ยังมองหน้ากันเลิกลักไม่แล้ว

——————————

เมื่อสักสองสามปีมานี้ ผมมีกิจอันเป็นการกุศลต้องไปถวายความรู้ภาษาบาลีแก่พระที่วัดแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากบ้าน การเดินทาง ผมใช้วิธีเดินไป-กลับ

เส้นทางที่ผมเดินจากบ้านไปวัดแห่งนั้นต้องผ่านปากซอยต่างๆ หลายซอย

เมื่อเป็นซอย ก็ต้องมีรถเข้าออก

มีอยู่วันหนึ่ง ผมเดินตามทางเท้าใกล้จะถึงปากซอยแห่งหนึ่งก็มีรถจักรยานยนต์คันหนึ่งวิ่งออกมาจากซอย

ผมจะเดินตรงไป
รถจะออกจากซอย

คงนึกภาพออกนะครับ

อีกประมาณ ๓ ก้าวก็จะสุดทางเท้า ซึ่งผมจะต้องก้าวลงไปบนพื้นถนน รถจักรยานยนต์คันนั้นก็วิ่งมาจอดขวางทางพอดี

สุภาพสตรีเป็นผู้ขับ และสุภาพสตรีอีกคนหนึ่งซ้อนท้าย

สุภาพสตรีที่ซ้อนท้ายลงมาหยิบจับจัดของที่ตะกร้าหน้ารถ สุภาพสตรีที่เป็นผู้ขับก็ยังคร่อมรถอยู่และช่วยกันหยิบช่วยกันจัดของซึ่งมีทั้งที่วางในตะกร้าและที่ห้อยอยู่นอกตะกร้าโดยไม่มีท่าทีว่าจะรีบออกรถไป

ถ้าพื้นที่ตรงหน้าผมนั้นเป็นที่ว่าง ผมก็จะสามารถเดินต่อไปได้ทันที แต่ตรงนั้นไม่ว่างเพราะมีรถจักรยานยนต์มาจอดขวางไว้

คนขับขี่รถก็เห็นว่าอีก ๓ ก้าว ตาลุงคนหนึ่งก็จะข้ามปากซอย
แต่เธอก็จอดขวางหน้าเฉยเหมือนไม่มีใครผ่านมาถึงตรงนั้น

ผมใช้วิธีเดินอ้อมไปทางหน้ารถเพื่อจะเดินต่อไปได้
ซึ่งถ้าเป็นเมื่อ ๔๐ ปีที่แล้วผมจะไม่ใช้วิธีนี้

———

ตอนนั้นผมเป็นเรือตรีกำลังจะได้รับพระราชทานยศเป็นเรือโท
วันนั้นผมลงรถที่สายใต้ (เวลานั้นสถานีขนส่งสายใต้อยู่ที่สามแยกไฟฉาย) แล้วเดินมาทางสามแยกเพื่อจะต่อรถไปวังเดิม

จากสถานีขนส่งไปที่ป้ายรถต้องเดินผ่านปากซอยแบบเดียวกับที่เล่ามาข้างต้น แต่ที่นั่นคนและรถค่อนข้างจอแจกว่า

รถที่จะออกจากซอยเพื่อเข้าถนนใหญ่จะต้องรอจังหวะที่ถนนว่างจึงจะออกไปได้ ถ้าถนนยังไม่ว่างก็จะต้องจอดรอตรงปากซอย ซึ่งถ้าจอดให้หน้ารถจ่อถนน ตัวรถก็จะขวางทางเดินพอดี รถที่จะออกจากซอยส่วนมากจะรู้จังหวะ คือถ้าเล็งแล้วว่ายังออกถนนใหญ่ไม่ได้ ก็จะจอดรอลึกเข้ามานิดหนึ่งประมาณช่วงตัวรถ เว้นที่ให้คนข้ามถนนซอยได้สะดวก

วันนั้นพอเดินมาถึงปากซอยก็เจอรถเก๋งจอดขวางเต็มคัน ยังออกไม่ได้เพราะถนนใหญ่รถยังวิ่งหนาแน่น

คนเดินถนนส่วนมากถ้าเจอแบบนี้ก็จะอ้อมไปข้างหน้ารถหรือไม่ก็ข้างหลังรถเพื่อจะเดินต่อไปได้

แต่นั่นไม่ใช่เรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย

————-

ผมแต่งเครื่องแบบครบเครื่อง เมื่อไปถึงตรงนั้นผมก็หยุดแล้วยืนในท่า “ตามระเบียบพัก” อยู่ข้างรถคันนั้น ไม่อ้อมไปหน้าหรือไปหลังทั้งสิ้น

คนขับซึ่งเป็นสุภาพสตรีมีท่าทีกระสับกระส่ายอย่างเห็นได้ชัด
เธอมองมาที่ผมด้วยสายตาที่ถอดเป็นคำพูดว่า ทำไมคุณไม่อ้อมรถไปล่ะ มายืนรออะไรอยู่ตรงนี้ ใครๆ เขาก็เดินอ้อมไปกันทั้งนั้น

ผมจ้องตอบอย่างไม่ลดละ ไม่แสดงอาการขุ่นเคืองหรือเคร่งเครียดใดๆ ไม่พูดและไม่ขยับไปไหน

สายตาของผมถ้าใครสามารถถอดเป็นคำพูดได้ก็จะได้ยินผมบอกว่า

“นี่เป็นทางที่ผมมีสิทธิ์จะเดินตรงไป และคุณกำลังจอดทับสิทธิ์ของผมอยู่”

ผมเชื่อว่าเมื่อสุภาพสตรีผู้นั้นไปถึงที่ทำงานหรือไปเจอเพื่อนสักคนในวันนั้น เธอจะต้องเล่าเรื่องนี้ให้เพื่อนฟังว่า-วันนี้เจอทหารเรืองี่เง่าคนหนึ่งทำอย่างนี้ๆ

แต่ผมเชื่อว่าเมื่อพ้นชั่วขณะที่เธอเชื่อว่าเธอเป็นฝ่ายถูกไปแล้ว ก็จะต้องมีสักชั่วขณะหนึ่งที่เธอจะคิดในมุมกลับได้บ้าง

และเธออาจจะไม่ประพฤติอย่างนั้นอีกเลย

————–

เดี๋ยวนี้ อย่าว่าแต่จะให้ทำประโยชน์แก่เพื่อนมนุษย์เลย แม้แต่จะไม่ล่วงล้ำสิทธิประโยชน์ของเพื่อนมนุษย์ก็แทบจะไม่ได้คำนึงถึงกันแล้ว

ใช้พื้นที่บนถนนหน้าบ้านเป็นที่จอดรถถาวร เห็นกันได้ทั่วไป

ขับรถตามกันไปในถนนแคบ คันหน้าชะลอหาที่จอด คันหลังที่จะรีบไปต้องพลอยชะลอตามไปด้วย

จอดรถซื้อของตรงหน้าร้าน สะดวกดีไม่ต้องเดินไกล แต่กินที่ไปเกือบครึ่งถนน รถที่ตามมาติดกันเป็นแพ (เคยเห็นนั่งตะโกนสั่งซื้อของอยู่ในรถนั่นเลย ไม่ต้องลงจากรถให้ลำบาก)

แล้วก็-อย่างรายที่ผมเล่ามา

————

การที่จะขัดเกลานิสัยเห็นแก่ตัวของผู้คนในสังคมนั้นเป็นอันหมดหวังที่จะทำได้สำเร็จ เหตุผลสำคัญก็คือเกิดการยอมรับกันไปแล้วว่าเป็นเรื่องธรรมดา ไม่เสียหายอะไร ใครๆ เขาก็ทำกัน

ขอประทานโทษ-ญาติมิตรบางท่านที่กำลังอ่านเรื่องนี้ บางทีก็อาจจะได้เคยประพฤติทำนองนี้มาแล้ว และเมื่อถึงจังหวะเวลาหนึ่งก็อาจจะยังต้องประพฤติอีก

ต่างคนต่างก็มุ่งแต่เพียงว่าขอให้คว้าเอาประโยชน์ของตัวให้ได้ก็พอใจแล้ว จะไปกระทบใครหรือใครจะมากระทบเข้าบ้างก็ช่าง (แม่ง) มัน

ยิ่งมองในระดับประเทศชาติด้วยแล้ว ยิ่งหมดหวัง

ลองถามกันว่า ผู้บริหารประเทศของเราเคยมีนโยบาย กำลังจะมี หรือกำลังทำ-ในอันที่จะอบรม ปลูกฝัง สั่งสอนคนของเราให้มีลักษณะนิสัยที่พึงประสงค์อย่างไรบ้าง –

แค่นี้ก็มองหน้ากันเลิกลักแล้วแหละขอรับ

นาวาเอก ทองย้อย แสงสินชัย
๑๙ เมษายน ๒๕๖๐
๑๒:๔๐