือตรงไปเสียทุกเรื่อง ก็รออ่านจากรายงานของเจ้าหน้าที่ ซึ่งไม่มีทางที่จะรู้เรื่องจริงทั้งหมด

บ้านเมืองเราไม่ใช่สังคมอริยบุคคล
เหมือนเด็กกลัวฟ้าผ่าก็มี
เขี้ยวลากดินก็มาก

เพราะฉะนั้น ตรงไปเสียทุกเรื่อง ก็ทำงานให้บ้านเมืองไม่สำเร็จ

ทุกเรื่องต้องสุจริตครับ คือต้องซื่อตรง

แต่ไม่ใช่ตรงซื่อ คือตรงไปทื่อๆ ไปเสียทุกเรื่อง

นาวาเอก ทองย้อย แสงสินชัย
๑๘ เมษายน ๒๕๖๐
๑๗:๔๐