ลำดับญาณ ๑๖ โดยสังเขป

ในขั้นต้นพระโยคาวจรจะต้องเจริญวิปัสสนาเดินสายปัญญาโดยมีสติปัฏฐาน ๔ เป็นต้นทาง มีรูปนามเป็นอารมณ์ โดยใช้หลักการเรียนรู้มาก่อนเพื่อเข้าสู่วิปัสสนาญาณ ๑๖

๑. นามรูปปริจเฉทญาณ ปัญญากำหนดพิจารณารู้จักแยกรูปแยกนามออกจากกัน คือรู้ว่าอะไรเป็นรูป อะไรเป็นนาม เพราะรู้แจ้งชัดซึ่งรูปนาม
๒. ปัจจยปริคคหญาณ ปัญญากำหนดพิจารณารู้เหตุ รู้ปัจจัยของรูปนาม คือรู้ว่ารูปธรรม และนามธรรมทั้งหลายเกิดจากเหตุปัจจัย และเป็นปัจจัยแก่กันและกัน อาศัยรวมกันอยู่
๓. สัมมสนญาณ ปัญญากำหนดพิจารณาเห็นรูปนามเป็นพระไตรลักษณ์ปรากฏแจ้งชัด ๑๕ % คือกำหนดยกรูปนามขึ้นพิจารณาให้เห็นเป็นอนิจจัง ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ทนอยู่ไม่ได้ เป็นอนัตตา ไม่ใช่ตัว ไม่ใช่ตน
๔. อุทยัพพยญาณ ปัญญากำหนดพิจารณาเห็นความเกิดขึ้น และความดับไปของรูปนาม พระไตรลักษณ์ปรากฏชัดเจนแจ่มแจ้ง ๙๐ % สันตติขาดจนเป็นเหตุทราบชัดว่า สิ่งทั้งปวงมีความเกิดขึ้นแล้ว ก็ล้วนแต่ต้องดับไปเป็นธรรมดา
๕. ภังคญาณ ปัญญากำหนดพิจารณาเห็นเฉพาะความดับไปของรูปนาม คือ อุปาทะ ความเกิดขึ้น ฐิติ ความตั้งอยู่ มีอยู่ แต่ปรากฏไม่ชัดเจน เพราะวิปัสสนาญาณมีกำลังกล้าขึ้น รูปนามปรากฏเร็วขึ้น จึงเป็นเหตุให้พิจารณาเห็นชัดลงไปเฉพาะในส่วนแห่งความดับอันเป็นจุดจบสิ้น ว่า สังขารทั้งปวงล้วนดับสลายไปทั้งสิ้น
๖. ภยตูปัฏฐานญาณ ปัญญากำหนดพิจารณาเห็นรูปนามโดยความเป็นของน่ากลัว เพราะล้วนแต่ต้องแตกสลายไปทั้งสิ้น
๗. อาทีนวญาณ ปัญญากำหนดพิจารณาเห็นทุกข์เห็นโทษของรูปนาม คือเมื่อเห็นรูปนามล้วนแต่ดับสลาย เป็นของน่ากลัวมาตามลำดับแล้ว ย่อมพิจารณาเห็นว่า รูปนามทั้งปวงล้วนแต่เป็นทุกข์ เป็นโทษ
๘. นิพพิทาญาณ ปัญญากำหนดพิจารณาเห็นความเบื่อหน่ายในรูปนาม คือเมื่อเห็นทุกข์ เห็นโทษของรูปนามแล้ว ย่อมเกิดความเบื่อหน่าย คลายกำหนัด ไม่รื่นเริง เพลิดเพลิน หลงใหลในรูปนาม
๙. มุญจิตุกัมยตาญาณ ปัญญากำหนดพิจารณาปรารถนาอยากจะออก อยากจะหนี อยากหลุดพ้นไปจากรูปจากนาม เพราะพิจารณาเห็นทุกข์ เห็นโทษ และเกิดความเบื่อหน่ายในรูปนามที่ผ่านมา
๑๐. ปฏิสังขาญาณ ปัญญากำหนดกลับไปพิจารณาทบทวนพระไตรลักษณ์อีก เพื่อที่จะหาทางหลุดพ้นไปจากรูปนาม คือตั้งใจจริง ปฏิบัติจริง ไม่ย่อท้อ ใจหนักแน่นมั่นคง เข้มแข็ง เด็ดเดี่ยว สู้ตาย
๑๑. สังขารุเปกขาญาณ ปัญญากำหนดพิจารณาวางเฉยเป็นกลางในรูปนาม คือทราบชัดตามความเป็นจริงในรูปนามแล้วจึงเป็นผู้มีใจเป็นกลาง วางเฉยได้
๑๒. อนุโลมญาณ ปัญญากำหนดพิจารณารูปนามที่เป็นไปตามลำดับอนุโลมญาณต่ำ อนุโลมญาณสูง อันเป็นเครื่องตัดสินใจว่าไม่ผิดแน่ เพื่อเตรียมตัวเข้าสู่มรรค ผล นิพพาน โดยอาการของพระไตรลักษณ์ อาการใดอาการหนึ่ง
๑๓. โคตรภูญาณ ปัญญาที่โอนจากโคตรของปุถุชนเข้าสู่โคตรของพระอริยะ เพื่อจะหน่วงยึดเอาพระนิพพานเป็นอารมณ์
๑๔. มรรคญาณ ปัญญาที่ปหานกิเลสให้เป็น สมุทเฉทปหาน มีพระนิพพานเป็นอารมณ์
๑๕. ผลญาณ ปัญญาที่เป็นผลสืบเนื่องมาจากการที่มรรคญาณปหานกิเลสแล้วมีพระนิพพานเป็นอารมณ์
๑๖. ปัจจเวกขณญาณ ปัญญากำหนดพิจารณากิเลสที่ละได้แล้ว ที่ยังเหลืออยู่ ตลอดถึงมรรค ผล และนิพพาน นั่นหมายถึงพระโยควจรได้เข้าสู่ความพ้นทุกข์อย่างถาวรอย่างสิ้นเชิง

======

ในอุทยัพพยญาณ แบ่งเป็น ๒ ช่วง คือ ตรุณ และ พลว
ที่ติดวิปัสสนูปกิเลสก็ตรงตรุณ เพราะปัญญาแล่นเลยสติจึงเกิดวิปัสสนูฯ สติเกิดมากเท่าไหร่ไม่เป็นโทษ แต่ปัญญาที่แล่นเลยสติเกิดโทษคือเกิดวิปัสสนูฯ
วิปัสสนูมี ๑๐ ข้อนั้น ๙ ข้อแรกเป็นกุศล แต่ข้อที่ ๑๐ นี้เป็นตัณหาคือเป็นอกุศล ตัณหานี้แหละเข้าไปพอใจใน ๙ ข้อข้างต้นนั้น ทำให้ติดอยู่ตรงนี้ไม่ไปไหน ต้องเอาทั้ง ๙ ข้อข้างบนนี้ เกิดข้อไหนก็เอาข้อนั้นมาเป็นอารมณ์ให้สติในวิปัสสนารู้ไตรลักษณ์ ว่าไม่เที่ยงเป็นทุกข์เป็นอนัตตา จึงจะเป็นผู้ฉลาดของจริง แล้วจะผ่านตรุณอุทยัพพยญาณไปได้

ตั้งแต่ภังคญาณ เป็นต้นไปเริ่มประหาณอารัมมณานุสัยเป็นตทังคประหาณ และจะประหาณได้เด็ดขาดที่มรรคญาณค่ะเป็นสมุทเฉทปหาน
การปฏิบัติวิปัสสนานั้น เมื่อการปฏิบัตินั้นได้อานิสงส์ ๘ ประการครบเมื่อไร เมื่อนั้นจะเป็นปัจจัยให้ภยญาณเกิดติดต่อกันไป

ในอาทีนวญาณนั้นจะมีอารมณ์ที่ชัดเจน ๒ อารมณ์ อารมณ์หนึ่งเห็นโทษ ส่วนอีกอารมณ์หนึ่งคือแล่นเข้าสู่พระนิพพาน (เป็นอานิสสงค์ )ยิ่งเห็นทุกข์ ยิ่งโทษมากขึ้นเท่าไหร่ ก็ยิ่งระลึกเห็นถึงคุณของพระนิพพานมากขึ้นเท่านั้น จิตจะแล่นเข้าสู่พระนิพพาน ญาณนี้ตัณหาจะห่างออกไป คือ ตัณหา มานะ ทิฏฐิไม่ได้อาศัย ตัณหาจะเป็นปฏิปักษ์กับญาณนี้ ยิ่งปฏิบัติไปจิตใจยิ่งแห้งแล้งเพราะตัณหาฉาบทาไม่ได้ จึงจำเป็นต้องทำสมาธิเข้าช่วย เห็นประโยชน์หรือไม่ว่าทำไมต้องทำสมาธิ พอทำไปเรื่อยๆ จะต้องพึ่งการทำสมาธิด้วย

ในสังขารุเปกขาญาณ ก็มีติดตอนต้น และตอนปลาย ด้วยค่ะ ถ้าคนทั่วไปจะติดที่อุทยัพด้วย แต่สำหรับพระโสดาบันจนถึงพระอนาคามี ติดที่ตรงญาณนี้เท่านั้น

ส่วน ๓ ญาณนี้มีนิพพานเป็นอารมณ์
๑๓. โคตรภูญาณ ปัญญาที่โอนจากโคตรของปุถุชนเข้าสู่โคตรของพระอริยะ เพื่อจะหน่วงยึดเอา
พระนิพพานเป็นอารมณ์
๑๔. มรรคญาณ ปัญญาที่ปหานกิเลสให้เป็น สมุทเฉทปหาน มีพระนิพพานเป็นอารมณ์
๑๕. ผลญาณ ปัญญาที่เป็นผลสืบเนื่องมาจากการที่มรรคญาณปหานกิเลสแล้วมีพระนิพพานเป็นอารมณ์

โคตรภูญาณ มีนิพพานเป็นอารมณ์ แต่ญาณยังเป็นฝ่ายโลกียะอยู่ จึงเป็นญาณเดียวเท่านั้นที่เป็นโลกียะ แต่่มีอารมณ์ของฝ่ายโลกุตตระคือพระนิพพานแต่ยังไม่ได้ประหาณกิเลส ญาณที่ประหาณกิเลสได้คือมรรคญาณ

==========

ญาณที่ ๔. อุทยัพพยญาณ
ปัญญาของจิตที่กำหนดจนรู้เห็นไตรลักษณ์ชัดเจน อีกทั้งเห็นรูปนามดับไปในทันทีที่ดับ และเห็นรูปนามเกิดขึ้นในขณะที่เกิด(เห็นทันทั้ง ในขณะที่เกิดขึ้นและขณะที่ดับไป)
อุทยัพพยญาณมี ๒ ระดับคือตรุณอุทยัพพยญาณเป็นญาณที่ยังอ่อนอยู่และพลวอุทยัพพยญาณ เป็นญาณที่แก่กล้าแล้ว ตามที่คุณโสมได้อธิบายไว้แล้ว และชื่อญาณนี้ ปรากฏทั้งในพระไตรปิฎก คัมภีร์ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค และในคัมภีร์อรรถกถาด้วย

สภาวะธรรมของ ญาณระดับอ่อน(ตรุณะ) และญาณระดับแก่(พลวะ) ในญาณที่ ๔ มีดังนี้
ในระดับ(ตรุณะ) โยคีกำหนดรู้สภาวะต่างๆ ของรูปนามแล้วเห็นชัดว่าสภาวะดับหายไปเร็วขึ้นกว่าเดิม แม้แต่เวทนาที่เกิดขึ้น เมื่อกำหนดก็หายไปเร็วขึ้น ผู้ปฏิบัติมักจะเห็นสภาวะที่แปลกๆ มีภาพปรากฏให้เห็น มีแสงสว่างเข้ามาปรากฏอยู่บ่อยๆ (โอภาส) เนื่องจากโยคีไม่เคยเห็นแสงสว่างเช่นนี้มาก่อน ก็อาจจะสนใจดูหรืออาจเข้าใจผิดว่าได้บรรลุมรรค ผล นิพพาน ก็เป็นได้ สภาวะที่ปรากฎในญาณนี้ได้แก่

วิปัสสนูปกิเลส ๑๐ อย่าง

๑.โอภาส หมายถึง แสงสว่าง(ที่ปรากฏเป็นธรรมารมณ์ในใจ)
๒.ญาณ หมายถึง ความหยั่งรู้
๓. ปีติ หมายถึง ความอิ่มใจ
๔. ปัสสัทธิ หมายถึง ความสงบเย็น
๕. สุข หมายถึง ความสุขสบายใจ
๖. อธิโมกข์ หมายถึง ความน้อมใจเชื่อ ศรัทธาแก่กล้า ความปลงใจ
๗. ปัคคาหะ หมายถึง ความเพียรที่พอดี
๘. อุปัฏฐาน หมายถึง สติแก่กล้า สติชัด
๙. อุเบกขา หมายถึง ความมีจิตเป็นกลาง
๑๐. นิกันติ หมายถึง ความพอใจ ติดใจในอุปกิเลส ๙ ข้อข้างต้น (จัดเป็นตัณหาที่ละเอียดอ่อนที่สุด)

วิปัสสนูปกิเลสทั้งสิบนี้ เป็นภาวะที่น่าชื่นชมอย่างยิ่ง และไม่เคยเกิดมี ไม่เคยประสบมาก่อน จึงชวนให้ผู้ปฏิบัติเข้าใจผิด คิดว่าตนบรรลุมรรคผลแล้ว หรือหลงยึดเอาคิดว่าวิปัสสนูปกิเลสนั้นเป็นทางที่ถูก ถ้าหลงไปตามนั้นก็เป็นอันพลาดจากทาง เป็นอันปฏิบัติผิดไป คือพลาดทางวิปัสสนา แล้วก็จะทิ้งกรรมฐานเดิมเสีย นั่งชื่นชมอุปกิเลสของวิปัสสนาอยู่นั่นเอง

แต่ถ้ามีสติสัมปชัญญะแก้ไขได้ ก็จะกำหนดได้ว่าวิปัสสนูปกิเลสนั้นไม่ใช่ทาง รู้เท่าทัน เมื่อมันเกิดขึ้น ก็กำหนดพิจารณาด้วยปัญญาว่า โอภาสนี้ ญาณนี้ ฯลฯ หรือนิกันตินี้ เกิดขึ้นแล้วแก่เรา แต่มันเป็นของไม่เที่ยง เกิดจากปัจจัยปรุงแต่ง จะต้องเสื่อมสิ้นไปเป็นธรรมดา แล้วกำหนดวิปัสสนาญาณที่ดำเนินถูกทาง ซึ่งจะพึงเดินต่อไป

ในวิปัสสนูกิเลสนั้นเป็นของดี แต่ถ้าผู้ปฏิบัติไม่รู้เท่าทันก็จะกลายเป็นของไม่ดีไป ซึ่งจะอยู่ในข้อที่ ๑๐ คือ นิกันติ ดังจะเห็นได้ว่า
วิปัสสนูปกิเลสจะไม่เกิดขึ้นแก่
๑. พระอริยสาวก ผู้บรรลุปฏิเวธแล้ว
๒. ผู้ปฏิบัติผิด (เริ่มต้นมาแต่ศีลวิบัติ)
๓. ผู้ละทิ้งกรรมฐาน
๔. บุคคลเกียจคร้าน (แม้ปฏิบัติถูกมาแต่เริ่มต้น)
แต่จะเกิดขึ้นแก่ผู้ปฏิบัติโดยชอบ ประกอบความเพียร ผู้เริ่มต้นบำเพ็ญวิปัสสนาแล้ว เท่านั้น

======

ญาณ ๑๖ วิสุทธิ ๗ ปรับเข้ากันได้ดังนี้ 

สีลวิสุทธิ จตุปาริสุทธิสีล 
๑. ปาฏิโมกขสังวรสีล ให้ตั้งอยู่ในสีล
๒. อินทรียสังวรสีล สำรวมระวังอินทรียทั้ง ๖
๓. อาชีวปาริสุทธิสีล มีความเป็นอยู่โดยบริสุทธิ
๔. ปัจจยสันนิสสิตสีล พิจารณาก่อนบริโภค

– จิตตวิสุทธิ 
ขณิกสมาธิ ไม่เผลอไปจากปัจจุบันธรรม

– ทิฏฐิวิสุทธิ 
นามรูปปริจเฉทญาณ กำหนดแจ้งในรูปและนาม ละ สักกายทิฏฐิ เห็นผิดว่าเป็นตัวเป็นตน เป็น ญาตปริญญา

– กังขาวิตรณวิสุทธิ 
ปัจจยปริคคหญาณ รู้แจ้งปัจจัยแห่งรูปและนาม ละ อเหตุกทิฏฐิ เห็นผิดว่าไม่มีเหตุละ วิสมเหตุกทิฏฐิ ยึดในเหตุที่ไม่เหมาะสม ละ กังขามลทิฏฐิ หม่นหมองเพราะสงสัย เป็น ญาตปริญญา

– มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ
สัมมสนญาณ
เห็นความเกิดของรูปนาม ละสมูหัคคาหะ การยึดเรา ยึดเขาเป็น ญาตปริญญา
ตรุณอุทยัพพยญาณ เห็นทั้งความเกิดและความดับของรูปนาม แต่ยังมีวิปัสสนูปกิเลสมารบกวนอยู่ ละ อมัคเคมัคคสัญญา สัญญาที่เข้าใจผิดเป็น ตีรณปริญญา

– ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ 
พลวอุทยัพพยญาณ เห็นทั้งความเกิดและความดับของรูปและนาม โดยปราศจากวิปัสสนูปกิเลสแล้วละ อุจเฉททิฏฐิ เห็นผิดว่าตายแล้วสูญเป็น ตีรณปริญญา
ภังคญาณ เห็นแต่ความดับของรูปนาม ละ สัสสตทิฏฐิ เห็นผิดว่าเที่ยงเป็น ปหานปริญญา
ภยญาณ เกิดปัญญารู้แจ้งว่า รูปและนามนี้เป็นภัย ละ สภเยอภยสัญญา สัญญาที่ไม่แจ้งในภัย เป็น ปหานปริญญา
อาทีนวญาณ เกิดปัญญารู้แจ้งว่า รูปและนามนี้เป็นโทษ ละ อัสสาทสัญญา สัญญาที่ยินดี เป็น ปหานปริญญา
นิพพิทาญาณ เกิดปัญญาเบื่อหน่ายในรูปนาม ละ อภิรติสัญญา สัญญาที่เพลิดเพลิน เป็น ปหานปริญญา
มุญจิตุกมยตาญาณ อยากพ้นจากรูปนามละ อมุญจิตุกามภาวะ การข้องอยู่ในกาม เป็น ปหานปริญญา
ปฏิสังขาญาณ หาอุบายที่จะให้พ้นจากรูปนาม ละ อปฏิสังขาน การยึดโดยไม่ไตร่ตรอง เป็น ปหานปริญญา
สังขารุเบกขาญาณ วางเฉยต่อรูปนาม ละ อนุเปกขณะ การยึดโดยไม่วางเฉย เป็น ปหานปริญญา
อนุโลมญาณ คล้อยตามให้เห็นอริยสัจจ ละ สัจจปฏิโลมคาหะ การยึดโดยไม่คล้อยตามสัจจะ เป็น ปหานปริญญา จัดเป็นปฏิปทาญาณทัสสนาวิสุทธิโดยปริยาย
โคตรภูญาณ ปัญญาแจ้งในพระนิพพาน เป็น ปหานปริญญา

– ญาณทัสสนวิสุทธิ 
มัคคญาณ ปหานกิเลสเป็นสมุจเฉท เป็น ปหานปริญญา จัดเป็น ญาณทัสสนวิสุทธิ โดยอนุโลม
ผลญาณ เสวยอารมณ์พระนิพพานตามมัคค
ปัจจเวกขณญาณ พิจารณามัคคผล นิพพานและกิเลสที่ละแล้ว กิเลสที่ยังคงเหลือ

 

source :- http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?t=51757