บรรลุนิพพานโดยวิธีทางวิทยาศาสตร์

————————————–

ผมได้อ่านโพสต์ของญาติมิตรท่านหนึ่งซึ่งท่านบอกว่าแชร์มาอีกต่อหนึ่ง มีข้อความดังต่อไปนี้ —

———————————–

**เมื่อคำทำนายที่ว่า หลักคำสอนในพุทธศาสนาจะถูกพิสูจน์ความจริงโดยนักวิทยาศาสตร์ และจะกลับมาเป็นศาสนาแห่งวิทยาศาสตร์ของมนุษย์ในยุคใหม่!!

———–

คนส่วนใหญ่อาจจะคิดว่า นิพพาน เป็นเรื่องเล่า เรื่องแต่ง เรื่องกุศโลบาย เรื่องอย่างมากก็เชื่อกันอย่างแคลงใจ แต่ในวันนี้ วิทยาศาสตร์พิสูจน์แล้วว่า นิพพาน เป็นเรื่องจริง!

มิชิโอะ กากุ เป็นนักฟิสิกส์และนักดาราศาสตร์ระดับนำของโลก ที่เคยเขย่ารากฐานของจักรวาลวิทยามาแล้วหลายครั้ง ตอนแรกนักฟิสิกส์ด้วยกันรับไม่ได้ กระทั่งไม่ถึงสองทศวรรษมานี้เอง จึงได้รับการยอมรับอย่างแทบเป็นเอกฉันท์ นั่นคือการคาดการณ์ทางจักรวาลวิทยาบางประการ ที่มีข้อพิสูจน์บนสมการคณิตศาสตร์ ว่าด้วยทฤษฎีใยมหัศจรรย์ และทฤษฎีแมทริกซ์ (String theory / M-theory) และควอนตัม เมคานิกส์ รวมทั้งทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปของไอน์สไตน์ คือ การพิสูจน์ได้ว่า จักรวาลมีมิติหลากหลาย สสารดำรงอยู่ด้วยพลังงานที่ให้ความถี่ของการสั่นสะเทือน (vibration) ในแต่ละมิติสั่นหยาบหรือละเอียดแตกต่างกัน และแตกต่างจากจักรวาลที่สั่นสะเทือนอย่างหยาบ ที่มีสี่มิติของเรา เท่าที่พิสูจน์ได้พบว่าอย่างน้อยจักรวาลมี 11 มิติ

มิชิโอะบอกว่า มิติที่ 11 เป็นสภาวะนิพพาน (nirvarna) ที่มีความถี่ละเอียดอย่างยิ่ง เมื่อเทียบกับโลกสี่มิติของเรา

มิชิโอะ กากุ พิสูจน์ได้ว่าจักรวาลมีมากมาย (multiverses) อย่างไม่มีที่สิ้นสุด โดยแต่ละจักรวาลจะมีลักษณะเหมือนฟองของเหลว- ที่ยุบๆ พองๆ – หรือให้ฟองขึ้นมาใหม่ตลอดเวลา มิชิโอะบอกว่าจักรวาลถัดไปอาจอยู่ห่างเพียงหนึ่งมิลลิเมตรจากผิว (brane) จักรวาลของเรา แต่รับรู้ไม่ได้เพราะมันอยู่เหนือมิติ (สี่มิติ) ของเรา

มิชิโอะยังบอกว่า ทุกวันนี้ นักฟิสิกส์ส่วนหนึ่งเชื่อว่า การเกิดใหม่ของจักรวาลนั้น มีความเป็นไปได้หลายทาง ทางแรก จักรวาล (สี่มิติเช่นจักรวาลของเรา) จะเกิดใหม่หลังจากหนึ่งล้านล้านปีนับจากวันนี้ โดยสิ้นสุดลงด้วยความเย็นเยือก (big freeze) ไร้พลังงาน ขณะเดียวกันพลังงานมืด (dark energy) ที่ได้จากการยุบตัวเองลงมาของสสารมืด (dark matter) จะรวมเป็นหลุมดำที่ต่อเนื่องกับหลุมขาว – เพื่อจะให้บิ๊กแบ็งใหม่ – เรื่อยไป หรืออีกเส้นทางหนึ่ง หลุมดำที่อยู่ใจกลางของทุกๆ กาแล็กซี่จะรวมเข้าด้วยกันทำให้จักรวาลหดตัวลงมา (big crunch) เป็นหลุมขาว

ชิปอฟ (G. Shpov) นักฟิสิกส์แนวหน้าของรัสเซีย ผู้ค้นพบทฤษฎีความว่างเปล่า (theory of physical vacuum) แคนดิเดตรางวัลโนเบลปีนี้คิดว่า มิติแห่งนิพพานอยู่หลังมิติที่ 9 เป็นต้นไป เมื่อความสั่นสะเทือนของพลังงานมีความละเอียดอย่างยิ่ง

อนึ่ง จักรวาลทั้งหลายรวมจักรวาลของเรา ต่าง “ยุบๆ พองๆ” ดับแล้วเกิด เกิดแล้วดับ จากความว่างเปล่าไม่มีวันจบสิ้น

ทั้งหมดนั้น อาจเข้าใจยากสำหรับผู้อ่านที่ไม่ได้เรียนวิทยาศาสตร์ ส่วนนักวิทยาศาสตร์ใหญ่ที่คิดว่าเก่งแล้วก็มักไม่ยอมอ่าน ทำให้ผู้นำสังคมเศรษฐกิจและการเมือง รวมทั้งสื่อต่างๆ ที่เชื่อแค่ความเห็นของนักวิทยาศาสตร์ใหญ่ ที่ตรงกับสามัญสำนึก “ความเป็นสอง” ของตน ทำให้อะไรๆ ต้องชะลอไว้ก่อน เราถึงได้มีสึนามิ มีน้ำท่วมสลับภัยแล้ง และจะมีวิกฤตโลกในรูปอื่นอีกต่างๆ นานา

ถ้าใครได้อ่านหนังสือของ มิชิโอะ กากุ แล้วอาจจะอดไม่ได้ที่จะคิดถึงยานบิน(UFO) ที่จอห์น แม็ก จิตแพทย์จากฮาร์วาร์ดที่เพิ่งตายไปบอกว่า ยานบินไม่ใช่มาจากต่างดาว แต่มาจากต่างมิติที่สามารถควบคุมหรือใช้จิตนำทาง จึงอาจปรากฏให้คนในโลกสี่มิติเห็นได้ (John Mack, Abduction, 1995)

และอดคิดถึงชั้นต่างๆ ของนรกสวรรค์ – ที่อาจอยู่ในมิติต่างกัน หรือชี้นำ ด้วยสนามพลังงานที่มีการสั่นสะเทือน(vibration) หยาบหรือละเอียดแตกต่างกัน – ไม่ได้ ดังข้อสรุปว่าสวรรค์กับเทวดา คือผู้มาเยือนจากนอกโลกที่เอาชนะข้อแม้มิติได้ (Erich Von Daniken: Chariots of the Gods, 1970)

เรื่องที่เกิดขึ้น อ้างอิง และสามารถพิสูจน์ได้จากทฤษฎีสตริง (String theory) และทั้งหมด เป็นสิ่งที่ถูกค้นพบโดยมหาบุรษผู้หนึ่งเมื่อกว่า 2,560 ปีมาแล้ว
และมันไม่ใช่เลยที่จะบอกว่า “พุทธศาสนาเป็นศาสนาที่เป็นวิทยาศาสตร์มากที่สุด หากแต่วิทยาศาสตร์ต่างหากล่ะ ที่เป็นศาสตร์แห่งพุทธ ที่วิ่งตามกันมาเกินกว่า 2,560 ปี”

(จบข้อความจากโพสต์)

แชร์มาครับ
Zamar Sib Oon
กรุงเทพมหานคร, Nakhon Pathom
๘ เมษายน ๒๕๖๐

—————

อ่านจบแล้ว ผมนึกถึงคนป่วยกับยา/วิธีรักษา

ยาหรือวิธีรักษาโรคที่มีอยู่ทุกวันนี้มีผู้คิดค้นมาแล้ว คนป่วยไม่ต้องไปคิดค้นขึ้นมาใหม่เอง เพียงแต่เชื่อในสรรพคุณและลงมือใช้ยาหรือลงมือปฏิบัติตามวิธีรักษาที่ตนเชื่อว่าถูกต้อง (ถ้าไม่เชื่อยาขนานนี้หรือวิธีรักษาแบบนี้ ก็มีสิทธิ์ไปแสวงหายาขนานอื่นหรือวิธีรักษาแบบอื่น-ถ้ามี รวมทั้งจะคิดค้นขึ้นเองด้วยก็ได้)

ผู้ที่ปฏิบัติธรรมและได้บรรลุมรรคผลไปแล้วเปรียบเหมือนผู้ที่ใช้ยาหรือปฏิบัติตามวิธีรักษาที่ตนเชื่อว่าถูกต้อง และหายจากโรคที่เจ็บป่วยไปแล้ว

แต่นักวิทยาศาสตร์และนักทฤษฎีทั้งหลายกำลังคิดว่านิพพานสามารถบรรลุได้ด้วยเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์-หรืออย่างไร?

หรือจะเหมือนโทรศัพท์ที่ทำให้คนสื่อสารจากที่ไกลได้-โดยไม่ต้องเข้าฌานหรือทำสมาธิจนได้ทิพโสตญาณ

หรือจะเหมือนการติดต่อทางสื่อออนไลน์รูปแบบต่างๆ ที่ทำให้คนเรามองเห็นกันได้-โดยไม่จำเป็นต้องมีทิพจักขุญาณ

และต่อไปก็สามารถบรรลุนิพพานได้โดยไม่ต้องเจริญวิปัสสนาหรือสติปัฏฐานจนเกิดอาสวักขยญาณกำจัดกิเลสอาสวะได้หมดสิ้นเชิง – หากแต่เพียงอาศัยเครื่องมืออะไรชนิดหนึ่งที่นักวิทยาศาสตร์และนักทฤษฎีทั้งหลายกำลังคิดค้นกันอยู่ ณ เวลานี้

ใครเชื่อบ้างว่า มนุษย์สามารถบรรลุนิพพานได้โดยที่ยังมีกิเลสตัณหาอยู่เต็มหัวใจ?

นิพพานของพระพุทธเจ้ากับนิพพานของนักวิทยาศาสตร์และนักทฤษฎีทั้งหลายเป็นสิ่งเดียวกันหรือคนละอย่างกัน?

—————-

ทฤษฎีก็คือ —

ถ้าสามารถได้ยินเสียงคนพูดจากที่ไกลได้ โดยไม่ต้องมีทิพโสตญาณ

ถ้าสามารถเห็นภาพจากที่ไกลได้โดยไม่ต้องมีทิพจักขุญาณ
(ซึ่ง ณ เวลานี้เราทำอย่างนั้นได้อยู่แล้ว เห็นๆ กันอยู่)

ก็ต้องสามารถบรรลุนิพพานได้โดยไม่ต้องเจริญวิปัสสนาหรือสติปัฏฐาน

—————-

พระพุทธพจน์ที่ตรัสว่า –

เอกายโน อยํ ภิกฺขเว มคฺโค สตฺตานํ วิสุทฺธิยา
โสกปริเทวานํ สมติกฺกมาย
ทุกฺขโทมนสฺสานํ อตฺถงฺคมาย
ญายสฺส อธิคมาย
นิพฺพานสฺส สจฺฉิกิริยาย
ยทิทํ จตฺตาโร สติปฏฺฐานา.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย หนทางนี้เป็นที่ไปอันเอก (leading to one goal, direct way or “leading to the goal as the one & only way”) เพื่อความบริสุทธิ์ของเหล่าสัตว์
เพื่อล่วงความโศกและปริเทวะ
เพื่อความดับสูญแห่งทุกข์และโทมนัส
เพื่อบรรลุธรรมที่ถูกต้อง
เพื่อทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพาน
หนทางนี้คือสติปัฏฐาน ๔ ประการ

(มหาสติปัฏฐานสูตร ทีฆนิกาย มหาวรรค
พระไตรปิฎกเล่ม ๑๐ ข้อ ๒๗๓)

พระพุทธพจน์ข้างต้นอาจต้องกระทบกระเทือน อาจกลายเป็นว่าพระพุทธเจ้าตรัสไว้ผิด เพราะนักวิทยาศาสตร์และนักทฤษฎีทั้งหลายสามารถค้นพบหนทาง “เพื่อทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพาน” ได้โดยไม่ต้องปฏิบัติตามสติปัฏฐาน ๔ ประการแต่ประการใดเลย

เพียงแต่อาศัยอุปกรณ์หรือทฤษฎีอะไรสักอย่างที่กำลังค้นคว้ากันอยู่ในเวลานี้

คนสมัยเราจะเชื่อหรือว่า นิพพานสามารถบรรลุได้โดยไม่ต้องเจริญวิปัสสนาหรือสติปัฏฐานจนเกิดอาสวักขยญาณกำจัดกิเลสอาสวะได้หมดสิ้นเชิงตามที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้แต่ประการใดเลย

ทำนองเดียวกับที่-คนเมื่อสองพันปีจะเชื่อหรือว่า คนเราสามารถได้ยินเสียงคนพูดจากที่ไกลได้ โดยไม่ต้องมีทิพโสตญาณ สามารถเห็นภาพจากที่ไกลได้โดยไม่ต้องมีทิพจักขุญาณ

เป็นทฤษฎีที่ท้าทายและชวนระทึกอย่างยิ่ง

ถ้าวิทยาศาสตร์ทำสำเร็จ พระพุทธศาสนาก็ต้องเข้าป่าไปละครับ-งานนี้

และถ้าวิทยาศาสตร์จับหลักพลาด ก็มีโอกาสเข้ารกเข้าพงกันสนุกละ-งานนี้

ญาติมิตรคิดอย่างไรกันครับ?

นาวาเอก ทองย้อย แสงสินชัย
๘ เมษายน ๒๕๖๐
๑๖:๔๒