ลุกขึ้นไปใส่บาตรตอนพาหุง
—————————-
ถ้ายังไม่รู้ ก็อย่าเพิ่งเลิก

……….

บาลีวันละคำ ประจำวันที่ ๒๖ มีนาคม ๒๕๖๐ คำว่า “พาหุง” ผมเขียนไว้ตอนหนึ่ง มีข้อความว่า –

……….

มีธรรมเนียมพื้นถิ่นที่ปฏิบัติกันทั่วไปอย่างหนึ่งคือ เมื่อพระขึ้นบทพาหุง ญาติโยมจะลุกขึ้นไปใส่บาตร มีคำถามว่า ทำไมจึงทำเช่นนั้น

ผู้เขียนบาลีวันละคำขอเสนอแนวคิดในการตอบคำถามข้อนี้ดังนี้ –

บทพาหุงบทแรกกล่าวด้วยเรื่องพระพุทธเจ้าทรงชนะมารด้วยทานบารมี ถอดเป็นคำพูดที่สมมุติว่าพระสนทนากับญาติโยมได้ว่า …

… โยมรู้ไหมว่าพระพุทธเจ้าชนะมารได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าเพราะอะไร ก็เพราะพระองค์บำเพ็ญทานบารมีนะสิ ทานบารมีคืออะไร ก็คือการทำบุญถวายทาน อย่างการใส่บาตรนี่แหละใช่เลย พระขึ้นพาหุงแล้วโยมจะมามัวนั่งเฉยอยู่ทำไม ลุกขึ้นไปใส่บาตรกันสิ จะได้ชนะมารเหมือนพระพุทธเจ้ายังไงล่ะ …

จึงถือกันเป็นธรรมเนียมสืบมาว่า เมื่อพระขึ้นบทพาหุงในงานบุญ ญาติโยมต้องลุกขึ้นไปใส่บาตร

……….

มีญาติมิตรแสดงความเห็นมาว่า ….

อ้อ หลวงพ่อสนับสนุนนี่เอง พอขึ้น พาหุง ปุ๊บ ญาติโยมก็เลยพากันไปใส่บาตรกันหมด อยากชนะมารเหมือนพระพุทธเจ้า ไม่มีใครนั่งฟังพระสวดกันเลย จึงรู้อย่างเดียวคือ พอได้ยิน พาหุง เมื่อไหร่รีบลุกขึ้นไปแย่งกันใส่บาตร บางงานส่งเสียงกลบเสียงพระสวด

บางงาน พระส่งสัญญาณบอกเจ้าภาพให้รีบไปใส่บาตร

ชาวบ้านก็เลยไม่รู้จัก ชยมังคลัฏฐกคาถา รู้แต่คำว่า พาหุง แปลว่า “เร็วๆ รีบไปใส่บาตร” แม้ว่าจะนับถือพุทธศาสนามาแต่เกิด และน้อยคนที่จะสวดเองได้

…………….

ธรรมเนียมที่ว่า เมื่อพระสวดบทพาหุง ก็ให้พากันไปตักบาตร..
ผมก็เคยถามท่านผู้รู้หลายท่าน ท่านก็ให้คำตอบเป็นแนวเดียวกับที่ท่านอาจารย์บอกมา บางที่พระเป็นผู้บอกโยมเองด้วยซ้ำ
แล้วก็จะเกิดคำถามตามมาว่า การกระทำเช่นนั้น จะไม่เป็นการแสดงความไม่เคารพธรรมหรือ

เพราะช่วงนั้น ดูไปแล้ว เป็นช่วงที่วุ่นวายมาก

……………

ทำกันมานานจนกลายเป็นประเพณีแล้ว คนก็เลยรู้จักอย่างเดียว พาหุง หมายถึง รีบใส่บาตร ขนาดคนที่ตั้งใจนั่งพนมมือตั้งใจฟังพระสวดให้จบอยู่ก็ยังถูกเรียก หรือถูกฉุดให้รีบไปใส่บาตร

ส่วนอีก ๗ คำ คือ มาราติเรก … ทุคคาหะ นั่นไม่รู้จัก

(จบความเห็น)

————–

ตามความเห็นที่ยกมาแสดงนี้ มีประเด็นสำคัญ คือ

๑ ลุกไปใส่บาตรตอนพระสวดบทพาหุงเป็นการขาดความเคารพพระธรรม

๒ คนก็เลยรู้จักอย่างเดียวว่า พาหุง หมายถึง รีบใส่บาตร ส่วนอีก ๗ คำ คือ มาราติเรก … ทุคคาหะ นั่นไม่รู้จัก

…………….

ผมขออนุญาตแสดงความเห็นรวมๆ กันไปนะครับ

ผมนึกถึงปัญหาที่มีท่วงทีคล้ายๆ กับปัญหาข้างต้น นั่นก็คือ เสียงบ่นของคนทั้งหลายว่า ไปฟังสวด (หมายถึงสวดพระอภิธรรมงานศพ) แล้วฟังไม่รู้เรื่องว่าพระท่านสวดอะไร รู้แต่ว่าเป็นภาษาบาลี แต่ไม่รู้เรื่อง ทำไมพระจึงไม่สวดให้ฟังรู้เรื่อง

ผมเข้าใจว่าเสียงบ่นนี้คงจะโดนใจคนทั่วไป เพราะเป็นเรื่องจริงที่เจอกันมาด้วยตัวเองทั้งนั้น

แต่เรื่องจริงอีกเรื่องหนึ่งซึ่งท่านที่บ่นดังว่านั้นก็ไม่รู้เรื่องด้วย ทั้งอาจไม่รู้ด้วยซ้ำไปว่าตนไม่รู้เรื่อง ก็คือเรื่องจริงที่ว่าเขาสวดพระอภิธรรมในงานศพไปทำไม

ถ้าศึกษาให้รู้เรื่องว่าสังคมไทยเราทำไมต้องสวดพระอภิธรรมในงานศพ ผมเชื่ออย่างยิ่งว่าบรรดาท่านทั้งหลายที่บ่นว่าฟังพระสวดแล้วไม่รู้เรื่องนั้นจะต้องเข้าใจได้ดีว่าควรจะเลิกบ่น หรืออีกนัยหนึ่งก็คือควรจะปรับกระบวนคิดกันใหม่

——————

การที่พระสวดเป็นภาษาบาลีนั้น ถ้าถอยไปให้ถึงใกล้ๆ พุทธกาล หมายถึงถ้าพระสวดให้คนอินเดียสมัยโน้นฟัง ปัญหาฟังไม่รู้เรื่องจะไม่เกิดเลย เพราะทั้งผู้สวดทั้งผู้ฟังใช้ภาษาเดียวกัน จะมีผลเท่ากับคนไทยใช้ภาษาไทยนั่งคุยกันในทุกวันนี้นั่นเอง

เมื่อพระพุทธศาสนามาถึงเมืองไทยนั้น ภาษาบาลีอันเป็นภาษาต้นฉบับคำสอนก็ได้เข้ามาด้วย แล้วก็เข้าไปปรากฏตัวอยู่ในพิธีการต่างๆ ทั่วไป

ลองนึกถึงพิธีอุปสมบทก็จะเข้าใจได้ทันที แม้ทุกวันนี้ก็ยังต้องสวด-ซึ่งอันที่จริงก็คือการพูดการบอกกล่าวธรรมดานี่เอง-แต่เป็นภาษาบาลี

เพียงแต่ในพิธีอุปสมบทนั้นไม่ยักมีใครบ่นว่าฟังไม่รู้เรื่อง ทั้งนี้เพราะพากันเข้าใจว่าไม่ใช่เรื่องของเรา เป็นเรื่องของพระท่าน

เพราะฉะนั้น พิธีการหลายๆ อย่างที่มีการสวดเข้าไปเกี่ยวข้อง เราจึงต้องเข้าใจให้ถูกต้องว่ามันมีเงื่อนแง่ซับซ้อนกันอยู่ นั่นก็คือ –

เป็นการพูดการกล่าวการบอกเล่าเป็นแบบแผนหรือเป็นทางการโดยใช้ภาษาบาลีติดมาตั้งแต่ดั้งเดิม นี่ชั้นหนึ่ง

แล้วยังมีความต้องการจะ “รู้เรื่อง” ของคนชั้นหลังที่ไม่รู้ภาษาบาลีซ้อนเข้ามาอีกชั้นหนึ่ง

ตรงนี้แหละที่เป็นปัญหา เพราะคนชั้นหลังเขาไม่สนใจจะรู้ภาษาบาลี เขาสนใจแต่จะรู้เรื่องเท่านั้น ถ้าสมมุติว่าเขารู้ภาษาบาลี หรือรู้เข้าใจว่าพระท่านสวดอะไร เหมือนคนในอินเดียเมื่อครั้งพุทธกาลรู้ หรือเหมือนคนไทยใช้ภาษาไทยนั่งคุยกัน ก็จะไม่เกิดปัญหาอะไรเลย

เมื่อสนใจแต่จะรู้เรื่องท่าเดียว ก็ทำให้ละเลยรูปแบบพิธีการซึ่งซ้อนหรือซ่อนอยู่ในความไม่รู้เรื่องนั้น นอกเสียจากรูปแบบบางอย่างที่ทำกันจนฝังรากลึก เช่นเวลาพระอนุโมทนา ยะถา-สัพพี

อนุโมทนา ยะถา-สัพพี ก็คือการที่พระบอกข้อความอย่างหนึ่งแก่ญาติโยม ซึ่งชั้นเดิมแท้นั้นทั้งพระทั้งโยมต่างก็รู้เรื่อง แต่พอการบอกกล่าวเช่นนั้นมาถึงบ้านเราและทำกันจนเป็นพิธีการ คราวนี้จะรู้เรื่องหรือไม่รู้เรื่องก็ไม่ติดใจแล้ว เพราะใจยอมรับไปแล้วว่านั่นเป็นพิธีการ ไม่มีใครบ่นหรือเรียกร้องให้พระอนุโมทนายะถา-สัพพีเป็นภาษาที่ฟังรู้เรื่อง

ขยายวงไปที่การสวดมนต์ในพิธีการต่างๆ แล้วเอาหลักนี้เข้าไปจับ ก็จะเริ่มเข้าใจขึ้นว่า เออ จริงสิ พระสวดมนต์ในพิธีทำบุญนั่นนี่โน่นไม่เห็นมีใครบ่นทั้งๆ ที่ก็ฟังไม่รู้เรื่องแบบเดียวกับสวดศพนั่นเอง

——————

มีแนวคิดที่น่าสนใจจากพระเถระรูปหนึ่ง คือพระธรรมปัญญาภรณ์ (ไพบูลย์ ชินวํโส ป.ธ.๗) เจ้าอาวาสวัดมหาธาตุ ราชบุรี และเจ้าคณะจังหวัดราชบุรี ท่านบอกว่า

“ฟังสวดเอาสมาธิ
ฟังเทศน์เอาปัญญา”

อธิบายว่า เมื่อใดพิธีการใดก็ตามที่มีการสวดมนต์ ผู้ฟังพึงตั้งหลักว่าเราจะฟังเพื่อให้จิตเป็นสมาธิ โดยการเอาสติกำหนดตามเสียงที่พระสวดให้ทันทุกพยางค์ทุกคำ ไม่ต้องตั้งเจตนาที่จะรู้เรื่องใดๆ

พระท่านสวดคำว่า “นะ” เราก็กำหนดรู้ว่ากำลังได้ยินเสียง “นะ”
พระท่านสวดคำว่า “โม” เราก็กำหนดรู้ว่ากำลังได้ยินเสียง “โม”

ไม่ว่าพระท่านจะสวดคำว่าอะไร ได้ยินชัดหรือไม่ชัด รู้หรือไม่รู้ว่าแปลว่าอะไร ไม่ต้องสนใจ ให้สนใจแต่เพียงว่า-กำหนดรู้ว่ากำลังได้ยินคำนั้น แล้วก็คำนั้น แล้วก็คำนั้น ตามไปเรื่อยๆ ให้ทันทุกคำไป

บทหนึ่งที่ผมใช้เป็นบทฝึกเสมอ และดีมากๆ ก็คือ บท “เหตุปัจจะโย” ในพิธีสวดพระอภิธรรม

วิธีฝึกก็คือ เมื่อพระสวดคำว่า “–ปัจจะโย” ทีหนึ่ง ก็นับหนึ่ง แล้วก็นับสอง นับสาม ตั้งสตินับตามไปเรื่อยๆ จนจบ แล้วสรุปว่านับได้กี่โย

คำตอบคือมี ๒๔ ปัจจะโย ถ้าตั้งสติกำหนดนับตามได้ครบ ก็จะได้ ๒๔ ปัจจะโยครบถ้วน

ต่อไป เมื่อรู้คำตอบล่วงหน้าแล้วเช่นนี้ก็ไม่มีปัญหาว่ามีกี่โย แต่ให้กำหนดให้ละเอียดขึ้นไปอีกว่า โยที่เท่าไรเป็นอะไรโย พระสวดจบที่หนึ่ง โยนั้นเป็นโยที่เท่านั้น พอพระขึ้นจบที่สองก็กำหนดตามไปว่า โยนั้นคงเป็นโยที่เท่านั้นตรงกับในจบแรกหรือเปล่า หรือว่าเพี้ยนไป-อย่างนี้เป็นต้น

บทอื่นในงานอื่นก็ใช้หลักการเดียวกันนี้

นี่คือเทคนิคในการฟังสวดเอาสมาธิ

ผลก็คือจิตจะดิ่งนิ่งไปกับบทที่สวด ไม่ฟุ้งซ่านส่งไปอื่น (เช่นคุยกัน หรือนั่งดูนั่นโน่นนี่เรื่อยเปื่อย)

บุญเกิดขึ้นที่ตรงนี้

คราวนี้ ถ้าใครอยากรู้เรื่องก็หาโอกาสไปฟังเทศน์สิ เพราะฟังเทศน์ฟังเอาปัญญา

คำว่า “ฟังเทศน์” เป็นเพียงภาษาชนิดหนึ่งในยุคสมัยหนึ่ง ถ้าถอดความออกมาเป็นภาษาในยุคนี้ ฟังเทศน์ไม่ได้จำกัดเฉพาะฟังพระนั่งเทศน์บนธรรมาสน์ นั่นเป็นเพียงรูปแบบชนิดหนึ่งเท่านั้น แต่โดยเนื้อหาสาระแล้ว การอ่านหนังสือ การสนทนาธรรม ฟังวิทยุ ดูโทรทัศน์ ฯลฯ มีสาระเท่ากับ “ฟังเทศน์” ทั้งสิ้น

มีเวลา-หรือไม่ก็พยายามหาโอกาสหาเวลา-อ่านเข้าไปสิ ฟังเข้าไปสิ

ถ้าจับหลักได้อย่างนี้ก็ไม่จำเป็นเลยที่จะไปเอาเป็นเอาตายกันตรงที่พระสวดพระอภิธรรม ฉันจะต้องฟังรู้เรื่องเฉพาะในเวลานั้นเท่านั้น ฉันจะไม่ไปรู้เรื่องเอาในเวลาอื่น เพราะฉะนั้น ณ วินาทีนั้นพระจะต้องสวดให้ฉันฟังรู้เรื่อง ฯลฯ

——————

คราวนี้ลองเอาหลักนี้มาจับกับการสวดถวายพรพระดูเถิด หลักการเดียวกัน ตั้งแต่พระขึ้นนะโม อิติปิโส พาหุง มหากาฯ ภะวะตุ สัพฯ ถ้าถอยไปครั้งพุทธกาลก็มีค่าเท่ากับคนไทยคุยกันเป็นภาษาไทย แต่เมื่อตกมาถึงวันนี้กลายเป็นพิธีการชนิดหนึ่ง

ใช้หลักการที่พระท่านว่า-เราก็ฟังเอาสมาธิไปสิ

ถ้าอยากรู้เรื่อง ก็ไปหาบทถวายพรพระที่มีผู้แปลไว้แล้วมาอ่าน หาคำอธิบายขยายความที่มีผู้อธิบายไว้แล้วมาศึกษา เราก็จะรู้เรื่อง และมีความรู้ครบถ้วนทุกบท

พระท่านสวดประมาณครึ่งชั่วโมง แต่เวลาอีก ๒๓ ชั่วโมงครึ่ง เราหาช่วงว่างไม่ได้เลยเชียวหรือ-สำหรับที่จะศึกษาเรียนรู้เรื่องที่เรายังไม่รู้และโหยหาว่าทำไมพระไม่สวดให้รู้เรื่อง

ไม่จำเป็นจะต้องมาเอาเป็นเอาตายจะรู้เรื่องให้ได้เอาตอนที่เป็นพิธีการนี้ก็ได้ไม่ใช่หรือ

——————

ทีนี้ ประเด็นที่ว่าไม่เคารพพระธรรม-กรณีพระกำลังสวด แล้วเราลุกขึ้นไปใส่บาตร ประเด็นนี้ต้องพิจารณาด้วยใจเป็นธรรมว่า ความเคารพแสดงออกได้ ๓ ทวาร คือทางกาย ทางวาจา ทางใจ

แสดงความเคารพได้พร้อมกันทั้ง ๓ ทวาร นับว่าเป็นเลิศ แต่เมื่อมีเหตุผลเป็นอย่างอื่นที่ควรจะรับฟังได้ เคารพโดยทวารใดทวารหนึ่งก็ยังได้ชื่อว่าแสดงความเคารพอยู่นั่นเอง หาได้ขาดความเคารพไม่

ลุกขึ้นไปใส่บาตรด้วย แสดงความเคารพไปด้วย ได้หรือไม่?

ตอบว่าได้อย่างยิ่ง เริ่มตั้งแต่กำหนดจิตว่าจะลุกขึ้น ทำความรู้สึกตัวว่ากำลังลุกขึ้น มือกำลังหยิบขันข้าว เท้ากำลังก้าวเดิน หูได้ยินเสียงพระสวดพาหุงถึงบทนั้น แล้วก็ต่อไปบทนั้น กำหนดตามเสียงไปด้วย มือจับทัพพีตักข้าวใส่บาตร จากบาตรหนึ่งต่อไปอีกบาตรหนึ่ง แม้ขณะนั้นจะเบียดกับคนนั้น ดันกับคนนี้ แต่ก็กำหนดจิตว่าเรากำลังบำเพ็ญทานมัยบุญกิริยา … กำหนดจิตอย่างนี้ตลอดตั้งแต่ลุกขึ้นจนกระทั่งกลับมานั่งที่เดิม

คติเดิม (ลุกขึ้นไปใส่บาตรตอนพระขึ้นพาหุง) ก็ยังรักษาไว้ได้
สาระทางจิตใจก็ทำได้ครบ

นี่คือการปฏิบัติธรรม ปฏิบัติบูชา เป็นการแสดงความเคารพอย่างยิ่ง

กรุณาอย่าเอากิริยาอาการเอะอะวุ่นวายชุลมุนชุลเกเข้ามาเป็นตัวตัดสิน เพราะนั่นเป็นความบกพร่องของคน แต่หลักการหาได้บกพร่องไม่ เป็นเรื่องที่ควรจะช่วยกันพัฒนาการกระทำของคนให้ประณีตขึ้นไปหาหลักการ

ไม่ใช่ล้มหลักการ หรือดึงหลักการลงมาหาความหยาบกระด้างตามอัธยาศัยของคน

——————

ความคิดอีกอย่างหนึ่งของคนเก่าที่บอกกันต่อมาก็คือ อะไรที่ทำกันมาและยังทำกันอยู่ ถ้าเรายังไม่เข้าใจเหตุผลที่ถูกต้องถ่องแท้ ก็อย่าเพิ่งไปล้มเลิกหรือเปลี่ยนแปลงตามใจชอบ แต่ควรรักษาไว้และส่งมอบกันต่อไป คนรุ่นต่อไปเขาจะได้มีโอกาสได้รู้ได้เห็นอย่างที่เราได้รู้เห็น อาจมีคนที่เขาฉลาดกว่ารุ่นเราพบคำตอบที่เป็นเหตุเป็นผล แล้วชักชวนกันทำตามด้วยเหตุผลที่ถูกต้องต่อไป

โปรดค่อยๆ พิจารณา ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยกับความเห็นหรือเหตุผลที่ผมนำมาแสดง

แต่ผมเชื่อว่าวิธีแบบนี้เป็นวิธีหยิบฉวยเอาประโยชน์จากสิ่งที่เราจำเป็นต้องมีหรือต้องอยู่กับมัน โดยไม่จำเป็นต้องไปเปลี่ยนแปลงหรือทำลายมัน ตราบเท่าที่สิ่งนั้นยังไม่ได้ทำลายเราหรือทำลายใคร

นาวาเอก ทองย้อย แสงสินชัย
๔ เมษายน ๒๕๖๐
๑๒:๕๘