“พระพุทธเจ้า-ศาสดาแห่งพวกเรา
ได้ตรัสรู้ภายใต้ต้นไม้ต้นนี้” ชายผู้เป็นบิดาเอ่ยขึ้น

“ชาวอินเดียเรียกต้นไม้อย่างนี้ว่า ‘โพธิ์’
เหมือนกันหรือครับคุณพ่อ ?”

“เท่าที่พ่อทราบ
ชาวอินเดียเรียกไม้ชนิดนี้ว่า‘อัสสัตถพฤกษ์’
ต่อมาเมื่อพระพุทธเจ้าได้ประทับตรัสรู้
ภายใต้ต้นไม้นี้จึงมีคำใช้เสมอว่า
‘โพธิมณฑล, โพธิ์บัลลังก์, โพธิ์มูเล-โคนโพธิ์และโพธิญาณ’

“คำว่า ‘โพธิ์’ จะหมายถึงชื่อของต้นไม้
หรือหมายถึงปัญญาตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า
ก็เป็นเรื่องน่าคิดอยู่

ไทยเราจะเรียกต้นไม้ชนิดนี้ว่า ‘โพธิ์’ มาแต่เดิม
หรือเพิ่งเรียกเมื่อได้รับนับถือพระพุทธศาสนาแล้ว
ยังเป็นปัญหาที่ไม่กระจ่าง

เดิมทีชาวอินเดียคงเรียกไม้ชนิดนี้ว่า ‘อัสสัตถะ’
ต่อมาที่เรียก ‘โพธิ์พฤกษ์’ น่าจะหมายถึง
หรือต้องการหมายความว่า
‘ต้นไม้ที่พระพุทธเจ้าประทับตรัสรู้
ทั้งนี้เพื่อเฉลิมพระเกียรติของพระพุทธเจ้า
และแล้วเราก็เรียกต้นไม้ชนิดนี้ว่า ‘โพธิ์’ ตลอดมา

ถ้าเราเรียกกันมาแต่เดิม
คือก่อนยอมรับนับถือพระพุทธศาสนา
ก็น่าจะเรียกคำนี้ว่า ‘โพ’ มิใช่ ‘โพธิ์’

บัดนี้ต้นไม้ชนิดนี้ที่พุทธคยา
และในอารามสงฆ์ทั่วเมืองไทย
กลายเป็นต้นไม้ที่พุทธศาสนิกถนอม
และมีความยำเกรงอยู่ในใจมิใช่น้อย

“ลูกรัก ! ธรรมดาคนดี ก่อความรู้สึกปราโมช
แก่คนผู้อยู่ใกล้ชิดไม่มีวันจืดจาง
นอกจากนี้ สิ่งที่เกี่ยวข้องด้วยคนดี
ก็พลอยเป็นสิ่งมีคุณค่าไปด้วย
ดูสิ่งที่เกี่ยวข้องด้วยพระพุทธเจ้าเถิด

แม้แต่พระบรมสารีริกธาตุ
คนทั้งหลายก็บรรจุสถูป เจดีย์ไว้เป็นที่บูชา
พระอังคารคือเถ้าถ่านที่เหลือจากการถวายพระเพลิง
คนทั้งหลายก็นำไปบูชา
ทุกสิ่งทุกอย่างกลายเป็นสิ่งควรเคารพบูชาไปสิ้น
ความดีจึงเป็นสิ่งน่ารักน่าถนอม
น่ากระทำเพราะมันเสกสรรคนทำให้เป็นคนดี
คนศักดิ์สิทธิ์-คนที่โลกต้องยกย่องเคารพสักการะ”

=====================

#วรรณกรรมอันชนกชนนีนี้รักเจ้า
#อาจารย์วศิน อินทสระ

ภาพ :Google