ทุเรศ  อาจไม่ทุเรศอย่างที่คิด  อ่านว่า ทุ-เรด

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 เก็บคำว่า “ทุเรศ” ไว้ 2 คำ บอกไว้ดังนี้ –

(1) ทุเรศ ๑ : (คำวิเศษณ์) ลักษณะที่ขัดหูขัดตา น่ารังเกียจ หรือน่าสมเพช เป็นต้น, (ภาษาปาก) คำที่เปล่งออกมาแสดงการไม่ยอมรับหรือแสดงความรังเกียจ.

(2) ทุเรศ ๒ : (คำที่ใช้ในบทร้อยกรอง) (คำวิเศษณ์) ไกล เช่น ต้องทนทุราคมทุเรศ ดลเขตรคิรีไกล (ดุษฎีสังเวย).

พจนานุกรมฯ ไม่ได้บอกว่า “ทุเรศ” เป็นภาษาอะไรหรือมาจากภาษาอะไร

ผู้เขียนบาลีวันละคำขอเสนอทฤษฎีว่า “ทุเรศ” มาจาก ทูร + อีศ

(๑) “ทูร”

(ทู- สระ อู) อ่านว่า ทู-ระ รากศัพท์มาจาก ทุ (คำอุปสรรค = ยาก, ลำบาก) + อรฺ (ธาตุ = ไป, ถึง, เป็นไป) + อ ปัจจัย, ใช้สูตร “ลบสระหลัง ทีฆะสระหน้า” คือ (ทุ + อรฺ : ทุ อยู่หน้า อรฺ อยู่หลัง) ลบ อะ ที่ อรฺ (อรฺ > ร) ทีฆะ อุ ที่ ทุ เป็น อู (ทุ > ทู)

: ทุ + อรฺ = ทุร > ทูร + อ = ทูร (นปุงสกลิงค์) แปลตามศัพท์ว่า “ที่ที่ไปถึงโดยยาก” หมายถึง ไกล, ห่าง, ห่างไกล (far, distant, remote)

ในภาษาไทย พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า –

“ทูร- : (คำวิเศษณ์) คําประกอบหน้าคําศัพท์ หมายความว่า ไกล เช่น ทูรบถ ทูรมรรคา ว่า ทางยาว, ทางไกล. (ป.).”

(๒) “อีศ”

อ่านแบบบาลีสันสกฤตว่า อี-สะ จะอ่านแบบไทยว่า อีด ก็ได้ เป็นคำจำพวกที่เรียกในตำราฉันทลักษณ์ว่า “ศ เข้าลิลิต” หมายถึงคำที่เติม “อีศ” (แล้วมักแผลงเป็น “เอศ”) เข้าข้างท้ายเพื่อให้ได้รูปหรือเสียงที่ต้องการในทางฉันทลักษณ์ เช่นเพื่อให้ได้คำที่รับสัมผัสกับคำอื่นเป็นต้น แต่คงมีความหมายเท่าเดิม เช่น –

นารี > นาเรศ
มยุรา > มยุเรศ
นาวา > นาเวศ
สาคร > สาคเรศ

ทูร + อีศ = ทูรีศ แล้วแผลงเป็น “ทูเรศ” แต่คงมีความหมายเท่าเดิมคือ ไกล, ห่าง (ดูความหมายที่ ทุเรศ ๒ ข้างต้น)

“ทูเรศ” นั่นเองเสียงกร่อนเป็น “ทุเรศ” ทำนองเดียวกับ “ทูรกันดาร” กร่อนเป็น “ทุรกันดาร” (ดูข้อสันนิษฐานที่ “ทุรกันดาร [2]” บาลีวันละคำ (1,561) 12-9-59)

แต่แม้กระนั้น เวลาพูดเน้นเสียง (หรือพูดแบบยานคาง) ก็ยังมีคนออกเสียงกลับไปหาคำเดิมเป็น ทู่-เรด = ทูเรศ

…………..

อภิปราย :

ว่าโดยรูปศัพท์ “ทุเรศ” อาจมาจาก ทุร (ทุ- สระ อุ) + อีศ ได้หรือไม่?

“ทุร-” คำนี้เป็นคำอุปสรรค รูปคำสันสกฤต ตรงกับบาลีว่า “ทุ” ซึ่งนักเรียนบาลีในไทยท่องจำคำแปลได้ตั้งแต่ชั้นไวยากรณ์ว่า “ชั่ว, ยาก, ลําบาก, ทราม, น้อย”

“ทุ” ในบาลีจะแปลงเป็น “ทุร” หรือ “ทูร” เมื่อคำที่ “ทุ” ไปประสมขึ้นต้นด้วยสระ เช่น ทุ + อาคม (อา- เป็นสระ)

: ทุ > ทุร + อาคม = ทุราคม (แปลว่า การถึงลําบาก, การอยู่ทางไกล)

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า –

“ทุร- : (คำวิเศษณ์) คําประกอบหน้าคําศัพท์ หมายความว่า ชั่ว, ยาก, ลําบาก, น้อย, ไม่มี, เช่น ทุรค ว่า ที่ไปถึงยาก, ทางลําบาก. (ส.).”

ถ้า “ทุเรศ” มาจาก “ทุร” (+ อีศ) ก็มีปัญหาว่า “ทุร” ต้องประกอบหน้าคำศัพท์ตามที่พจนานุกรมฯ ว่าไว้ แต่ในคำว่า “ทุเรศ” นี้ “ทุร” ยังไม่ได้ประกอบหน้าคำศัพท์ใดๆ เลย (ในที่นี้ “อีศ” ไม่ใช่คำศัพท์) ซึ่งต่างจาก “ทูร” ที่เป็นคำนามอยู่ในตัว (แม้พจนานุกรมฯ จะบอกว่าเป็นคำวิเศษณ์ก็ตาม)

เว้นไว้แต่จะอนุโลมตามหลักนิยมในภาษาไทยทำนองเดียวกับคำนามบาลี เราเอามาใช้เป็นคำกริยา คำกริยาเราเอามาใช้เป็นคำนาม เพราะฉะนั้น “ทุร” คำอุปสรรคเราก็เลยเอามาใช้เป็นคำนาม หมายถึง อะไรก็ได้ที่ชั่ว, ยาก, ลําบาก, น้อย, ไม่มี

ถ้าอนุโลมแบบนี้ “ทุเรศ” ก็อาจมาจาก ทุร + อีศ ได้ด้วย

จาก “ทูเรศ” เป็น “ทุเรศ” และหมายถึง ไกล ทำไมความหมายถึงกลายเป็น “ลักษณะที่ขัดหูขัดตา น่ารังเกียจ” ?

สันนิษฐานว่า เกิดจากจินตนาการทำให้ความหมายเคลื่อนที่ คือ อะไรที่ไกล ย่อมทำให้รู้สึกว่าลำบาก เมื่อลำบากก็ย่อมจะไม่ชอบ ไม่พอใจ ไม่ถูกใจหรือขัดใจ แล้ว-ขัดหูขัดตา น่ารังเกียจ-ก็ตามมา

สรุปว่า “ไกล” เป็นความหมายเดิมของ “ทุเรศ” ส่วน “ลักษณะที่ขัดหูขัดตา น่ารังเกียจ” เป็นความหมายที่กลายมาทีหลัง

ที่ว่ามานี้เป็นข้อสันนิษฐานของผู้เขียนบาลีวันละคำแต่เพียงผู้เดียว ญาติมิตรทั้งปวงไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยแต่ประการใด

…………..

ดูก่อนภราดา!

: “ทุเรศ” ไม่ใช่คำหยาบ
: ใจที่คิดทุเรศต่างหากที่หยาบ