รู้จักพระไตรปิฎกให้ชัด ให้ตรง (10)

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ.ปยุตฺโต ป.ธ.๙)

เหมือนที่พูดข้างบน คำเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ คำใดเป็นศัพท์ธรรมวินัยสำคัญ เมื่อแปลเป็นไทย ก็ให้ใส่วงเล็บบอกคำเดิมไว้ด้วย ดังนี้เป็นต้น

มองระยะยาว ในเมื่อเวลานี้เรามีพระไตรปิฎกแปลภาษาไทยหลายชุดหลายฉบับแล้ว และทุกชุดทุกฉบับก็ยังจะต้องเดินหน้าไปสู่ความใกล้สมบูรณ์ อันนี้เป็นงานหนักยิ่งที่ต้องอาศัยกำลังหลายอย่างที่หล่อเลี้ยงได้ยืนยาว

ด้วยเหตุผลนี้ โดยส่วนรวมจึงน่าจะจัดวางระบบวิธีการที่จะประสานร่วมกันทำงานตรวจสอบชำระแก้ไขปรับปรุงเพื่อให้ส่วนที่เสมอกันได้ ถูกต้องครบถ้วนลงกันเป็นอันหนึ่งอันเดียว ทำให้ดีที่สุดด้วยกันทุกฉบั

เมื่อทำอย่างนี้ก็จะลุถึงจุดหมายได้เป็นหลักของพุทธศาสนศึกษา อำนวยประโยชน์สูงสุดแก่มวลพุทธบริษัทแก่ผู้ศึกษาประชาชน และเป็นที่ยอมรับนับถือของนานาประเทศ สมที่จะให้เมืองไทยเป็นศูนย์กลางพระพุทธศาสนาของโลกได้จริง

อรรถกถาคืออะไร? รู้แล้วจึงบอกได้ว่า จะเอาหรือไม่

ได้ทราบมาทำนองว่า พระคึกฤทธิ์ไม่ยอมรับอรรถกถาหรือไม่เอาอรรถกถา ก็น่าจะมาทำความเข้าใจกันให้ชัดก่อนว่าอรรถกถาคืออะไร หรืออะไรเป็นอรรถกถา

ที่จริงก็ได้พูดไว้มากแล้ว แต่ก็ต้องทบทวนกันไว้ รู้กันอยู่ว่าอรรถกถานั้นอธิบายคำและความในพระไตรปิฎกบาลี

“อรรถกถา” (บาลี : อตฺถกถา -อฏฺฐกถา) ก็คือ อรรถ (ความหมาย) + กถา (ถ้อยคำ) จึงแปลว่า ถ้อยคำบอกความหมาย

ยกตัวอย่าง เราอ่านพบ “กุญฺชโร” ในพระไตรปิฎกบาลี ฉบับสยามรัฐ อยากรู้ว่ากุญชรนี้คืออะไร ไปค้นในอรรถกถาก็เจอว่าท่านแปลหรือให้ความหมายไว้ ดังนี้

กุญฺชโรติ หตฺถีฯ (กุญชร หมายถึง หัตถี/ช้าง)

เจอ “ปกฺขี” ก็อยากรู้ ไปเปิดค้นดู ก็เจอ ท่านว่า

ปกฺขีติ สกุเณฯ (ปักษี หมายถึง สกุณา/นก)

ทีนี้ไปพบ “กลฺยาณํ” ในพระไตรปิฎกบาลี ฉบับสยามรัฐนั่นแหละ มากมาย อยากรู้ว่าคืออะไร ไปค้นในอรรถกถาก็เจอเยอะ เช่น

กลฺยาณนฺติ สุนฺทรํ

(กัลยาณะ หมายความว่า สุนทร/ดีงาม)

กลฺยาณนฺติ สุนฺทรํ ปวรํฯ

กัลยาณะ หมายความว่า สุนทร/ดีงาม คือ บวร/ประเสริฐ)

กลฺยาณนฺติ โสภณํฯ

(กัลยาณะ หมายความว่า โสภณ/งาม)

พอได้เห็นข้อความที่คัดเอามาให้ดูนี้ก็เริ่มรู้จักอรรถกถาแล้ว หลายคนร้องออกมาว่า อ๋อ…อรรถกถานี่ก็เหมือนๆ กับ dictionary หรือพจนานุกรมนี่เอง

ก็ใช่สิ บอกแล้วว่า อรรถกถาแปลว่า “ถ้อยคำบอกความหมาย” จึงเข้าแนวเดียวกับ dictionary ที่มิใช่มีแต่ garden, get, golf, grade อะไรพวกนี้ที่ง่ายหน่อย แต่มีพวก galaxy, glacier, Gothic, grace, grandeur ที่ชักจะต้องดูจริงจังขึ้นด้วย

อรรถกถามีความแตกต่างอย่างสำคัญจาก dictionary หรือพจนานุกรม ในข้อที่ว่าไม่เรียงคำตามลำดับอักษร แต่เรียงตามลำดับข้อมูลในพระไตรปิฎกบาลี เพราะเป็นของจำเพาะสำหรับอธิบายพระไตรปิฎกบาลีโดยตรง

สำหรับ dictionary หรือพจนานุกรม ในข้อที่ว่าไม่เรียงคำตามลำดับอักษร คำนั้นๆ ก็ทำคำอธิบายให้เสร็จจบครบไปทีเดียวในที่นั้นๆ แต่อรรถกถาซึ่งอธิบายตามลำดับข้อมูลในพระไตรปิฎก เจอคำนี้ในพระไตรปิฎก เล่ม 11 ก็อธิบาย แล้วคำนั้นมาในเล่ม 20 ด้วย ก็อธิบายอีก บางคำมาในเล่มอื่นๆ อีกหลายเล่ม อธิบายแล้วอธิบายอีกก็มี แถมพระอรรถกถาจารย์ที่ทำคำอธิบายในต่างเล่ม บางทีก็ต่างองค์ออกไปด้วย

เมื่อหลายสิบปีแล้ว อาตมาเริ่มคัดเอาคำอธิบายในแบบของ อรรถกถามาจัดวางเรียงตามลำดับอักษร โดยบอกที่มาเดิมไว้เพื่อความสะดวกในการศึกษาค้นคว้า ซึ่งจะได้เทียบเคียงคำอธิบายต่างแห่งต่างที่ไปพร้อมกันด้วย(ของเดิมก็รักษาไว้) แต่ไปเริ่มที่คำอธิบายในพระอภิธรรมปิฎกไปได้พักหนึ่งก็ค้าง ทำหลายเรื่องหลายอย่าง ชีวิตไม่พอ แต่ถ้าชีวิตยังคง ค่อยย้อนกลับไปคิดทำต่อ

ควรเข้าใจไว้ด้วยว่า วิธีทำอรรถกถา ซึ่งเป็นงานจำพวกไขขยายความ (“แก้อรรถกถา”) นั้น ไม่ใช่เป็นการแต่งเรื่องขึ้นใหม่ แต่เป็นการรวบรวมเรียบเรียง หรือประมวลสาระมาบอกเล่าอย่างเป็นระเบียบระบบ คือทำนองเดียวกับการทำ dictionary หรือพจนานุกรม ที่เขาใช้คำว่า “compile” นั่นเอง

อย่างไรก็ตาม งานของอรรถกถามิใช่จบแค่การแปลศัพท์ นิยามความหมายดังได้ว่ามา ซึ่งเป็นหน้าที่พื้นฐาน แต่อรรถกถานั้น ทั้ง แปลคำและอธิบายความคือมีงานหลัก 2 ชั้น เช่น เมื่อพรรณนา พระสูตรหนึ่งๆ อรรถกถาบอกความหมายของถ้อยคำที่ยากหรือที่สำคัญในพระสูตรนั้นแล้ว ก็อธิบายเนื้อความของพระสูตรนั้น