สัญญาณอันตราย

—————–

สังเกตไหมครับว่า เดี๋ยวนี้เวลาเอ่ยถึงชื่อพระคุณเจ้ารูปนั้นรูปโน้นทางสื่อ เขาไม่ค่อยเอ่ยถึงชื่อวัดที่ท่านสังกัดอยู่

แต่จะไปเอ่ยถึงตำแหน่ง เช่น ตำแหน่งในมหาวิทยาลัยสงฆ์ หรือเป็นประธานนั่นนี่โน่น

แต่ไม่บอกว่าท่านอยู่วัดไหนหรือสังกัดวัดไหน

โปรดทราบว่า ระเบียบคณะสงฆ์ในเมืองไทยเรานี้ พระทุกรูปต้องมีสังกัดเหมือนทหารนั่นแหละครับ คือต้องระบุไว้ในหลักฐานแสดงตัวว่าอยู่วัดไหน พร้อมทั้งระบุว่าใครเป็นพระอุปัชฌาย์อาจารย์

พูดภาษาชาวบ้านสมัยผมก็ว่า “จำพรรษาวัดไหน”

ชาวบ้านสมัยผมเห็นพระที่ไม่รู้จัก เขาจะถามกันก่อนเลยว่า พระวัดไหน

ชื่อพระกับชื่อวัดจะเอ่ยถึงควบคู่กันไปเสมอ
เช่น พระมหาทองย้อย วัดมหาธาตุ ราชบุรี

ใครจะคิดอย่างไรไม่ทราบ แต่สำหรับผม การไม่เอ่ยถึงชื่อวัดที่สังกัดมีนัยว่า ไม่เห็นความสำคัญของวัด

พูดกันตรงๆ ว่า คนสมัยนี้เริ่มจะมองเห็นวัดเป็นเพียงที่นอนของพระเท่านั้น

วัดในพระพุทธศาสนาในเมืองไทยนั้น ตามเจตนารมณ์ดั้งเดิมของสังคมก็คือสำนักศึกษาอบรมและปฏิบัติศีลธรรม รวมทั้งศิลปวิทยาอื่นๆ ที่ไม่ขัดต่อสมณวิสัย

คนที่เข้าไปบวชอยู่ในวัดแล้วสึกออกมา เขาเรียกกันว่า “บัณฑิต” แบบเดียวกับที่เวลานี้เรียกคนที่สำเร็จการศึกษาระดับอุดมศึกษาว่า “บัณฑิต” นั่นแหละ

จะว่าไปแล้วการเรียกคนที่สำเร็จการศึกษาระดับอุดมศึกษาว่า “บัณฑิต” ก็คือเรียกตามแบบอย่างที่เรียกคนจบการศึกษาจากวัดนั่นเอง

ระบบของมหาวิทยาลัยนั้นถอดแบบไปจากวัดครับ

คณะนั่นคณะนี่ในมหาวิทยาลัยก็ถอดแบบเอาไปจากคณะนั่นคณะนี่ในวัด

“บัณฑิต” ที่สึกออกมาหมายถึงผู้ที่ได้รับการอบรม สั่งสอน ฝึกหัด ควบคุมตัวเองให้รู้ผิดชอบชั่วดี รู้การควรเว้นควรประพฤติได้ดีแล้ว พร้อมที่จะเป็นผู้นำครอบครัวและนำชุมชนสังคมต่อไป

ต่างจาก “บัณฑิต” สมัยนี้ที่เรียนเฉพาะวิชาการล้วนๆ การอบรมสั่งสอนฝึกหัดควบคุมตัวเองให้รู้ผิดชอบชั่วดี รู้การควรเว้นควรประพฤตินั้น ไม่มี ถึงอาจจะมีบ้างก็ไม่ใช่แกนหลักของการศึกษา เป็นเรื่องตัวใครตัวมัน

คำว่า “บัณฑิต” นี้คนเก่าอ่านว่า บัน-ทิด
ผมยืนยันได้ เพราะสมัยเป็นเด็กยังเคยได้ยินผู้ใหญ่ทางบ้านผมออกเสียงคำนี้ว่า บัน-ทิด กันทั่วไป

นานเข้าคำว่า “บัณ” เลือนไปและหายไป เหลือแต่ “ฑิต”
แล้วในที่สุดก็เขียนตามเสียงพูดเป็น “ทิด”

ใครอยากรู้ว่า “ทิด” แปลว่าอะไร เปิดพจนานุกรมดูเอาเองนะครับ

ผมกลับบ้านทีไร พี่สาวยังเรียก “ทิดย้อย” ติดปาก

เพราะฉะนั้น วัดจึงไม่ใช่เป็นแค่ที่นอนของพระ

แต่เป็นสำนักฝึกอบรมคน

เดี๋ยวนี้การฝึกอบรมคนไหลออกไปจากวัดเกือบหมดแล้ว
แม้แต่การศึกษาอบรมของพระสงฆ์สามเณรก็ดูท่าว่าจะไหลออกไปนอกวัดแล้ว

ผมจะคิดไปเองหรือเปล่าก็ไม่ทราบ ตั้งแต่มหาวิทยาลัยสงฆ์เฟื่องฟูขึ้น ศูนย์การศึกษาของพระเณรก็ย้ายออกจากวัดไปอยู่ที่มหาวิทยาลัยสงฆ์

ในวัดยังมีเรียนแค่นักธรรมกับบาลี ซึ่งนับวันจะกร่อยลงไปทุกที ทั้งๆ ที่เป็นแก่นแท้ของพระศาสนา

และเมื่อมหาวิทยาลัยสงฆ์ขยายสาขาวิชาการออกไปอีกมากมาย การศึกษาของพระเณรก็มีทีท่าว่าจะขยับห่างออกไปจากพระธรรมวินัยมากขึ้นทุกที

จริงอยู่ ระบบการศึกษาในมหาวิทยาลัยสงฆ์ยังมีเกณฑ์ให้เรียนพระธรรมวินัยอยู่ด้วย แต่ผมสังเกตดูแล้ว พระธรรมวินัยมีฐานะเหมือนเป็นวิชาประกอบเท่านั้น

ทำท่าว่าจะเน้นความเป็นเลิศทางวิชาการอื่นๆ มากกว่าที่จะมุ่งเน้นการอบรมสั่งสอนฝึกหัดควบคุมตัวเองให้รู้ผิดชอบชั่วดี รู้การควรเว้นควรประพฤติ ตามที่เคยเป็นแกนหลักของการศึกษาในวัดมาแต่เดิม

ด้วยบรรยากาศแบบนี้ คนก็เลยมองเห็นวัดมีค่าเป็นแค่ “หอพักของพระเณร” เท่านั้น มิได้มองเห็นว่าเป็นสำนักศึกษาอบรมอีกต่อไป

การเอ่ยถึงพระสงฆ์สามเณรโดยไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องเอ่ยชื่อวัดควบคู่ไปด้วย จะเป็นเพราะสื่อนิยมกันเอง หรือว่าพระเณรก็ต้องการให้เป็นอย่างนั้นด้วย-ก็ตาม

ต้องนับว่าเป็นสัญญาณอันตรายชนิดหนึ่ง

ตอนนี้อันตรายยังมาไม่ถึงหรอกครับ

——————

เรามีวัดเล็กวัดใหญ่กระจายอยู่ทั่วประเทศ ทั้งที่ตั้งเป็นวัดแล้ว และกำลังขออนุญาตตั้งเป็นวัดขึ้นอีกก็มีอยู่ไม่ขาดสาย

นั่นแปลว่าเรามีทุนเพื่อการฝึกอบรมคนอยู่แล้วอย่างมั่นคง

ผมขอเรียกร้องให้คณะสงฆ์ฟื้นฟูวัดให้เป็นสถาบันฝึกอบรมผู้คนในสังคมอย่างที่ได้เคยเป็นมาแล้วในอดีต แต่ถูกปล่อยทิ้งให้เสื่อมโทรมอยู่ในปัจจุบัน

ฟื้นฟูอย่างไร ร่องรอยยังพอมีอยู่ ไม่ยากที่จะเรียนรู้แล้วลงมือทำ

(ผมรู้ดีว่าเสียงเรียกร้องทางช่องทางนี้ดังไปไม่ถึงคณะสงฆ์
ถึงดังไปถึง ท่านก็ไม่ได้ยิน
ถึงได้ยิน ท่านก็ไม่ฟัง
ถึงฟัง ท่านก็ไม่คิดจะทำตาม
ถึงหากจะทำ ก็ทำไปตามหน้าที่เท่านั้น ขาดจิตวิญญาณ

แต่ผมเชื่อว่า เมื่อพูดออกไปแล้วต้องมีคนได้ยินและรู้เรื่อง แล้วคิดตามอยู่บ้าง ผมหวังแค่ให้มีคนคิดตาม และเรื่องที่พูดนี้ไปอยู่ในความคิดของผู้คน ก็พอใจแล้ว)

ถ้ายังไม่รู้สึกตัวกันอยู่อย่างนี้-คือไม่เห็นความสำคัญของวัดในฐานะสำนักฝึกอบรมคน โดยเฉพาะอบรมพระเณรกันอยู่อย่างนี้

อีกไม่นาน วัดจะมีฐานะเป็นเพียงหอพักของพระเณรไปจริงๆ

ตอนนั้นแหละครับ-อันตรายมาถึงแน่

นาวาเอก ทองย้อย แสงสินชัย
๙ พฤษภาคม ๒๕๖๐
๑๐:๒๕