ตื่นบำเพ็ญเพียร
[๔๒๓] กิจที่ควรทำให้ยิ่งขึ้นไป เป็นอย่างไร
คือ เธอทั้งหลายควรสำเหนียกอย่างนี้ว่า ‘เราทั้งหลายจักเป็นผู้ประกอบความเพียรในธรรมเป็นเครื่องตื่นอย่างต่อเนื่อง จักชำระจิตให้บริสุทธิ์จากธรรมอันเป็นเครื่องขัดขวางด้วยการเดินจงกรมและการนั่งตลอดวัน จักชำระจิตให้บริสุทธิ์จากธรรมเป็นเครื่องขัดขวางด้วยการเดินจงกรม ด้วยการนั่งตลอดปฐมยามแห่งราตรี สำเร็จการนอนดุจราชสีห์โดยตะแคงข้างเบื้องขวา ซ้อนเท้าเหลื่อมเท้า มีสติสัมปชัญญะ หมายใจว่าจะลุกขึ้นตลอดมัชฌิมยามแห่งราตรี ลุกขึ้นชำระจิตให้บริสุทธิ์จากธรรมเป็นเครื่องขัดขวางด้วยการเดินจงกรม ด้วยการนั่งตลอดปัจฉิมยามแห่งราตรี’ บางทีเธอทั้งหลายจะมีความคิดอย่างนี้ว่า ‘เราทั้งหลายเป็นผู้มีหิริโอตตัปปะแล้ว มีกายสมาจารบริสุทธิ์ วจีสมาจารบริสุทธิ์ มโนสมาจารบริสุทธิ์ อาชีวะบริสุทธิ์ เป็นผู้คุ้มครองทวารแล้วในอินทรีย์ทั้งหลาย และรู้จักประมาณในโภชนะ ประกอบความเพียรในธรรมเป็นเครื่องตื่นอย่างต่อเนื่องแล้ว พอละด้วยกิจเพียงเท่านี้ เราทั้งหลายทำกิจเสร็จแล้ว ด้วยกิจเพียงเท่านี้ ประโยชน์จากความเป็นสมณะ เราทั้งหลายก็ได้บรรลุแล้วโดยลำดับ กิจอะไรๆ ที่ควรทำให้ยิ่งขึ้นไปมิได้มีอีก’ เธอทั้งหลายถึงความยินดีด้วยกิจเพียงเท่านั้น เราขอบอกเธอทั้งหลาย ขอเตือนเธอทั้งหลาย เมื่อกิจที่ควรทำให้ยิ่งขึ้นไปยังมีอยู่ ประโยชน์จากความเป็นสมณะที่เธอทั้งหลายปรารถนาอย่าได้เสื่อมไปเลย
*******************************
กิจที่ควรปฏิบัติของสมณะ คือ
(๑) หิริโอตตัปปะ (๒) กายสมาจารบริสุทธิ์
(๓) วจีสมาจารบริสุทธิ์ (๔) มโนสมาจารบริสุทธิ์
(๕) อาชีวะบริสุทธิ์ (๖) สำรวมอินทรีย์
(๗) รู้จักประมาณในโภชนะ (๘) ตื่นบำเพ็ญเพียร
(๙) เจริญสติสัมปชัญญะ (๑๐) การละนิวรณ์ ๕

ผลแห่งการปฏิบัติ คือ

– เมื่อละนิวรณ์ ๕ ได้แล้ว จึงสงัดจากกามและอกุศลธรรมทั้งหลาย
– เมื่อสงัดจากกามและอกุศลธรรมทั้งหลาย จึงบรรลุฌานที่ ๑ ๒ ๓ และ ๔ ตามลำดับ
– เมื่อบรรลุฌาน ๔ ได้แล้ว จิตเป็นสมาธิมีลักษณะ ๘ อย่าง ( บริสุทธิ์ ผุดผ่อง ไม่มีกิเลสเพียงดังเนิน ปราศจากความเศร้าหมอง อ่อน เหมาะแก่การใช้งาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหว)
– เมื่อมีจิตลักษณะ ๘ อย่าง จึงบรรลุวิชชา ๓ (ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ จุตูปปาตญาณ อาสวักขยญาณ)
……………….
ดูรายละเอียดใน มหาอัสสปุรสูตร
ม.มู.(ไทย) ๑๒/๔๑๕-๔๓๔ /๔๕๑-๔๖๓ มหาจุฬา ฯ
ฉบับภาษาไทย http://www.84000.org/tipitaka/read/m_siri.php?B=12&siri=39
ฉบับภาษาบาลี http://www.84000.org/tipitaka/read/pali_read.php?B=12&A=10045
อรรถกถา http://www.84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=12&i=459
*************
ปฐมยาม คือเวลาระหว่าง ๑๘.๐๐ น. – ๒๒.๐๐ น.
มัชฌิมยาม คือเวลาระหว่าง ๒๒.๐๐ น.- ๐๒.๐๐ น.
ปัจฉิมยาม คือเวลาระหว่าง ๐๒.๐๐ น. – ๐๖.๐๐ น.
พจนานุกรม ไทย-ไทย ราชบัณฑิตยสถาน