ศาสนสมบัติ

อสรพิษชนิดร้าย

ตามพจน.54 อ่านได้ 2 แบบ คือ 
สา-สะ-นะ-สม-บัด ก็ได้ 
สาด-สะ-นะ-สม-บัด ก็ได้

ประกอบด้วยคำว่า ศาสน + สมบัติ

(๑) “ศาสน”

บาลีเป็น “สาสน” รากศัพท์มาจาก –

(1) สาสฺ (ธาตุ = สั่งสอน) + ยุ ปัจจัย, แปลง ยุ เป็น อน

: สาสฺ + ยุ > อน = สาสน แปลตามศัพท์ว่า (1) “คำอันท่านสั่งสอน” (2) “คำเป็นเครื่องสั่งสอนชาวโลกพร้อมทั้งเทวโลก”

(2) สสฺ (ธาตุ = เบียดเบียน) + ยุ ปัจจัย, แปลง ยุ เป็น อน, ทีฆะ (ยืดเสียง) อะ ที่ ส-(สฺ) เป็น อา (สสฺ > สาส)

: สสฺ + ยุ > อน = สสน > สาสน แปลตามศัพท์ว่า “คำสั่งสอนที่เบียดเบียนกิเลส”

คำว่า “สาสน” มีที่ใช้ในความหมาย 3 อย่าง คือ –

(1) คำสอน = teaching หรือที่เรียกทับศัพท์ว่า “ศาสนา”
(2) คำสั่ง (ในทางปกครองบังคับบัญชา) = order (to rule, govern)
(3) ข่าว = message คือที่เราคุ้นกันในคำว่า “สาส์น” (สาน)

(๒) “สมบัติ”

บาลีเป็น “สมฺปตฺติ” (สำ-ปัด-ติ) รากศัพท์มาจาก สํ (คำอุปสรรค = พร้อมกัน, ร่วมกัน) + ปทฺ (ธาตุ = ถึง, บรรลุ) + ติ ปัจจัย, แปลงนิคหิตที่ สํ เป็น มฺ (สํ > สมฺ), แปลง (ป)-ทฺ เป็น ตฺ

: สํ > สมฺ + ปทฺ = สมฺปทฺ + ติ = สมฺปทฺติ> สมฺปตฺติ (อิตถีลิงค์) แปลตามศัพท์ว่า “ความถึงพร้อม” (คือความสำเร็จ) “ภาวะที่ถึงพร้อม”

ขยายความว่า ถึงพร้อมด้วยสิ่งใด หรือบรรลุถึงสิ่งใด ก็เรียกสิ่งนั้นว่า “สมฺปตฺติ”

“สมฺปตฺติ” ในภาษาบาลีใช้ในความหมายว่า –

(1) ความสำเร็จ, การบรรลุ; ความสุข, ความสำราญ, สมบัติ (success, attainment; happiness, bliss, fortune)

(2) ความเลิศลอย, ความดีเด่นหรือสง่างาม(excellency, magnificence)

(3) เกียรติ (honour)

(4) ความรุ่งเรือง, ความสวยสดงดงาม (prosperity, splendor)

“สมฺปตฺติ” ในภาษาไทยใช้ว่า “สมบัติ” 
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า –

“สมบัติ ๑ : (คำนาม) ความถึงพร้อม หมายถึง ทรัพย์สิน เงินทอง ของใช้ เป็นต้นที่มีอยู่ เช่น ถึงมีสมบัติมากมายก็ไม่พ้นความตายไป ทำงานมาเกือบ ๒๐ ปี มีสมบัติอย่างเดียวคือบ้าน. (ป., ส. สมฺปตฺติ).”

ในภาษาไทย ความหมายเด่นของ “สมบัติ” ก็คือ ทรัพย์สิน เงินทอง ของใช้ แต่ในภาษาบาลี “สมฺปตฺติ” มีความหมายมากกว่านั้น ดูคำแปลภาษาอังกฤษที่ตรงกับความเข้าใจในภาษาไทยมีเพียงคำว่า fortune เท่านั้น คำแปลอื่นๆ ไม่ได้หมายถึงทรัพย์สิน เงินทอง ของใช้โดยตรงแต่อย่างใด

สาสน + สมฺปตฺติ = สาสนสมฺปตฺติ > ศาสนสมบัติ แปลตามความหมายในภาษาไทยว่า “สมบัติของศาสนา”

พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ไทย-อังกฤษ ของท่าน ป.อ. ปยุตฺโต บอกคำแปลคำว่า “ศาสนสมบัติ” เป็นอังกฤษไว้ดังนี้ –

ศาสนสมบัติ (Sāsanasampatti) : ecclesiastical property; temporalities.

หลักกฎหมาย :

พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 กำหนดเรื่อง “ศาสนสมบัติ” ไว้ดังนี้ –

…………..

หมวด ๖
ศาสนสมบัติ

มาตรา ๔๐ ศาสนสมบัติแบ่งออกเป็นสองประเภท

(๑) ศาสนสมบัติกลาง ได้แก่ทรัพย์สินของพระศาสนาซึ่งมิใช่ของวัดใดวัดหนึ่ง

(๒) ศาสนสมบัติของวัด ได้แก่ทรัพย์สินของวัดใดวัดหนึ่ง

การดูแลรักษาและจัดการศาสนสมบัติกลาง ให้เป็นอำนาจหน้าที่ของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เพื่อการนี้ให้ถือว่าสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ*เป็นเจ้าของศาสนสมบัติกลางนั้นด้วย

การดูแลรักษาและจัดการศาสนสมบัติของวัด ให้เป็นไปตามวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง

มาตรา ๔๑ ให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติจัดทำงบประมาณประจำปีของศาสนสมบัติกลางด้วยความเห็นชอบของมหาเถรสมาคม และเมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้งบประมาณนั้นได้

…………..

อภิปราย :

“ศาสนสมบัติ” เรียกตามคำคนเก่าก็คือ “ของสงฆ์” นั่นเอง

ของสงฆ์นั้นคนโบราณท่านถือว่าเป็นของศักดิ์สิทธิ์ แม้แต่ดินในวัดติดเท้าออกมาก้อนหนึ่งท่านก็กลัวเป็นบาป จึงเป็นที่มาของประเพณีขนทรายเข้าวัด ทั้งนี้ก็ด้วยเจตนาจะชดใช้ของสงฆ์นั่นเอง

ผลร้ายของการโกงกินของสงฆ์ คนเก่าท่านใช้คำว่า “ทำกินไม่ขึ้น” คือปลูกพืชพันธุ์อะไรลงไปก็หงิกงอหมด สมัยก่อนผู้คนทำเกษตรกรรมเป็นพื้นจึงเข้าใจความหมายได้ดี

ความหมายของคำว่า “ทำกินไม่ขึ้น” สำหรับคนยุคนี้ก็คือ ชีวิตจะมีแต่ความวิบัติ หาความสุขความเจริญบ่มิได้เลย และมิใช่จะวิบัติเฉพาะตัวเองเท่านั้น หากแต่รวมไปถึงวงศาคณาญาติทั้งหมดด้วย

คนที่ไม่เชื่อว่าการเขมือบของสงฆ์จะมีโทษมีภัยอะไรนั้น เมื่อเกิดความมหาวิบัติขึ้นแล้วก็ไม่เคยปรากฏว่ามีโอกาสที่จะได้กลับมาสารภาพผิดเลยแม้แต่รายเดียว

…………..

ดูก่อนภราดา!

: โกงกินของสงฆ์มันเป็นบาป
: แม้จะรับสารภาพ ยมบาลท่านก็ไม่ลดราคา