วินิจฉัยเรื่องการ รับของโจร และฟอกเงินของธัมมชโย

วินิจฉัยเรื่องการ รับของโจร และฟอกเงินของธัมมชโย

ในเบื้องต้น ควรทราบหลักการสำคัญของอทินนาทานก่อนว่า มีหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ในการกำหนดว่า เป็นอทินนาทาน อย่างไร เพื่อใช้เป็นหลักในการตัดสินอธิกรณ์ที่เกี่ยวด้วยการถือทรัพย์สิน และความเป็นอทินนาทาน

องค์ของอทินนาทาน (องค์ประกอบในการตัดสินว่า เป็นอทินนาทาน คือถือเอาสิ่งของหรือทรัพย์สินที่เขาไม่ได้ให้ โดยอาการเป็นขโมย) 

       ๑. ปรปริคฺคหิตํ ทรัพย์นั้นมีเจ้าของ (คือถือกรรมสิทธิ์อยู่)
       ๒. ปรปริคฺคหิตสญฺญิตา รู้อยู่ว่า เป็นของที่เจ้าของหวงแหน คือเขายังไม่สละกรรมสิทธิ์ (ถ้าเขาให้ ก็ถือว่าเขาสละสิทธิ์ในการยึดครอง)
       ๓. เถยฺยจิตฺตํ จิตคิดลัก มีไถยจิต คือมีเจตนาจะลัก
       ๔. อุปกฺกโม พยายามลัก
       ๕. เตน หรณํ ลักมาได้ด้วยความพยายามนั้น

ปโยค (ความพยายาม) ของอทินนาทาน มี ๖

       ๑. สาหตฺถิกปโยค ลักด้วยตนเอง
       ๒. อาณตฺติกปโยค ใช้ผู้อื่นลัก (กำหนดเวลา)
       ๓. นิสฺสคฺคิยปโยค ลักโดยทิ้งสิ่งของที่เสียภาษีให้พ้นเขตแดน
       ๔. ถาวรปโยค ลักโดยถาวร คือสั่งให้คนอื่นลักเวลาไหนก็ได้ เมื่อเขาลักได้มา (ตลอดที่มีชีวิตอยู่ก็เป็นอทินนาทาน)
       ๕. วิชฺชามยปโยค ลักโดยใช้วิชาความรู้ในทางที่ผิด เช่น สกดให้เจ้าของหลับ, ลักทาง ATM
       ๖. อิทฺธิมยปโยค ลักด้วยฤทธิ ด้วยเดช เช่น ดำดิน เหาะขึ้นฟ้า ไปลัก

ลักษณะการได้ทรัพย์นั้นมา (อวหาร) จะได้ด้วยอาการ ๕ อย่าง คือ
       ๑. เถยยาวหาร โดยการขโมย
       ๒. ปสัยหาวหาร โดยข่มขี่ ปล้นเอาซึ่ง ๆ หน้า โดยใช้กำลังประทุษร้าย
       ๓. ปฏิจฉันนาวหาร ลักซ่อน ลักด้วยการปกปิดซ่อนเร้น เห็นของเขาตกอยู่แกล้งเอาวัตถุอื่นปิดไว้ไม่ให้เจ้าของเขาเห็น เป็นต้น หรือ… คอรัปชั่น กินตามน้ำ ไม่เสียภาษี, หนีภาษี…ปกปิดข้อมูล ของหนักไม่ถึงกิโลฯ บอกว่าได้กิโล, หรือของเขาได้น้ำหนักมาก ก็บอกว่าได้น้ำหนักน้อย…เป็นต้น
       ๔. ปริกัปปาวหาร ลักโดยกำหนดของที่จะลัก เช่นตั้งใจลักกางเกง ไปยกกล่องมา ปรากฎว่าในกล่องไม่มีกางเกง มีแต่กระโปรง เปลี่ยนใจใหม่ว่า กระโปรงก็เอา, หรือกำหนดขอบเขตที่จะลัก ลักตามขอบเขตนั้น
       ๕. กุสาวหาร ลักโดยสับสลาก สับเปลี่ยนสิ่งของ, สับเปลี่ยนชื่อของตนเอง เป็นต้น

หมายเหตุ : ข้อว่าด้วยอทินนาทานนี้ มีนัยะที่พิสดารอย่างมาก…ที่เป็นรายละเอียด ต้องศึกษาจากคัมภีร์สมันตปาสาทิกาอรรถกถา เป็นคัมภีร์อธิบายพระวินัยปิฎกอย่างละเอียด, เป็นหลักสูตรการเรียนการสอนวิชาแปลมคธเป็นไทย ของบาลีชั้นประโยค ป.ธ.๖ – ๗ ) ถ้าจะเรียนแบบง่าย ๆ ก็ต้องเรียนตามหลักสูตรของอภิธรรมชั้นมัชฌิมอาภิธรรมิกตรี (กัมมจตุกกะ)

========000=========

วินิจฉัยเรื่องการ รับของโจร และฟอกเงินของธัมมชโย
DSI ได้แจ้งข้อกล่าวหากับพระธัมมชโย ว่า
       – รับของโจร
       – ฟอกเงิน

และแจ้งอาบัติในทางวินัยบัญญัติ ว่าเป็นอาบัติ “ปาราชิก”

       การวินิจฉัยว่ารับของโจร ตามหลักวินัย ต้องเอาองค์ของอทินนาทาน เข้าไปจับ คือ ภิกษุที่จะลักสิ่งของ ต้องเข้าองค์ประกอบดังนี้
       ๑. ทรัพย์นั้น (เงิน) มีเจ้าของ (โดยหลักการทั่วไปต้องถือว่ามีเจ้าของ แม้ตกอยู่ หรือวางอยู่ในที่ใดที่หนึ่ง ก็ยังถือว่ามีเจ้าของ)
       ๒. รู้ว่าทรัพย์ (เงิน) นั้น เจ้าของยังหวงแหน คือยังไม่ได้สละให้ ด้วยอาการอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น ยกให้ (ประเคน), มอบให้ (กล่าววาจา), เซ็นต์ใบสั่งให้….เป็นต้น
       ๓. มีจิตคิดจะลัก คือมีเจตนาถือเอาทรัพย์นั้นโดยที่เจ้าของเขายังไม่ได้ให้ (ตามข้อ ๒)
       ๔. มีความพยายาม ใช้ความพยายาอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น ใช้มือ ใช้เท้า ใช้วาจาหว่านล้อม ใช้ยานพาหนะ หรือใช้วิชาอาคมต่าง ๆ ในการพยายามลักทรัพย์นั้น
       ๕. ได้ทรัพย์นั้นมา ด้วยความพยายามนั้น

เราไม่อาจจะทราบรายละเอียดแน่ชัดได้ว่า พระธัมมชโย ได้ทรัพย์(เงิน-ทอง) นั้นอย่างไร ? ข้อกล่าวหายังคลุมเครือกว้างขวาง อย่างเช่นคำว่า “รับของโจร”
       – ภิกษุรับสิ่งของที่เขาให้ เขาถวายให้ มอบให้ ไม่ผิดองค์อทินนาทาน เพราะไม่ได้ถือเอาโดยพละการ, รับเอาทรัพย์ที่เขาสละแล้ว (บริจาค)
       – ในอาบัติปาราชิก สิกขาบทว่าด้วยข้ออทินนาทาน (ลักทรัพย์) นี้ เป็นสจิตตกะ คือต้องมีเจตนาในการที่จะลักทรัพย์ เมื่อทรัพย์นั้น เจ้าของเขาเอามาถวาย จึงถือว่าเขาได้ให้แล้ว ถ้าทรัพย์นั้น เป็นของไม่บริสุทธิ์ ก็ถือว่า ไม่บริสุทธิ์ฝ่ายผู้ให้ (ทายก) ในชั้นของผู้รับ (ปฏิคคาหก) ไม่จัดว่า “ไม่บริสุทธิ์” เพราะผู้รับไม่อาจล่วงรู้ได้ว่า ทรัพย์ที่มีผู้นำมาถวายนั้น เป็นของบริสุทธิ์หรือไม่บริสุทธิ์…ฯ (มุ่งหมายเอาการได้มาของทรัพย์สินนั้น) ความบริสุทธิ์ฝ่ายผู้รับ (ปฏิคคาหก) ท่านมุ่งหมายเอา ความเป็นผู้บริสุทธิ์โดยศึล สมาธิ ปัญญาของตัวพระภิกษุ เท่านั้น
       – ในกรณีนี้ การจะปรับอาบัติถึงปาราชิก (ขาดจากความเป็นภิกษุ) ในชั้นต้น ไม่น่าจะเป็นไปได้ เพราะไม่ครบองค์ประกอบของอทินนาทาน ในส่วนลึก ๆ ก็ต้องพิจารณากันให้ละเอียดถี่ถ้วน…อย่างที่เคยวินิจฉัยไว้แล้ว
       – การรับเงิน-ทองของพระธัมมชโย รับในนามตนเอง หรือคณะกรรมการ หรือในนามสงฆ์ ?
       – พระธัมมชโย ได้นำทรัพย์สินนั้นมาเป็นของตน ถือเป็นกรรมสิทธิ์ของตนหรือไม่ อย่างไร ?
       – การใช้จ่าย ใช้ในนามของตนเอง หรือในนามสงฆ์ หรือในนามคณะกรรมการ ?
       – เงิน-ทองที่เขานำมาถวายนั้น เป็นเงินที่เขาถวายเจาะจงพระธัมมชโย, หรือสงฆ์, หรือวัด ข้อนี้ยังมีความลักลั่นอยู่มาก…
       – ประเด็นเรื่องการถวายเงิน แล้วเงินนั้นเป็นเงินของใคร ส่วนไหน อย่างไร น่าจะเป็นเรื่องที่กำหนดตายตัวอย่างแน่ชัดไม่ได้
       – เข้าใจว่า DSI จึงตัดประเด็นนี้ออกไป เอาเพียงประเด็นว่า “รับของโจร” และ “ฟอกเงิน” เท่านั้น ซึ่งน่าจะมีความชัดเจน และมีวัตถุพยานมากกว่า
       – เรื่องของการฟอกเงิน ในทางโลก น่าจะหมายถึงการนำเงินที่ได้มาจากการบริจาคนั้น ไปใช้ในกิจการต่าง ๆ อันมีดอกผล หรือผลประโยชน์ตอบแทนในลักษณะต่าง ๆ ในส่วนนี้ ถ้าไม่มีเจตนารับของโจร ข้อกล่าวหาฟอกเงิน ก็ไม่น่าจะเดินไปได้…
       – ข้อความรายละเอียดเกี่ยวกับการรับ หรือไม่รับของโจรนี้… น่าจะเป็นจุดสำคัญที่ต้องมีการตกลง หรือมีการทำความเข้าใจให้เห็นตรงกันอย่างถ่องแท้ ว่า “อย่างไรกันแน่”
       ในทางวินัยบัญญัติ ไม่มีเจตนาลักขโมย หรือยักยอก…ก็ไม่เป็นอาบัติปาราชิก ถ้ามีเจตนาลักขโมย ยักยอกเข้าตามหลักเกณฑ์องค์ประกอบ ก็เป็นอาบัติปาราชิก…ฯ แต่ในทางโลก รับทรัพย์สิน…ที่เขานำมาให้โดยที่ทรัพย์สินนั้นได้มาอย่างทุจริต จะเรียกว่ารับของโจร อย่างไรหรือไม่ ต้องพิจารณากันตามกระบวนการยุติธรรม…และต้องพิจารณาไปถึงว่า นำเงินที่ได้มานั้นไปทำอะไรบ้าง ที่เกิดผลตอบแทนหรือผลประโยชน์ในทางกฎหมาย ซึ่งก็จะเข้าข่ายการฟอกเงิน ต่อไป…
ข้อความเห็น ในกรณีนี้ มีดังนี้…
       – ทรัพย์สินเงิน-ทอง เป็นดุจอสรพิษ ได้มาถูกต้องก็เป็นอาบัติ ได้มาอย่างไม่ถูกต้อง ก็ยิ่งเป็นอาบัติหนัก เพราะฉะนั้น นอกจากปัจจัย ๔ (จีวร, อาหาร, เสนาสนะ, ยารักษาโรค) แล้ว ภิกษุผู้จะรับสิ่งของอะไร ๆ ต้องพิจารณาเป็นพิเศษ พระพุทธเจ้าใช้คำว่า “อาชีวปาริสุทธิ” บริสุทธิ์ด้วยอาชีพ, “ปริเยสนาปาริสุทธิ” บริสุทธิ์ด้วยการแสวงหา”
       ข้อสำคัญในทางโลก สมัยปัจจุบันนี้ ต้องรอบรู้กฎหมาย ข้อบัญญัติในทางโลกด้วย เช่นอย่างกรณีนี้…และของบางอย่าง ก็เกี่ยวเนื่องกับภาษีในทางกฎหมาย… พระภิกษุ จำเป็นจะต้องรู้ในส่วนนี้ด้วย ก่อนที่จะรับทรัพย์สินนั้น ๆ
       ข้อนี้เอง ทำไมพระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติเรื่องการับเงิน-ทอง หรือการครอบครองทรัพย์สินอื่น ๆ ก็เพราะว่าทรัพย์สินเหล่านั้น อาจจะเป็นต้นเหตุให้ต้องอาบัติหนัก (ปาราชิก,สังหาทิเสส)ได้ง่ายที่สุด…และเป็นคดีความในทางโลกได้อีกเช่นกัน….
       – การขาดจากความเป็นภิกษุ หรือต้องอาบัติปาราชิก ย่อมขาดเองโดยวินัยบัญญัติโดยอัตโนมัติ เมื่ออทินนาทานนั้นครบองค์ประกอบ ไม่จำเป็นที่จะต้องกล่าวโทษ หรือชึ้โทษ ลงโทษ…แต่ในทางโลก คดีความก็ต้องพิจารณากันไปด้วยพยาน หลักฐานต่าง ๆ…
       – ว่าโดยการปฏิบัติ การเกาะเกี่ยว ผูกพัน หรือวิตกกังวล (ปลิโพธ) ด้วยทรัพย์สมบัติ คือทรัพย์สินเงิน-ทอง เป็นอุปสัคสำคัญของการได้บรรลุคุณธรรม มี ฌาน อภิญญา มรรค ผล เป็นต้น…ถ้าเป็นภิกษุ มีทั้งการเป็นอาบัติ, มีทั้งการเป็นปลิโพธ ซึ่งขัดต่อหลักวินัย และหลักการของสมาธิ, ถ้าเป็นฆราวาส ก็วิตกกังวล ห่วงใย หรือหวงแหนในทรัพย์สินนั้น ก็เป็นเหตุขัดขวางคุณวิเศษต่าง ๆ เช่นกัน ฯ
ดังนั้น ข้อปฏิบัติสำคัญของผู้ที่จะเจริญกรรมฐานเพื่อให้ได้บรรลุคุณวิเศษต่าง ๆ นั้น จะต้องตัดปลิโพธ ๑๐ อย่างให้ได้เสียก่อนเป็นอันดับแรก

ปลิโพธิ ๑๐ อย่าง คือ
       – ๑. อาวาส คือที่อยู่อาศัย บ้านเรือน เป็นต้น
       – ๒. ตระกูล คือ ห่วงตระกูล ไม่มีใครสืบต่อ กลัวตระกูลของตนขาดสาย
       – ๓. ลาภ คือ ทรัพย์สินเงิน-ทอง รายได้ เงินเดือน…เป็นต้น
       – ๔. คณะ ได้แก่ เพื่อนผู้ร่วมประพฤติปฏิบัติด้วยกัน หรือสหธรรมิก
       – ๕. การงาน อาชีพการงานต่าง ๆ ที่ตนได้กระทำอยู่
       – ๖. การเดินทาง ยังอยากท่องเทียว เดินทาง
       – ๗. ญาติ ได้แก่ญาติทั้งหลาย มีบิดา มารดา บุตร สามี ภรรยา …เป็นต้น
       – ๘. อาพาธ วิตกกังวลเกี่ยวกับโรคภัยไข้เจ็บ
       – ๙. การศึกษาปริยัติ ยังห่วงเรื่องการศึกษาเล่าเรียน, ยังเรียนไม่จบ, กลัวสอบตก เป็นต้น
       – ๑๐.อิทธิฤทธิ์ ยังห่วงการทำอิทธิฤทธิ์ หรือแสดงอิทธิ์ฤทธิ์ ยังอยากโชว์สำหรับฆราวาส

——————

VeeZa

10/3/60

Related posts

Leave a Comment