มืดมนอนธการ

ไม่ใช่ “มืดมนอนธกาล”

อ่านว่า มืด-มน-อน-ทะ-กาน

แยกศัพท์เป็น มืดมน + อนธการ

(๑) “มืดมน”

“มืด” เป็นคำไทยธรรมดา “มน” เป็นคำเสริม

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า –

“มืดมน : (คำวิเศษณ์) มืดมัว, มืดมาก, มืดจนมองไม่เห็นทาง, มักใช้เข้าคู่กับคํา อนธการ เป็น มืดมนอนธการ.”

(๒) “อนธการ”

บาลีเป็น “อนฺธการ” (มีจุดใต้ นฺ) อ่านว่า อัน-ทะ-กา-ระ ประกอบด้วย อนฺธ + การ

(ก) “อันธ”

บาลีเป็น “อนฺธ” (อัน-ทะ) รากศัพท์มาจาก –

(1) อนฺธ (ธาตุ = มืดมิด, เสียการเห็น) + อ ปัจจัย

: อนฺธ + อ = อนฺธ แปลตามศัพท์ว่า “ผู้มืดมิด”

(2) อมฺ (ธาตุ = เจ็บไข้, ป่วย) + ธ ปัจจัย แปลง มฺ ที่สุดธาตุเป็น น (อมฺ > อนฺ)

: อมฺ + ธ = อมธ > อนฺธ แปลตามศัพท์ว่า “ผู้ป่วยทางจักษุ” (คือตาพิการ)

“อนฺธ” ปกติใช้เป็นคุณศัพท์ มีความหมายว่า –

(1) บอด, ถูกทำให้แลไม่เห็น, ถูกปิดตา (blind, blinded, blindfolded)

(2) มืดมนทางใจ, มีใจไม่สดใส, โง่, แลไม่เห็น (mentally blinded, dull of mind, foolish, not seeing)

ในภาษาไทย พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า –

“อันธ- : (คำวิเศษณ์) มืด, มืดมน, เช่น อันธกาล; โง่, ทึบ, เช่น อันธปัญญา; มองไม่เห็น, บอด, เช่น อันธจักษุ. (ป., ส.).”

(ข) “การ”

บาลีอ่านว่า กา-ระ รากศัพท์มาจาก กรฺ (ธาตุ = ทำ) + ณ ปัจจัย, ลบ ณ, “ทีฆะต้นธาตุด้วยอำนาจปัจจัยเรื่องด้วย ณ” คือ อะ ที่ ก-(รฺ) เป็น อา (กร > การ)

: กรฺ + ณ = กรณ > กร > การ แปลตามศัพท์ว่า “การทำ” มีความหมายว่า –

(1) การกระทำ, กิริยาอาการ, วิธีทำ (doing, manner, way)

(2) กรรม, การบริการ, การกระทำที่แสดงความเมตตา หรือความเคารพ หรือความนับถือ (deed, service, act of mercy or worship, homage)

(3) ผู้ทำ, หรือผู้จัดการหรือผู้ค้า (one who does, handles or deals)

ในภาษาไทย เรานำคำว่า “การ” มาใช้และกลายเป็นคำไทยจนแทบจะไม่ได้นึกว่าเป็นบาลี เช่นคำว่า “จัดการ” “เผด็จการ” เป็นต้น

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกความหมายของ “การ” ในภาษาไทยไว้ว่า –

(1) การ ๑ : (คำนาม) งาน, สิ่งหรือเรื่องที่ทํา, มักใช้เข้าคู่กับคํา งาน เช่น การงาน เป็นการเป็นงาน ได้การได้งาน, ถ้าอยู่หน้านาม หมายความว่า เรื่อง, ธุระ, หน้าที่, เช่น การบ้าน การครัว การคลัง การเมือง, ถ้าอยู่หน้ากริยา ทํากริยาให้เป็นนาม เช่น การกิน การเดิน.

(2) -การ ๒ : (คำนาม) ผู้ทํา, มักใช้เป็นส่วนท้ายสมาสคําบาลีและสันสกฤต เช่น กรรมการ ตุลาการ, ถ้าอยู่หลังคําอื่นที่ไม่ใช่คําศัพท์ มีความหมายเป็นเฉพาะก็มี เช่น กงการ เจ้าการ นักการ ผู้บังคับการ ผู้กำกับการ.

(3) -การ ๓ : คําประกอบท้ายสมาสคําบาลีและสันสกฤต มีความหมายเหมือน การ ๑ เช่น ราชการ พาณิชยการ.

อนฺธ + การ = อนฺธการ (ปุงลิงค์) แปลตามศัพท์ว่า “กระทำความมืด” หมายถึง ความบอด, ความมืด, ความไม่แหลมคมหรือสุกใส, ความพิศวงงงงวย (blindness, darkness, dullness, bewilderment)

ในภาษาไทย พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า –

“อนธการ : (คำนาม) ความมืด, ความมัว, ความมืดมน; เวลาคํ่า; ความเขลา; อันธการ ก็ว่า. (ป.).”

มืดมน + อนธการ = มืดมนอนธการ ในภาษาไทยมีความหมายเช่นเดียวกับ “มืดมน” คือ มืดมัว, มืดมาก, มืดจนมองไม่เห็นทาง

คำเตือน :

“มืดมนอนธการ” -การ ร เรือสะกด ระวังอย่าเขียนผิดเป็น “มืดมนอนธกาล”

-การ ร เรือ ไม่ใช่ -กาล ล ลิง

และกรุณาอย่าบิดเบือนความหมาย เช่นอธิบายไปว่า “มืดมนอนธกาล” (-กาล ล ลิง) น่าจะใช้ได้และเหมาะสมกว่า คือหมายถึง “เวลาที่มืดมน” ดีกว่า “-อนธการ” ที่แปลว่า “กระทำความมืด” ซึ่งไม่ชัดเจนว่าคืออะไร

เพราะ “อนธการ” คำนี้มาจากบาลี และความหมายเช่นนี้ในบาลีไม่มีศัพท์ว่า “อนฺธกาล” (-กาล ล ลิง) มีแต่ “อนฺธการ” (-การ ร เรือ)

การบอกว่า “อนธกาล” (-กาล ล ลิง) ก็ใช้ได้ ย่อมมีโทษอย่างน้อย 3 ประการ คือ –

๑ ทำให้เกิดความสับสนว่าคำนี้สะกดอย่างไรกันแน่ -การ หรือ -กาล

๒ ถ้าบอกว่าใช้ได้ทั้งสองคำ ก็เป็นการให้ความรู้ที่ผิด ผิดทั้งหลักฐานและหลักวิชา เป็นการประทุษร้ายทางปัญญาต่อสังคม

๓ เป็นการทำให้คำผิดกลายเป็นคำถูกเพิ่มขึ้นอีก ซึ่งเวลานี้มีผู้ทำเช่นนั้นมากพอแล้ว และผู้ที่เจริญแล้วไม่พึงทำ

…………..

อภิปราย :

“มืดมนอนธการ” เป็นคำประสมธรรมดา และเป็นคำคล้องจองที่เรียกกันว่า “คำสร้อยสี่พยางค์” ซึ่งในภาษาไทยมีอยู่เป็นอันมาก เช่น ทำมาหากิน ถ้วยโถโอชาม เสื่อสาดอาสนะ เลี้ยงดูปูเสื่อ ฯลฯ

คำประเภทนี้บางคำก็สามารถแยกหาความหมายได้ เช่น “ปู่ย่าตายาย” บางคำก็เป็นเพียงสร้อยเพื่อให้คล้องจอง เช่น “กินอยู่พูวาย” “ถ้วยชามรามไหม” (พูวาย รามไหม ไม่มีความหมาย หรืออาจจะเคยมีความหมาย แต่ตกมาถึงชั้นนี้ไม่มีใครรู้จักอีกแล้ว จึงถือว่าไม่มีความหมาย)

คำสร้อยสี่พยางค์นี้ บางคำก็มีผู้พยายามลากเข้าหาความหมาย เช่น “ทำบุญสุนทาน” คำเดิมสะกดอย่างนี้ “สุน” ไม่มีความหมาย แต่มีผู้เขียนเป็น “ทำบุญสุนทร์ทาน” เขียน “สุน” เป็น “สุนทร์” อ่านว่า สุน เหมือนกัน แต่มีความหมายขึ้นมา (สุนทร : งาม, ดี, ไพเราะ)

ในคำว่า “มืดมนอนธการ” คำว่า “มน” เป็นเพียงคำสร้อยเสริมเข้ามาให้เสียงรับกับ “อน-” และได้อักษรเดียวกับ “มืด” ความจริงแล้วก็ไม่มีความหมาย แต่อาจมีผู้ตีความให้มีความหมายขึ้นมา เนื่องจากรูปคำตรงกับ “มน” ที่แปลว่า ใจ จึงเหมาะที่จะลากเข้าความว่า “มืดมน” คือใจมืด หรือใจบอด

แต่พึงระลึกว่า คำคล้องจองทำนองนี้ไม่จำเป็นจะต้องแปลงรูปคำให้กลายเป็นคำที่มีความหมายหรือลากเข้าความเสมอไป รวมทั้งไม่จำเป็นต้องแยกคำเพื่อหาความหมายและเกณฑ์ให้มีความหมายทุกคำเสมอไปด้วย เพราะทำเช่นนั้นอาจทำให้มูลรากหรือประวัติของคำเบี่ยงเบนไปจนไม่รู้ได้ว่าเดิมสะกดอย่างไรและความหมายเดิมแท้คืออะไร

…………..

ดูก่อนภราดา!

: ถ้าใจสูไม่ใสสว่างโชติช่วง
: ต่อให้ตะวันพันดวงก็ไม่อาจช่วยส่องให้สูเห็นสัจธรรม