ถ้าแสดงความทุกข์ในลักษณะนี้ ก็หมายถึงความทุกข์ที่เป็นเวทนา คือการเสวยอารมณ์ที่เป็นทุกข์  // ตามความเป็นจริง คำว่า “ทุกข์” ที่เป็นความหมายในทางพุทธศาสนา แบ่งออกเป็น ๒ ลักษณะใหญ่ ๆ คือ

๑. ทุกข์ ที่เป็นตัวเวทนาเจตสิกซึ่งเกิดขึ้นเสวยอารมณ์ พร้อมกับทุกขสหกายวิญญาณจิต (ทุกข์กาย), และที่เกิดขึ้นพร้อมกับโทสมูลจิต ซึ่งเป็นโทมนัสเวทนา (ทุกข์ทางใจ)

๒. ทุกข์ ซึ่งมิใช่การเสวยอารมณ์ที่เป็นทุกข์ แต่เป็นทุกข์โดยประการอื่น มีทุกข์ในสามัญญลักษณะ, ทุกข์เพราะทนอยู่ในสภาพนั้นไม่ได้ เรียกว่า วิปริณามทุกข์ ทุกข์เพราะมีการเปลี่ยนแปลงไป, สภาวทุกข์ คือทุกข์ตามสภาวะ ได้แก่การเกิด แก่ เจ็บ ตาย  อย่างที่ทรงแสดงว่า “ชาติปิ ทุกฺขา” … เป็นต้น 

เวทนาที่จัดว่าเป็นตัวเสวยอารมณ์เป็นสุข-เป็นทุกข์ เป็นต้น ของจิตเจตสิก มี ๓ หรือ ๕ อย่าง คือ

๑. สุขเวทนา คือการเสวยอารมณ์ที่เป็นสุข (สุขกาย, สุขใจ)
๒. ทุกขเวทนา คือการเสวยอารมณ์ที่เป็นทุกข์ (ทุกข์กาย, ทุกข์ใจ)
๓. อทุกขมสุขเวทนา (อุเบกขาเวทนา) คือการเสวยอารมณ์ที่ไม่ใช่ทุกข์ไม่ใช่สุข(เฉย ๆ)

หรือแบ่งเป็น ๕ คือ

๑. สุขเวทนา (สุขกายอย่างเดียว)
๒. ทุกขเวทนา (ทุกข์กายอย่างเดียว)
๓. โสมนัสเวทนา (สุขทางใจ)
๔. โทมนัสเวทนา (ทุกข์ทางใจ)
๕. อุเบกขาเวทนา (ไม่สุขไม่ทุกข์) เป็นเวทนาที่เกิดทางใจอย่างเดียว

การเสวยอารมณ์ทั้ง ๓ หรือ ๕ อย่างนี้ โดยวิสัยของปุถุชน ไม่มีใครไปบังคับบัญชาได้ เป็นไปตามสภาพธรรมอยู่แล้ว หมายความว่า ไม่มีใครที่จะไปบังคับไม่ให้ร้อน ไม่ให้หนาวหนาว ไม่ให้ดีใจ เสียใจ หรือไม่ให้เฉย ๆ (อทุกขมสุขเวทนา) ได้ โดยวิสัยของปุถุชน หรือแม้แต่พระอรหันต์ ก็เสวยอารมณ์เช่นเดียวกัน (เว้นโทมนัสเวทนา)
– พระอรหันต์ ยังมีทุกข์กาย, มีสุขกาย, มีโสมนัสเวทนา (สุขทางใจ), มีอทุกขมสุขเวทนา (อุเบกขาเวทนา)
– ส่วนปุถุชน, พระโสดาบัน, พระสกทาคามี มีเวทนา ๓ หรือ ๕ เกิดได้ทั้งหมด

(สาเหตุที่พระอรหันต์ไม่มีโทมนัสเวทนา คือความเสียใจ ก็เพราะว่าท่านละโทสมูลจิตได้โดยเด็ดขาด, แท้จริงแล้ว โทสมูลจิตถูกละได้เมื่อครั้งสำเร็จอนาคามิมรรคแล้ว…. เมื่อไม่มีโทสมูลจิตเกิด ก็หมายความว่าไม่มีโทมนัสเวทนา นั่นเอง เพราะโทมนัสเวทนาจะเกิดได้ ก็ต้องเกิดพร้อมกับโทสมูลจิต)

ความแตกต่างกันระหว่างการเสวยอารมณ์ที่เป็นโสมนัสเวทนา (สุขทางใจ) ระหว่าง ปุถุชน กับพระอรหันต์ ก็คือ
– โสมนัสเวทนา สามารถเกิดได้กับจิตที่เป็นอโสภณะ คืออกุศลจิต ก็ได้ คือเกิดกับโลภโสมนัส ซึ่งเกิดกับปุถุชนได้ แต่เกิดกับพระอรหันต์ไม่ได้ เพราะพระอรหันต์ ไม่มีโลภมูลจิตแล้ว
– โสมนัสเวทนา ที่เกิดกับพระอรหันต์ ก็คือเกิดกับหสิตุปปาทจิต ในขณะที่พระอรหันต์เกิดการแย้ม (ไม่ถึงกับยิ้ม) , เกิดกับมหากิริยาโสมนัส, เกิดกับรูปาวจรกิริยาที่เป็นโสมนัสเวทนา คือปฐมฌาน,ทุติยฌาน, ตติยฌาน, จตุตถฌาน หรือเกิดในขณะเข้าผลสมาบัติพร้อมด้วยฌานเบื้องต่ำ ๔ (เว้น ปัญจมฌาน เพราะปัญจมฌาน เวทนาเป็นอุเบกขา)

เวทนาทั้ง ๓ หรือ ๕ ที่กล่าวมาแล้วนั้น จริง ๆ แล้วก็เป็นทุกข์ คือเป็นวิปริณามทุกข์ ได้แก่ทุกข์ที่มีการเปลี่ยนแปลงไป แม้สุข ก็เป็นทุกข์ เพราะมันจะต้องเปลี่ยนแปลงไป… มันไม่สามารถคงความสุขอยู่อย่างนั้นได้ตลอดไป ฯ อีกอย่างหนึ่ง เนื่องจากว่า เวทนาทั้งหมด เป็นขันธ์อย่างหนึ่งในขันธ์ ๕ คือเป็นเวทนาขันธ์ เพราะฉะนั้นจึงต้องตกอยู่ในสามัญญลักษณะ คือความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา …

จริง ๆ แล้ว พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนในเชิงบังคับว่า “ทำอย่างไรจึงจะไม่ให้ทุกข์เกิด” แต่สอนให้กำหนดรู้ทุกข์ต่างหาก อย่างที่ทรงสอนในกิจอริยสัจจ์ ๔ คือ
– ทุกข์ ให้กำหนดรู้ (ปริญญาตัพพะ) ไม่ใช่ให้ละ หรือมิใช่ไปบังคับให้มันไม่เกิด หรือให้พยายามหลีกหนีความทุกข์
– สมุทัย ให้ละ (ปหานตัพพะ)
– นิโรธ ให้กระทำให้แจ้ง (สัจฉิกาตัพพะ)
– มรรค ให้ดำเนิน หรือให้เจริญ (ภาเวตัพพะ)

และคำว่า “ทุกข์” ในอริยสัจจ์ ก็มิได้หมายถึงทุกขเวทนาอย่างเดียว แต่หมายถึงทุกข์ทั้งหมด …อย่างที่ทรงตรัสว่า ชาติปิ ทุกขา แม้ความเกิดก็เป็นทุกข์ คำว่า “ชาติ” ที่แปลว่า “เกิด” นี้ มิได้มุ่งหมายเอาขณะที่เด็กคลอดออกจากครรภ์ของมารดา ซึ่งคนส่วนมากเข้าใจผิดกัน… แต่มุ่งหมายเอาขณะแรกของการปฏิสนธิ ที่ต่อจากจุติในภพก่อน… เพราะคำว่า “ชาติ” ในที่นี้ หมายเอาการเกิดของสัตว์ทั้ง ๓๑ ภูมิ สัตว์บางเหล่าบางจำพวก มิได้เกิดจากครรภ์ของมารดา เช่นพวกโอปปาติกะ (เกิดผุดขึ้นโตทันที) ได้แก่สัตว์ในอบายภูมิบางจำพวก, พวกเทวดา, พวกพรหม ฯ
เพราะฉะนั้น คำว่า ชาติปิ ทุกขา ความเกิดเป็นทุกข์นั้น จึงมีความหมายว่า
– เป็นเหตุของความแก่ ความตาย… โสกะ ปริเทวะ…. ในกาลต่อมา
– เพราะตกอยู่ในอำนาจของสามัญญลักษณะ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา …
– และเพราะตัวที่เรียกว่า “ชาติ” นัั้น ได้แก่ วิปากปฏิสนธิจิต, หรือ รูปปฏิสนธิ (พวกอสัญญสัตตพรหม) ซึ่งเป็นตัวทุกข์อยู่แล้ว

มีความคิดตลก ๆ แต่มันก็เป็นไปได้ นั่นก็คือ หลายคนเข้าใจว่า “ทุกข์เกิดทางใจ ถ้าใจไม่ยึดถือ ก็ไม่เป็นทุกข์” อย่างที่คำกลอนเขาเขียนไว้ว่า

“สุขและทุกข์ เกิดที่ใจ มิใช่หรือ
ถ้าใจถือ ก็เป็นทุกข์ ไม่สุขใส
ถ้าไม่ถือ ก็เป็นสุข ไม่ทุกข์ใจ
เราอยากได้ความสุข หรือทุกข์นา”

ก็เลยมีพวกคิดแผลง คือไม่ยึด ไม่ถืออะไรทั้งนั้น ทำอะไรตามใจ คือไทยแท้ อยากกิน ก็กิน อยากดื่มก็ดื่ม อยากเที่ยวก็เที่ยว ไม่ยึดถือ เพราะถ้ายึดถือจะเป็นทุกข์ ตามคำกลอนที่กล่าวไว้…โดยไม่คำนึงถึงบาป-บุญ กุศล-อกุศล อะไรทั้งนั้น จริง ๆ การทำอย่างนั้น ก็ยังเป็นการยึดถืออยู่นั่นเอง…

แท้จริงแล้ว ในขณะที่ทำบาป อกุศล ก็เกิดความสุข โสมนัส ยินดีได้ เช่น ได้กินของอร่อย ๆ ได้ฟังเพลงเพราะ ๆ ได้ถูกต้องสัมผัสที่ดี ได้เสพกามอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่ขณะกระทำกิจต่าง ๆ เหล่านั้น จิตที่เกิดขึ้นเป็นโลภโสมนัส เป็นความสุขใจที่เกิดพร้อมด้วยโลภะ ตัณหา ราคะ … ดังนั้นจึงจัดว่าเป็นบาป – อกุศล

เพราะฉะนั้น การแสวงหาความสุขของปุถุชน ผู้มิได้สดับ ผู้ที่ไม่มีความเข้าใจ… โดยส่วนมากจึงเกลือกกลั้วไปด้วยอกุศล คือตัณหา ราคะ … อาจจะมีผู้สงสัยว่า “ตัณหา ท่านจัดเป็นสมุทัย คือเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ แล้วจะเป็นสุขได้อย่างไร ?” ตอบว่า ตัณหา เป็นสมุทัย เป็นเหตุให้เกิดทุกข์นั้นก็จริง แต่ที่กล่าวอย่างนั้น ก็เป็นความทุกข์โดยในฐานที่ทำให้บุคคลต้องเกิดในภพภูมิต่าง ๆ คือเป็นสาเหตุให้เกิดอยู่นั่นเอง เมื่อเกิด ก็เป็นทุกข์ (ชาติปิ ทุกขา), อย่างที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสในอุทานคาถาว่า “ทุกฺขา ชาติ ปุนปฺปุนํ” การเกิดบ่อย ๆ เป็นทุกข์ร่ำไป,  หรือจัดว่าเป็นทุกข์ก็เพราะมันมีการเปลี่ยนแปลงไป (วิปริณามทุกข์ หรือเป็นทุกข์ในสามัญญลักษณะ) ดังกล่าวแล้ว

แต่ในขณะที่ตัณหาเกิดนั้น เวทนาที่เกิดพร้อมกับตัณหานั้น มี ๒ อย่าง คือ โสมนัสเวทนา และอุเบกขาเวทนา อย่างใดอย่างหนึ่ง คือ ถ้าเกิดความยินดีพอใจ เนื่องจากว่าได้รับอารมณ์น่าพอใจ (อิฏฐารมณ์) หรือน่าพอใจอย่างยิ่ง (อติอิฏฐารมณ์) ก็เป็นเหตุให้โสมนัสเกิดได้ อย่างเช่นได้กินอาหารที่ชอบ ได้ฟังเพลงที่ชอบ…เป็นต้น แต่บางครั้งบางคราวตัณหาก็เกิดพร้อมกับอุเบกขาเวทนา คือเฉย ๆ ไม่มีปีติโสมนัสประกอบ เช่นได้ทานอาหาร หรือได้ฟังเพลงที่ธรรมดา ๆ ไม่ใช่อารมณ์ที่ดีนัก บางครั้งก็เกิดเป็นลักษณะเฉย ๆ ได้ ยังชอบสิ่งนั้นเหมือนกัน แต่ไม่มีปีติยินดี หรือโสมนัสประกอบ เนื่องจากว่า ได้ทานอาหารชนิดนั้นประจำ หรือได้ฟังเพลงนั้นประจำ ความโสมนัสยินดีก็จะค่อย ๆ คลายไป กลายเป็นความเฉย ๆ (อุเบกขา) ได้ เช่นกัน

และอีกประการหนึ่ง อย่าลืมว่า ในขณะที่เกิดตัณหา หรือโลภะเกิดขึ้นนั้น เป็น “กรรม”  แต่ความทุกข์นั้น เป็นส่วนของ “ผล” หรือวิบาก ซึ่งเกิดคนละขณะกันอยู่แล้ว  

VeeZa
๘ พฤษภาคม ๒๕๖๐