ตามรอยพระบรมครู โดย นาวาเอกทองย้อย แสงสินชัย

ตามรอยพระบรมครู

———————

ผมเขียนบาลีวันละคำ คำว่า “องคุลิมาล” ไปเมื่อวานนี้ (๑๕ มีนาคม ๒๕๖๐) ญาติมิตรท่านหนึ่ง-ขออนุญาตเอ่ยนาม คุณ Chakkris Uthayophas-ได้กรุณาเขียนแสดงความคิดเห็นมาว่า

“ขอความกรุณาอาจารย์อธิบายพุทธบัญญัติไม่ให้บวชโจรที่มีชื่อเสียงโด่งดังครับ ก็ท่านองคุลีมาลก็มีชื่อเสียงนี่ครับผม”

ความเห็นนี้เหมือนกับจะบอกว่า องคุลิมาลเป็นคนมีชื่อเสียง เอาคนมีชื่อเสียงมาบวชได้นี่น่าจะเป็นผลดีแก่พระพุทธศาสนา ทำไมจะมาห้ามบวชเสียเล่า-ประมาณนี้

………..

ขออนุโมทนาในกุศลจิตของคุณ Chakkris Uthayophas

ในที่นี้ผมขอแปล “กุศลจิต” ว่า ความตั้งใจใฝ่รู้ (กุศล = ความฉลาด, ความรู้. จิต = ความคิด, ความตั้งใจ)

………..

ขอนำตัวบทพุทธบัญญัติเรื่องนี้ในพระไตรปิฎกที่แปลเป็นไทยแล้วมาเสนอดังนี้ –

บาลีพระวินัยปิฎก
——————-
[๑๐๓] ก็โดยสมัยนั้นแล โจรองคุลิมาลบวชในสำนักภิกษุ ชาวบ้านเห็นแล้วพากันหวาดเสียวบ้าง ตกใจบ้าง หนีไปบ้าง ไปโดยทางอื่นบ้าง เมินหน้าไปทางอื่นบ้าง ปิดประตูเสียบ้าง ประชาชนจึงเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนพระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตรจึงให้โจรที่ขึ้นชื่อโด่งดังบวชเล่า

ภิกษุทั้งหลายได้ยินประชาชนเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาอยู่ จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า

พระผู้มีพระภาคเจ้ารับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย โจรที่ขึ้นชื่อโด่งดังภิกษุไม่พึงให้บวช รูปใดให้บวชต้องอาบัติทุกกฏ

ที่มา: คัมภีร์มหาขันธกะ วินัยปิฎก มหาวรรค พระไตรปิฎกเล่ม ๔ ข้อ ๑๐๓

คำขยายความในอรรถกถา
—————————-
พึงทราบวินิจฉัยในเรื่องโจรทั้งหลาย:-

สองบทว่า มนุสฺสา ปสฺสิตฺวา (ชาวบ้านเห็นแล้ว) หมายความว่า พระองคุลิมาลนั้น อันชนเหล่าใดเคยเห็นในเวลาที่ท่านเป็นคฤหัสถ์ และชนเหล่าใดได้ฟังต่อชนเหล่าอื่นว่าภิกษุนี้คือองคุลิมาลนั้น ชนเหล่านั้นได้เห็นแล้วย่อมตกใจบ้าง ย่อมหวาดหวั่นบ้าง ย่อมปิดประตูบ้าง แต่ท่านย่อมได้ภิกษาในเรือนของเหล่าชนที่ไม่รู้จัก

บทว่า น ภิกฺขเว มีความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์เองเป็นเจ้าของแห่งธรรม เพราะฉะนั้น เมื่อจะทรงบัญญัติสิกขาบทแก่ภิกษุทั้งหลายเพื่อต้องการมิให้กระทำต่อไป จึงตรัสอย่างนั้น

ที่มา:
คัมภีร์สมันตปาสาทิกา ภาค ๒ หน้า ๖๒
ตติยสมันตปาสาทิกาแปล อรรถกถาพระวินัย มหาวรรค ตอน ๑ หน้า ๙๔

————

และเพื่อความสมบูรณ์ของเรื่อง ขอแนะนำให้ตามไปอ่านข้อมูลในคัมภีร์ตามลิงก์ที่ให้ไว้ข้างล่างนี้เพื่อเป็นพื้นฐานแห่งความเข้าใจ

………………

ห้ามบวชโจรที่ขึ้นชื่อโด่งดัง
http://www.84000.org/tipitaka/read/v.php?B=04&A=2968&Z=2975

อังคุลิมาลสูตร
http://www.84000.org/tipitaka/pitaka_item/sutta_name.php?name=%CD%D1%A7%A4%D8%C5%D4%C1%D2%C5%CA%D9%B5%C3&book=9&bookZ=33&original=1

………………

เรื่อง “ห้ามบวชโจรที่ขึ้นชื่อโด่งดัง” เป็นตัวบทแห่งพุทธบัญญัติในพระวินัยปิฎก นอกจากเรื่องโจรองคุลิมาลแล้วยังมีเรื่องโจรอื่นๆ อีกหลายกรณีที่มีพุทธบัญญัติห้ามบวชไว้ด้วย และขอแนะนำให้ตามไปอ่านอรรถกถาต่อไปอีกด้วยจะเข้าใจเรื่องได้ดียิ่งขึ้น (มีป้ายบอกทางอยู่ในหน้าเว็บไซต์)

ส่วนเรื่อง “อังคุลิมาลสูตร” เป็นเรื่องในพระสูตร อยู่คนละปิฎกกัน แต่เป็นรายละเอียดที่จะทำให้เข้าใจได้ว่าองคุลิมาลเป็นใครมาจากไหน รายละเอียดส่วนนี้ท่านไม่ได้แสดงไว้ในพระวินัยปิฎก

การศึกษาคัมภีร์จะมีปัญหาแบบนี้ คือประเด็นเดียวกัน แต่เรื่องไปอยู่ตรงนั้นนิด ตรงนี้หน่อย ผู้ศึกษาต้องตามไปดูเอาเอง แต่ก็จะเห็นความอัศจรรย์อย่างหนึ่ง คือไม่ว่าเรื่องนั้นจะอยู่ตรงไหน แต่ก็จะสอดคล้องต้องกันตลอดเรื่อง

องคุลิมาลเป็นโจรที่มีชื่อโด่งดัง ผู้คนหวาดกลัวกันมาก เมื่อรับเข้าบวชในพระศาสนาก็เกิดปัญหา คือทำให้ผู้คนแตกตื่นตกใจ จุดสำคัญอยู่ตรงที่ทำให้ผู้คนแตกตื่น เหมือนกับว่าก่อให้เกิดความไม่สงบขึ้นในหมู่ประชาชน ที่มีพุทธบัญญัติห้ามบวชก็น่าจะเล็งถึงปัญหาตรงจุดนี้

นี่แสดงให้เห็นว่าพระพุทธศาสนาให้ความสำคัญแก่ความสงบสุขของสังคมเป็นอย่างยิ่ง

กิจกรรม-กิจการต่างๆ ของสงฆ์ ของวัด จะต้องไม่ก่อให้เกิดปัญหาแก่สังคมหรือเป็นปัญหาให้แก่บ้านเมือง

พระพุทธศาสนานั้นเกิดขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหา
ถ้าไปสร้างปัญหาเสียเองก็ผิดตั้งแต่เริ่มต้น

สำนักแห่งพระพุทธศาสนาที่ถูกต้องจึงต้องไม่สร้างปัญหาให้แก่บ้านเมือง

———————

โปรดสังเกตว่า ผู้ที่นำโจรองคุลิมาลเข้ามาบวชก็คือพระพุทธเจ้า เสร็จแล้วก็ทรงบัญญัติห้ามไม่ให้ภิกษุอื่นทำเช่นนั้นอีก ฟังดูเป็นว่า พระองค์ทรงทำผิดเอง แล้วก็ทรงบัญญัติห้ามเอง ชอบกลอยู่

ข้อนี้ต้องเล็งไปที่ประโยชน์อันจะพึงได้ คือทรงนำโจรองคุลิมาลเข้ามาบวชก็เพื่อท่านจะได้บรรลุมรรคผลต่อไป แม้จะเป็นประโยชน์เฉพาะบุคคล แต่ก็ต้องถือว่าเป็นเรื่องสำคัญ

ในพุทธประวัติจะปรากฏเรื่องราวเป็นอันมากที่พระพุทธเจ้าเสด็จไปไม่ว่าเป็นระยะทางใกล้หรือไกล เพียงเพื่อแสดงธรรมโปรดบุคคลเพียงคนเดียวที่ทรงเล็งเห็นแล้วว่าเขาจะได้บรรลุมรรคผลแน่นอน

ข้อนี้จะแตกต่างไปจากนักแสดงธรรมบางท่าน/หลายท่านในยุคนี้ที่เน้นจำนวนผู้ฟังเป็นที่ตั้ง ถ้านิมนต์/เชิญไปแสดงธรรม มักถามก่อนว่ามีผู้ฟังเท่าไร ถ้าผู้ฟังน้อย พอดีพอร้ายก็จะไม่รับ อ้างว่าไปพูดในที่มีผู้ฟังมากๆ จะมีคนได้ประโยชน์จำนวนมากกว่า คุ้มค่ากว่าที่จะพูดให้คนจำนวนน้อยฟัง

แปลว่า คนน้อยไม่เทศน์
คนมากๆ จึงจะเทศน์

น่าคิดว่าเหตุผลแบบนี้พระพุทธเจ้าท่านเคยยกขึ้นมาอ้างบ้างหรือไม่

พระพุทธเจ้าผู้เป็นเจ้าของพระพุทธศาสนานั้น แม้มีคนฟังคนเดียวก็เสด็จไปด้วยพระบาท ไปเทศน์ให้เขาฟัง

แต่นักเผยแผ่ธรรมสมัยนี้ มีพาหนะอย่างดี ไม่ต้องเดินให้เมื่อย อย่าว่าแต่คนฟังคนเดียวเลย ไม่ถึงร้อยก็ไม่อยากไปแล้ว

ต้องมีคนฟังเป็นร้อยเป็นพันจึงจะไป

รอยพระบาทพระบรมครูก็มองเห็นอยู่
แต่ไม่ค่อยมีใครดำเนินตาม

……………

ขอบคุณคุณ Chakkris Uthayophas ที่ให้โอกาสเชิญผมนำชมบางส่วนของพระไตรปิฎกตามสติปัญญา

นาวาเอก ทองย้อย แสงสินชัย
๑๖ มีนาคม ๒๕๖๐
๑๕:๔๙

Related posts

Leave a Comment