บทที่ ๓ #สิ่งที่ครอบงำจิต  (จิตตปริยาท)

 

๑. ไม่มีรูปใด เสียงใด กลิ่นใด รสใด โผฏฐัพพะใด ที่จะมีอำนาจครอบงำใจของบุรุษได้เท่ารูป เสียง กลิ่น รส และโผฐัพพะของสตรี

๒. ไม่มีรูปใด เสียงใด กลิ่นใด รสใด และโผฏฐัพพะใด ที่จะมีอำนาจครอบงำใจของสตรีได้เท่ารูป เสียง กลิ่น รส และโผฐัพพะแห่งบุรุษ

(องฺ. เอก. ๒๐/๑-๓/๑-๑๒)

ในข้อ ๑ ท่านแสดงถึงอิทธิพลแห่งรูปเป็นต้นของสตรี ว่ามีอำนาจครอบงำจิตของบุรุษ ได้มากกว่าอิทธิพลใดๆ

#เรื่องรูป

อรรถกถาแห่งอังคุตตรนิกายได้สาทกเรื่องมาหลายเรื่อง เป็นตัวอย่างให้เห็นว่า รูปเป็นต้นของสตรีมีอิทธิพลครอบงำของบุรุษเพียงใด ดังจะนำมาเป็นตัวอย่างในที่นี้

เรื่องที่ ๑ พระบวชภายแก่รูปหนึ่งชื่อ จิตตะ ได้เห็นอัครมเหสีพระนามว่าทมิฬเทวี ของพระเจ้ามหาทาฐกนาค ในคราวฉลองสถูปใหญ่ที่เจติยคีรี พระราชาและพระอัครมเหสีได้เสด็จมาถวายมหาทานแก่สงฆ์

ก็พระนางนั้นยังดำรงอยู่ในวัยสาวและสวยมาก เมื่อพระจิตตะได้เห็นรูปพระนางเท่านั้น ก็มีอาการเสมือนว่าจะเป็นบ้า จะยืน เดิน หรือนั่ง ก็พร่ำเพ้อแต่พระนามแห่งพระนางทมิฬเทวี จนกระทั่งภิกษุและสามเณรทั้งหลายเรียกท่านว่า “อุมมัตตะ จิตตะ” แปลว่า ท่านจิตตะบ้า

ต่อมาพระนางได้ทิวงคตลง ภิกษุและสามเณรอื่นๆ ไปชักชวนเพื่อดูพระศพของพระนาง แต่พระจิตตะกลับโกรธ หาว่าภิกษุสามเณรเหล่านั้นปากไม่ดี และไม่ยอมเชื่อ

เรื่องที่ ๒ ในสมัยพระเจ้าสัทธาติสสะ เด็กหนุ่มคนหนึ่งยืนอยู่ที่ซุ้มประตูโลหะปราสาท ได้เห็นหญิงคนหนึ่ง มองเธออย่างเพ่งพิศ ฝ่ายหญิงก็หยุดยืนมองชายนั้นเหมือนกัน ทั้งสองได้ถูกไฟคือราคะอันเกิดขึ้นภายในเผาลนจนขาดใจตายไปพร้อมกัน

เรื่องในวรรณคดีไทยก็มีมากหลายที่แสดงถึงอานุภาพแห่งรูปหญิง ในเรื่องอเหนา เรื่องขุนช้างขุนแผน เรื่องรามเกียรติ์ ฯลฯ เหล่านี้ เมื่ออ่านแล้วทำให้ระลึกถึงพระพุทธพจน์ตอนนี้ว่า พระองค์ตรัสไว้ถูกต้องแท้จริง ที่นักประพันธ์สมัยใหม่ไปพบเห็นสตรีบางคนแล้วนำมาเล่าไว้ทำนองว่าจิตได้ถูกความงามครอบงำเสียแล้วก็มี (โปรดดูเรื่อง โลกส่วนตัว(ของผม) โดย ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช หน้า ๒๐๕ – ๒๐๘ ตอนผู้เขียนไปพบโซเฟีย ลอเรน – ดาราภาพยนตร์สาวชาวอิตาเลี่ยน ที่โรงถ่ายทำภาพยนตร์ชื่อ Pinewood Studio ใกล้กรุงลอนดอน)

นอกจากนี้ก็ยังมีชาดกในพระพุทธศาสนามากหลาย ที่ได้แสดงอิทธิพลแห่งรูปหญิงที่มีต่อชายไว้ พูดไปก็เกรงจะมากเกินพอดี

แม้รูปปั้น เช่นรูปวีนัสแห่งซีเรนี และวีนัส เดอ ไมโล ซึ่งเป็นศิลปกรรมบันลือโลกชิ้นหนึ่งนั้น ก็สามารถครอบงำใจคนได้เป็นพันๆ ล้าน แม้แต่ภาพเขียนโมนาลิซ่าซึ่งยิ้มอย่างมีเลศนัย ก็ครอบงำใจคนทั่วโลกได้เช่นกัน

#เรื่องเสียง

ในอรรถกถา ท่านเล่าเรื่องของนกยูงทองท่องมนต์วันละ ๒ เวลา เช้า-เย็น เป็นมนต์ให้แคล้วคลาดไม่มีใครสามารถจับได้ วันหนึ่งนายพรานได้นำนกยูงตัวเมียไปส่งเสียงอยู่ใกล้ ยูงทองได้ยินเสียงติดใจในเสียงจึงออกจากที่อาศัยโดยมิได้ท่องมนต์ จึงติดบ่วงนายพราน

แม้เรื่องนี้จะเป็นเพียงนิทาน แต่ก็เป็นความจริงอยู่มากในชีวิตมนุษย์ทั้งในอดีตและปัจจุบัน

สามเณรโข่ง ศิษย์พระจักขุบาลเสียศีลต้องสึกจากเณร เสียผู้เสียคนก็เพราะติดใจในเสียงเพลงของหญิงชาวป่าคนนั้น

ชายหนุ่มบางคน มีการศึกษา มีตระกูลดี แต่หลงใหลในเสียงของนักร้องหญิงบางคนจนต้องเสียงานเสียการเสียอนาคตก็มี

#เรื่องกลิ่น

อรรถกถาแห่งอังคุตตรนิกายอธิบายไว้อย่างน่าคิดว่า โดยธรรมดากลิ่นแห่งสรีระของสตรี หมายถึงกลิ่นที่ออกจากกายจริงๆ นั้น เป็นกลิ่นเหม็นทั้งสิ้น ส่วนกลิ่นที่ท่านกล่าวว่าสามารถครอบงำจิตของบุรุษนั้น หมายเอากลิ่นที่เป็นอาคันตุกะ คือกลิ่นจร เช่น กลิ่นเครื่องหอมที่นำมาลูบไล้

ท่านว่า หญิงบางคนมีกลิ่นกายเหมือนม้า บางคนเหมือนแพะ บางคนมีกลิ่นสาบเหมือนกลิ่นเหงื่อ บางคนเหมือนกลิ่นหมา ? (โสณิตคนฺธินี) ท่านว่า ส่วนที่กล่าวว่า กลิ่นจันทน์ฟุ้งออกจากกาย และกลิ่นอุบลฟุ้งออกจากปากของนางแก้วแห่งพระเจ้าจักรพรรดินั้น ยกเว้นเพราะไม่ทั่วไปแก่หญิงอื่น

ยุติอย่างไร ยาก สรุปไว้ตอนหนึ่งก่อนว่า กลิ่นสตรีจะเป็นกลิ่นกายจริงๆ หรือกลิ่นสิ่งอันเนื่องด้วยกายก็ตาม ย่อมมีอำนาจครอบงำบุรุษได้อยู่

#เรื่องรส

อรรถกถาอธิบายเรื่องนี้ว่า รสแห่งสตรีมี ๔ อย่าง คือ

๑. สวนรส ท่านหมายถึงการคอยปรนนิบัติรับใช้

๒. บริโภครส (น่าจะหมายถึง) การได้บริโภคอาหารร่วมกัน

๓. รสริมฝีปาก รสน้ำลาย

๔. รสฝีมือปรุงอาหาร

๕. ฟังดูยังฟั่นเฝืออยู่ ไม่ทราบท่านเหมายเอารสอะไรแน่ ที่ท่านอธิบายไว้ ๔ ประการนั้น ก็เป็นทางพิจารณาและเพิ่มพูนความรู้ความเข้าใจของข้าพเจ้าเวลานี้ เห็นไปว่าน่าจะหมายถึงรสกามคุณอันเนื่องมาจากเมถุนธรรม แต่ก็ยังไม่แน่ใจนัก เพราะความสุขอันนั้นที่ท่านเรียกว่ากามสุขนั้น อาจอยู่ในพวกโผฏฐัพพะ คือสิ่งสัมผัส อันจะกล่าวถึงในลำดับต่อไป

อนึ่ง รสอันนับเนื่องอยู่ในเบญจกามคุณนั้นจะต้องคู่กับลิ้น คือลิ้นเป็นเป็นผู้รับรู้ เพราะรูปคู่กับตา เสียงคู่กับหู กลิ่นคู่กับจมูก รสก็ต้องคู่กับลิ้น เมื่อพิจารณาในแง่นี้ มติที่ ๔ ที่ว่า รสฝีมือปรุงอาหารของสตรีก็ดูมีน้ำหนักขึ้น

บางท่านให้ความเห็นว่า ในการเสพเมถุนนั้น ชนบางชาติใช้ลิ้นเลียอวัยวะส่วนต่างๆ ของสตรีด้วยเหมือนกัน แต่ข้าพเจ้ายังตรองไม่เห็นว่า รสที่ลิ้นได้รับในลักษณะเช่นนั้นจะน่าพอใจอย่างไร

พระอรรถกถาจารย์เล่าไว้หลายแห่ง แสดงถึงความวิบัติของผู้ซึ่งติดในรส แต่ก็เป็นเรื่องของรสอาหารเสียทั้งสิ้น

#เรื่องโผฏฐัพพะ สิ่งสัมผัส

โผฏฐัพพะนั้นไม่ค่อยชินหูชาวบ้านเท่าไร ชาวบ้านมักรู้จักสิ่งนี้ในคำว่า “สัมผัส” แต่ในความหมายทางธรรมนั้น โผฏฐัพพะกับสัมผัสไม่เหมือนกัน

โผฏฐัพพะ คือสิ่งที่เราจะถูกต้องได้ด้วยกายประสาท (Touchable things) อะไรก็ตามที่ถูกต้องได้ด้วยมือ เท้า หรือส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย อันนั้นเรียกว่า โผฏฐัพพะ ส่วนสัมผัสนั้น คืออาการที่กายกับโผฏฐัพพะไปกระทบกัน ตรงกับคำว่า Contact ในภาษาอังกฤษ

สมมติว่ารถเป็นกาย ถนนเป็นโผฏฐัพพะ การที่ล้อรถบดไปบนถนนนั่นเองคือสัมผัส

กายของเราไปกระทบกับกายของคนอื่น กายของคนอื่นเป็นโผฏฐัพพะ กายของเราเป็นกาย และกายของเราก็เป็นโผฏฐัพพะของคนอื่นเหมือนกัน

แม้กายของเราเองต่อกายของเราเอง เช่น เอามือไปจับแขนอีกข้างหนึ่งของเรา แขนนั้นก็เป็นโผฏฐัพพะ

ท่านกล่าวว่า ในบรรดาโผฏฐัพพะทั้งหลาย ไม่มีโผฏฐัพพะใดจะมีอิทธิพลรัดรึงใจของชายได้มากเท่าโผฏฐัพพะของหญิง จริงหรือไม่จริง ก็คงจะรู้ๆ กันอยู่แล้ว ไม่ต้องอธิบายขยายความมาก

ในอรรถกถา อังคุตตรนิกาย ท่านกล่าวว่า แม้ผ้า เครื่องประดับและดอกไม้ที่เนื่องอยู่ด้วยกายหญิง นับเป็นโผฏฐัพพะหญิงเหมือนกันเพราะเหตุนี้เอง ท่านจึงห้ามพระจับกายหรือของอันเนื่องด้วยกายหญิงเพราะอาจก่อให้เกิดความกำหนัดได้ แม้เสื้อผ้าของหญิงที่กองอยู่ต่างหาก เธอมิได้ส่วมใส่ ก็ห้ามพระจับต้องเช่นเดียวกัน ท่านเรียกว่า อนามาสวัตถุ คือสิ่งอันภิกษุไม่ควรจับต้อง ขืนทำเข้าเป็นอาบัติทุกกฎ แปลว่าไม่ดีไม่งาม ความจริงท่านห้ามของท่านถูกเพราะเสื้อผ้าหญิงนั้นแม้จะอยู่ต่างหากจากกายเธอ ก็อาจก่อให้เกิดความกำหนัดแก่บุรุษเพศได้

สำหรับข้อที่ ๒ ท่านแสดงในทางตรงกันข้ามว่า ไม่มีรูปใด เสียงใด กลิ่นใด รสใด และโผฏฐัพพะใด จะสามารถครอบงำใจของสตรีได้เท่ารูปของบุรุษนั้น เห็นจะต้องไม่อธิบาย เพราะเป็นสิ่งตรงกัน คือมีความรู้สึกเหมือนกัน ต่างแต่ฝ่ายหนึ่งเป็นชาย อีกฝ่ายหนึ่งเป็นหญิงเท่านั้น

——————

#ท่านอาจารย์วศิน อินทสระ
#พระไตรปิฎกฉบับย่อความและขยายความ
อังคุตตรนิกาย เอกนิบาต
หมวด ๑ (พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๐)
บทที่ ๓ สิ่งที่ครอบงำจิต

เครดิตภาพ สมภพ บุตราช (ศิลปิน)