หรือว่ายังป่วยไม่พอ

——————–

พระพุทธเจ้า-ผู้เป็นเจ้าของพระพุทธศาสนา-เดิมท่านก็เป็นมนุษย์ปุถุชนเหมือนเราท่านทั้งหลาย มีครอบครัว มีลูกมีเมีย มีสมบัติพัสถานเหมือนที่ชาวโลกเขามีกัน

ต่อมาท่านเห็นว่าชีวิตไม่มีแก่นสาร ต้องเวียนตายเวียนเกิดไม่มีที่สิ้นสุด ท่านจึงออกแสวงหา-ก็คงไม่ต่างจากนักแสวงหาในยุคปัจจุบัน-จนได้พบวิธีปฏิบัติที่นำให้บรรลุถึงนิพพาน คือไม่ต้องเวียนตายเวียนเกิดอีกต่อไป แล้วท่านก็นำเอาวิธีปฏิบัตินั้นมาสอนคนอื่น มีคนฟัง มีคนเชื่อ มีคนเอาวิธีนั้นไปปฏิบัติตาม แล้วก็ได้บรรลุธรรมเหมือนกับที่ท่านได้บรรลุ

นี่คือต้นกำเนิดสั้นๆ ของพระพุทธศาสนา และของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ที่เรียกรู้กันว่า “พระรัตนตรัย” ที่เป็นสิ่งเคารพสูงสุดของผู้นับถือพระพุทธศาสนา

——————–

ถ้าเปรียบมนุษย์ทั้งหลายเหมือนคนป่วย พระพุทธเจ้าก่อนตรัสรู้ก็เป็นมนุษย์คนหนึ่งที่ป่วย

ต่อมาพระองค์ทรงค้นพบยาและวิธีรักษา ทรงรักษาพระองค์เองก่อน จนทรงหายป่วย นี่คือ “พระพุทธ”

ยาและวิธีรักษา คือ “พระธรรม”

คนอื่นๆ เอายาและวิธีรักษานั้นไปใช้ ก็หายป่วย นี่คือ “พระสงฆ์”

พระธรรมคือยาและวิธีรักษา ก็คือพระพุทธศาสนาที่ตกทอดมาจนถึงเราทุกวันนี้

………….

คนป่วยในโลกนี้มีหลายประเภท

ประเภทหนึ่ง ไม่รู้ว่าตนป่วย หรือจะว่าไม่ยอมรับว่าป่วยก็ได้

ประเภทนี้ก็ยืน เดิน นั่ง นอน กิน ดื่ม ทำ พูด คิด หัวเราะ ร้องไห้ ฯลฯ ไปตามปกติที่มนุษย์จะพึงทำ เวียนตายเวียนเกิดมายืน เดิน นั่ง นอน ฯลฯ เรื่อยไปเป็น infinity ไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่รู้ตัว และไม่ว่าจะยอมรับหรือไม่ยอมรับก็ตามที

นี่ก็คือคนที่ไม่สนใจศาสนาคือยาและวิธีรักษาใดๆ ทั้งสิ้น (ก็กูไม่ได้ป่วยเป็นอะไรสักหน่อย แล้วจะให้กูไปกินยาไปรักษาบ้าบออะไรกันวะ!)

ประเภทหนึ่ง ยอมรับว่าป่วย แต่ไม่รู้ว่าจะใช้ยาอะไร จะรักษาอย่างไร รักษาที่ไหน รักษากับใคร ไม่รู้

ประเภทนี้บางทีก็อยู่เฉยๆ ไม่คิดจะไปรักษา บางทีก็งมหายาหาหมอเรื่อยไป แต่ไม่ถูกใจที่ไหนสักที

ประเภทหนึ่ง ยอมรับว่าป่วย รู้ด้วยว่าจะรักษาอย่างไร รักษาที่ไหน รักษากับใคร แต่ไม่ลงมือรักษาสักที

ประเภทนี้บางทีก็ไปโรงพยาบาลแล้ว ไปหาหมอแล้ว แต่ยังโอ้เอ้ไม่ยอมเข้าสู่กระบวนการหรือขั้นตอนการรักษาอย่างจริงจัง บางทีรับยามาแล้วด้วยซ้ำไป แต่ไม่ยอมกิน

นี่ก็คือรู้ธรรมะ รู้หลักปฏิบัติทุกอย่าง แต่ไม่ปฏิบัติเพื่อลดเลิกละ (ใครจะทำไม)

ประเภทหนึ่ง ยอมรับว่าป่วย รู้ว่าจะรักษาอย่างไร รักษาที่ไหน รักษากับใคร และลงมือรักษาแล้ว รักษาจนหายป่วยไปแล้วก็มี กำลังรักษาอยู่อย่างขะมักเขม้นก็มี

อันที่จริงก็น่าจะหมดแค่นี้

แต่ปัจจุบันเกิดมีคนป่วยอีกประเภทหนึ่ง
คือประเภททำท่าเหมือนจะรู้และยอมรับว่าป่วย
เที่ยวแสวงหายาหาหมอไปทั่ว
สนใจ เพลิดเพลินอยู่กับการศึกษาค้นคว้าตัวยาสูตรยา
เฟื่องฟุ้งไปกับการอธิบายบรรยายสรรพคุณตัวยาและวิธีรักษาแบบต่างๆ
วิเคราะห์วิจัยสมุนไพรเครื่องยาอย่างละเอียดลึกซึ้ง ถึงกับตั้งเป็นสำนักเผยแพร่วิทยายุทธ์กันอย่างคึกคัก

แต่จนแล้วจนรอดก็ยังไม่ได้ลงมือรักษาตัวเอง
และไม่มีทีท่าว่าจะรักษาเมื่อไรด้วย

นี่ก็น่าจะคล้ายๆ นักวิชาการ นักวิจัย หรือนักปรัชญาอะไรสักนักหนึ่ง

จะใช่หรือเปล่าก็ยังไม่แน่ใจ

——————–

เมื่อไม่นานมานี้ผมได้อ่านโพสต์ของญาติมิตรท่านหนึ่ง สรุปความได้ว่า คำสอนตามสำนักวัดต่างๆ นั้นอย่าเพิ่งไปตัดสินว่าเขาสอนผิด จนกว่าจะได้เข้าไปศึกษาเรียนรู้ให้ถึงที่สุดเสียก่อน

แม้หากจะไม่ตรงกับพระไตรปิฎก ก็อย่าเพิ่งไปสรุปว่าผิด เพราะพระไตรปิฎกก็เป็นเพียงผลงานของคนโบราณชนิดหนึ่งเท่านั้น

ปัจจุบันนี้มีอะไรใหม่ๆ เกิดขึ้นอีกเยอะแยะซึ่งอาจจะทันสมัยกว่าคำสอนในพระไตรปิฎก

เราจึงควรเปิดใจยอมรับแนวคิดใหม่ๆ กันบ้าง ไม่ใช่กอดพระไตรปิฎกแน่นไม่ยอมปล่อย

(โพสต์นั้นไม่ได้ใช้ถ้อยคำชนิดคำต่อคำแบบนี้หรอก แต่ใจความที่โพสต์ต้องการสื่อเป็นอย่างที่ผมพูดนี้แน่นอน)

แนวคิดชนิดนี้ ท่านทั้งหลายเห็นเป็นประการใด?

——————–

ผมเห็นเป็นประการดังต่อไปนี้ครับ

๑ เรื่องพระไตรปิฎก

เรื่องนี้ต้องจับหลักให้ถูก มิเช่นนั้นจะเขว มีคนเขวมามากแล้วด้วย

พระไตรปิฎกบาลีเป็นบันทึกคำสอนในพระพุทธศาสนาเถรวาท ถ้าเทียบตามแนวประวัติศาสตร์ก็เป็นอย่างที่ภาษาวิชาการเรียกว่า primary sources คือหลักฐานชั้นปฐมภูมิ

หมายความว่า ถ้าจะดูคำสอนของพระพุทธศาสนาก็ให้ไปตัดสินกันที่พระไตรปิฎกเป็นที่สุด เพราะเป็นหลักฐานชั้นต้นชั้นเดิมที่สุดที่ตกมาถึงมือเรา

แต่เราจะเชื่อหรือไม่เชื่อตามพระไตรปิฎก เป็นสิทธิของเรา

ตรงนี้ต้องแยกให้ชัดและให้ตรง ที่เขวกันมากก็เขวตรงนี้

คือเขวตรงที่ไปพูดว่า คำสอนของสำนักไหนจะเป็นคำสอนที่ถูกต้องในพระพุทธศาสนา ก็ยังไม่แน่ อย่าเพิ่งไปด่วนตัดสิน คำสอนของสำนักนี้หรือสำนักโน้นอาจจะถูกต้องก็ได้

พูดอย่างนี้ก็เขวแล้ว

เขวอย่างไร?

เขวตรงที่ว่า-แล้วจะเอาอะไรเป็นเกณฑ์วัดว่าคำสอนอย่างไหนของสำนักไหนเป็นคำสอนที่ถูกต้อง-ถ้าไม่เอาพระไตรปิฎกเป็นเกณฑ์-ในเมื่อพระไตรปิฎกเป็น primary sources ของคำสอนในพระพุทธศาสนา???

ใครจะบอกว่า คำสอนของสำนักโน้นถูก ของสำนักนี้ผิด ก็ว่าไป เพราะเป็นเสรีภาพทางปัญญาที่ใครจะเชื่ออย่างไรจะเห็นอย่างไรก็ย่อมได้

แต่ต้องชัดเจนว่าถูกหรือผิดตาม–อะไร

ถูกหรือผิดตามความเข้าใจของข้าพเจ้า
ถูกหรือผิดตามความเห็นของท่านผู้นั้นท่านผู้โน้น

ต้องชัดเจนตรงนี้ด้วย

หรือแม้แต่จะยืนยันลงไปด้วยก็ได้ว่า ข้าพเจ้าเชื่อว่าคำสอนอย่างนี้แหละเป็นคำสอนที่ถูกต้องในพระพุทธศาสนา

ก็ต้องชัดเจนตรงนี้ด้วยว่า-ถูกต้องตามความเชื่อของข้าพเจ้า (หรือของใครก็ว่าไปให้ชัด)

แต่หลักฐานในพระไตรปิฎกว่าด้วยคำสอนนั้นๆ ว่าไว้อย่างไร ก็ไปตัดสินกันตรงนั้น

ถ้าใครไม่พอใจคำสอนตรงไหนในพระไตรปิฎก จะเพราะเหตุใดๆ ก็ตาม-เช่น เพราะไม่ตรงกับที่ข้าพเจ้าเชื่อ หรือเพราะไม่ตรงกับคำของท่านผู้นั้นผู้โน้นที่ข้าพเจ้าชอบ-ก็บอกไปตรงๆ

แม้แต่จะบอกไปชัดๆ เลยว่า ความเชื่อของข้าพเจ้าถูก คำสอนของท่านผู้นั้นท่านโน้นก็ถูก แต่พระไตรปิฎกผิด – อย่างนี้ก็สามารถบอกได้เลย

แต่หลักฐานในพระไตรปิฎกก็ยังจะต้องคงอยู่ตามที่ปรากฏนั้น ไม่ว่าใครจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ตาม และไม่ว่าใครจะเห็นว่าถูกหรือผิดก็ตาม จะลบทิ้ง หรือจะแก้ไขเปลี่ยนแปลงให้เป็นอย่างอื่นหาได้ไม่

สรุปว่า

พระไตรปิฎกต้องรักษาให้คงอยู่เป็นหลักฐานแสดงคำสอนในพระพุทธศาสนา

เราจะเชื่อหรือไม่เชื่อพระไตรปิฎก เป็นสิทธิเสรีภาพของเรา

จะบอกว่า ความเชื่อของเราหรือคำสอนของใครเป็นคำสอนที่ถูกต้องของพระพุทธศาสนา ส่วนที่ปรากฏในพระไตรปิฎกนั้นเป็นคำสอนที่ผิด – ก็บอกไปเลย เรามีสิทธิ์ที่จะพูดได้อยู่แล้ว

แต่จะเอาความเชื่อของเราหรือคำสอนของใครไปใส่แทนที่พระไตรปิฎกหาได้ไม่

นั่นคือให้ primary sources คือพระไตรปิฎกยังคงเป็นหลักฐานที่สามารถใช้ยืนยันได้เสมอว่าคำสอนดั้งเดิมในพระพุทธศาสนาว่าไว้อย่างไร

หน้าที่ของเราที่เข้ามารับนับถือพระพุทธศาสนาก็คือศึกษาเรียนรู้ให้เข้าใจคำสอนในพระพุทธศาสนาอันมีแหล่งกลางอยู่ที่พระไตรปิฎก

ต่อจากนั้นจะใช้เสรีภาพทางปัญญาเลือกเชื่อเลือกนับถือ หรือเลือกไม่เชื่อไม่นับถือ ก็ไม่มีใครว่าอะไร

แต่ควรซื่อตรง หรือตรงไปตรงมา ด้วยการแสดงท่าทีให้ตรงกับสภาวะสถานะของตน

ถ้าตนเข้ามาเป็นสมาชิกตามหลักเกณฑ์และวิธีการในพระไตรปิฎก ก็ต้องเคารพหลักเกณฑ์และวิธีการในพระไตรปิฎกนั้น

เหมือนคนเข้าไปเป็นทหาร ก็ต้องเคารพวินัยทหาร ไม่ใช่เข้าไปเป็นทหาร แต่ละเมิดวินัยทหาร แล้วบอกว่าวินัยข้อนั้นข้อนี้ไม่ดี ไม่ถูกต้อง กูมีสิทธิ์ที่จะไม่ปฏิบัติตาม ใครจะทำไม

หรือถ้าเห็นว่าคำสอนของสำนักไหนหรือของท่านผู้ใดน่าเชื่อถือมากกว่า จะออกไปเป็นสมาชิกของสมาคมนั้นๆ ก็สมควรอย่างยิ่ง

ที่ว่านี้ไม่ใช่ว่าไล่ แต่วิถีของผู้ซื่อตรงย่อมเป็นเช่นนั้น

ไม่ใช่เข้ามาอยู่ในพระพุทธศาสนา แต่คัดค้านคำสอนในพระไตรปิฎกตะพึดไป

ถ้าอุปมาพระพุทธศาสนาเป็นบ้าน พระไตรปิฎกก็เหมือนเอกสารสิทธิ์แสดงความเป็นเจ้าของบ้าน

เมื่อเข้ามาอยู่ในบ้าน ควรศึกษาเอกสารสิทธิ์ให้ชัดเจน จะได้ไม่เดือดร้อนใจในภายหลังว่าจอดผิดอู่ อยู่ผิดบ้าน

——————

๒ เรื่องเปิดใจยอมรับแนวคิดใหม่ๆ

เรื่องนี้ก็ต้องชัดเจนเช่นกันว่า “แนวคิดใหม่ๆ” หมายถึงอะไร

ดังได้กล่าวแล้วว่า มนุษย์เหมือนคนป่วย พระธรรมเหมือนยาและวิธีรักษาโรค พระพุทธเจ้าเหมือนหมอ

เมื่อเราเข้ามาอยู่ในพระพุทธศาสนา ก็คือเราเชื่อในสรรพคุณของยาและวิธีรักษาของหมอรายนี้ และพร้อมที่จะเข้าสู่กระบวนการขั้นตอนการรักษาตามวิธีของหมอสำนักนี้

ถามว่า การเปิดใจยอมรับแนวคิดใหม่ๆ ตามที่ว่านั้น จะเปรียบกับอะไร

หาหมอคนใหม่
หายาขนานใหม่
หาวิธีรักษาแบบใหม่

ถ้าไม่ใช่
แล้วการเปิดใจยอมรับแนวคิดใหม่ๆ จะหมายถึงทำอย่างไร

ฟังเหมือนกับเจ้าของแนวคิดนี้จะบอกว่า คำสอนในพระพุทธศาสนาอาจจะยังไม่สมบูรณ์ หลักต่างๆ ที่แสดงไว้ในพระไตรปิฎกอาจจะยังไม่ครบถ้วน เราจึงควรศึกษาแนวคำสอนของสำนักนั่นนี่โน่น ของอาจารย์โน่นนี่นั่นเอามาเพิ่มเติม

เคยได้ยินข้อเสนอของนักคิดหลายคนว่า ชาวพุทธเราไม่ควรอยู่ในกรอบแคบๆ ของพระไตรปิฎก (บอกเป็นนัยว่าพระไตรปิฎกของเราคับแคบ) แต่ควรใจกว้าง ศึกษาคำสอนของศาสนาต่างๆ ด้วย เช่น คริสต์ อิสลาม พราหมณ์ฮินดู ตลอดจนแนวคิดทางปรัชญาของนักปราชญ์ชาติต่างๆ เอามาเปรียบเทียบกัน เราจะได้หลักคำสอนและหลักปฏิบัติที่ครบถ้วนสมบูรณ์ขึ้นอีกมาก

เหมือนกับแนะนำว่าควรจะเอาหลักคำสอนของศาสนาต่างๆ มายำปนกัน

ฟังแล้วนึกถึงคำว่า “ตถาคตโพธิสัทธา” ซึ่งแปลว่า ความเชื่อปัญญาตรัสรู้ของพระตถาคต (ผูกเป็นศัพท์ขึ้นจากความบาลีว่า “สทฺทหติ ตถาคตสฺส โพธึ” แปลว่า “ย่อมเชื่อ ซึ่งพระปัญญาตรัสรู้ ของพระตถาคต”)

นึกถึงข้อความแสดงพุทธคุณที่ว่า –

โส อิมํ โลกํ สเทวกํ สมารกํ สพฺรหฺมกํ สสฺสมณพฺราหฺมณึ ปชํ สเทวมนุสฺสํ สยํ อภิญฺญา สจฺฉิกตฺวา ปเวเทติ. โส ธมฺมํ เทเสติ อาทิกลฺยาณํ มชฺเฌกลฺยาณํ ปริโยสานกลฺยาณํ สาตฺถํ สพฺยญฺชนํ เกวลปริปุณฺณํ ปริสุทฺธํ พฺรหฺมจริยํ ปกาเสติ.

พระองค์ทรงทำโลกนี้พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลกให้แจ้งชัดด้วยพระปัญญาอันยิ่งของพระองค์เอง แล้วทรงสอนหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณะพราหมณ์ เทพ และมนุษย์ให้รู้ ทรงแสดงธรรมอันงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด ทรงประกาศพรหมจรรย์พร้อมทั้งอรรถ พร้อมทั้งพยัญชนะ บริสุทธิ์ บริบูรณ์สิ้นเชิง

(มหาวิภังค์ ภาค ๑ วินัยปิฎก พระไตรปิฎกเล่ม ๑ ข้อ ๑ หน้า ๑)

แล้วยังมีพระธรรมคุณที่สวดกันติดปากว่า –

สฺวากฺขาโต ภควตา ธมฺโม
พระธรรมอันพระผู้มีพระภาคตรัสไว้ดีแล้ว

…………

นี่ก็แปลว่า พระธรรมก็คงจะตรัสไว้ยังไม่ดีพอ และยังบกพร่องอยู่ ไม่บริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง จึงจำจะต้องไปเที่ยวเสาะแสวงจากปราชญ์ศาสดาอื่นๆ มาเพิ่มเติม

ยังมีพระพุทธดำรัสในมหาสติปัฏฐานสูตร ที่ว่า –

เอกายโน อยํ ภิกฺขเว มคฺโค สตฺตานํ วิสุทฺธิยา โสกปริเทวานํ สมติกฺกมาย ทุกฺขโทมนสฺสานํ อตฺถงฺคมาย ญายสฺส อธิคมาย นิพฺพานสฺส สจฺฉิกิริยาย ยทิทํ จตฺตาโร สติปฏฺฐานา.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย หนทางนี้เป็นที่ไปอันเอก เพื่อความบริสุทธิ์ของสัตว์ทั้งหลาย เพื่อก้าวล่วงความเศร้าโศกและความร่ำไร เพื่ออัสดงดับไปแห่งทุกข์และโทมนัส เพื่อบรรลุธรรมที่ถูกต้อง เพื่อกระทำพระนิพพานให้แจ้ง หนทางนี้คือสติปัฏฐาน (ธรรมเป็นที่ตั้งแห่งสติ) ๔ ประการ

(มหาสติปัฏฐานสูตร ทีฆนิกาย มหาวรรค พระไตรปิฎกเล่ม ๑๐ ข้อ ๒๗๓)

นอกจากนี้ในมรรควรรค ธรรมบท ก็ยังมีพุทธภาษิตว่า –

มคฺคานฏฐงฺคิโก เสฏฺโฐ สจฺจานํ จตุโร ปทา
วิราโค เสฏฺโฐ ธมฺมานํ ทิปทานญฺจ จกฺขุมา
เอเสว มคฺโค นตฺถญฺโญ ทสฺสนสฺส วิสุทฺธิยา
เอตญฺหิ ตุมฺเห ปฏิปชฺชถ มารเสนปฺปมทฺทนํ.

บรรดาทางทั้งหลาย ทางมีองค์แปดประเสริฐสุด
บรรดาสัจจะทั้งหลาย บททั้งสี่ (อริยสัจ) ประเสริฐสุด
บรรดาธรรมทั้งหลาย วิราคธรรมประเสริฐสุด
บรรดาสัตว์สองเท้าทั้งหลาย พระพุทธเจ้าผู้มีจักษุประเสริฐสุด
ทางนี้เท่านั้นเพื่อความหมดจดแห่งทรรศนะ ทางอื่นไม่มี
ท่านทั้งหลายจงเดินทางนี้ ที่เป็นเครื่องกำจัดกองทัพมาร

…………

พระพุทธพจน์ที่ตรัสว่า มหาสติปัฏฐานเป็นทางเอก
พระพุทธพจน์ที่ตรัสว่า ทางนี้เท่านั้นเพื่อความหมดจดแห่งทรรศนะ-คืออารยอัษฎางคิกมรรค-ไม่มีทางอื่น

ก็เป็นอันว่าตรัสไว้ผิด

ผิด เพราะยังมีทางอื่นๆ จากสำนักอื่นๆ ที่ควรเปิดใจยอมรับ และควรจะเอามาบูรณาการให้คำสอนของพระพุทธเจ้าสมบูรณ์ขึ้น อีกมากมาย

และเพราะพระไตรปิฎกเป็นผลงานของคนโบราณ ดังนั้น การตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าและพระอรหันตสาวกทั้งหลายก็ย่อมจะเป็นของเก่า อาจจะล้าสมัยไปแล้ว นักคิดนักปรัชญา นักการศาสนารุ่นใหม่ๆ ในสมัยนี้น่าจะมีวิธีตรัสรู้ธรรมที่ทันสมัยกว่า

——————

ท่านเจ้าของแนวคิดอาจจะบอกว่า แบบนั้นก็พูดเกินไป ไม่ได้ต้องการถึงขนาดนั้น ต้องการเพียงแค่ให้พวกเราเป็นคนใจกว้าง ยอมรับฟังความคิดเห็นของเพื่อนมนุษย์อื่นๆ บ้าง – ก็เท่านั้น

ไม่ควรทำเป็นพวก-พระไตรปิฎกข้าใครอย่าแตะ

พระไตรปิฎกข้าใครอย่าแตะ – ถ้าเข้าใจถูกก็จะไม่คิดอย่างนี้

พระไตรปิฎกเป็นสิ่งที่แตะได้อย่างยิ่ง
ยิ่งเป็นชาวพุทธ ยิ่งเป็นพระด้วยแล้ว ก็ยิ่งควรแตะพระไตรปิฎกให้มากๆ

แต่ต้องแตะอย่างตรงไปตรงมา

อย่างไรเรียกว่าตรงไปตรงมา

ไม่เชื่อ ไม่นับถือพระไตรปิฎกเล่มไหน ไม่เชื่อพระสูตรไหน หรือแม้แต่จะบอกว่าพระสูตรนั้นสูตรนี้เป็นของแต่งใหม่ พระวินัยไม่ใช่พระพุทธพจน์ พระอภิธรรมไม่ใช่พระพุทธพจน์ ก็เชิญแตะเข้าไปให้เต็มที่

แต่ขอโทษ – อย่ารื้อทิ้ง อย่าโยนทิ้ง อย่าฉีกทิ้ง อย่าเผาทิ้ง แบบที่บางท่านหรือบางสำนักร้อนวิชาถึงขนาดนั้น

แตะแล้วกรุณาเอาเก็บเข้าที่ด้วย

เก็บเข้าที่-เพื่อที่ว่าคนอื่นๆ จะได้มีโอกาสใช้สิทธิเสรีภาพทางปัญญาในการเชื่อหรือไม่เชื่อ นับถือหรือไม่นับถือ อย่างที่เรากำลังใช้สิทธิ์หรือได้ใช้สิทธิ์ไปแล้ว

——————–

ผมนึกถึงคนป่วยที่ไปหาหมอ หมอให้ยามากิน ถือยาไว้ในมือแล้ว แต่ยังไม่กิน บอกว่าน่าจะไปหาความรู้เรื่องสมุนไพรบางอย่างก่อน อาจจะเจอตัวยาที่มีสรรพคุณรักษาโรคได้ดีกว่ายาขนานนี้

ผมนึกถึงเพื่อนคนหนึ่ง เมื่อ ๒๐ ปีที่แล้วเขาปรารภว่า สำนักนั้นสอนอย่างนั้น สำนักนี้สอนอย่างนี้ แล้วคำสอนที่ถูกต้องมันคืออะไรกันแน่

พบกันปีนี้ เขาก็ยังคงปรารภด้วยข้อความเดิมๆ

เขาใช้เวลาไปตั้ง ๒๐ ปี (ไม่นับก่อนหน้านั้น) เพื่อตั้งคำถามอยู่ข้อเดียวว่า-แล้วคำสอนที่ถูกต้องมันคืออะไรกันแน่

เชื่อว่าเขาคงตายเสียก่อนที่จะรู้คำตอบ

ชาวพุทธจำนวนไม่น้อยคงเหมือนเพื่อนคนนี้ คือแสวงหาคำตอบไปเรื่อยๆ แต่ไม่เคยลงมือปฏิบัติธรรม เหมือนคนป่วยถือยาไว้ในมือ แต่ยังไม่กินยา

ในพระไตรปิฎกมีกล่าวถึงภิกษุรูปหนึ่ง (จูฬมาลุงกโยวาทสูตร มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ พระไตรปิฎกเล่ม ๑๓ ข้อ ๑๔๗ -) เป็นนักปรัชญา เข้ามาบวชในพระพุทธศาสนาด้วยหวังว่าจะได้ฟังคำตอบปัญหาที่ตนสนใจ เช่น ชาติหน้ามีหรือไม่ คนตายแล้วมีอะไรออกจากร่างไปหรือไม่มี ตายแล้วไปไหน ฯลฯ อะไรจำพวกนี้

ครั้นรออยู่นาน พระพุทธเจ้าก็ไม่แถลงทัศนะในเรื่องเหล่านี้สักที (ถ้าเป็นสมัยนี้ก็คงเหมือนอ่านพระไตรปิฎกแล้วไม่พบคำตอบปัญหาคาใจ ก็เลยบอกว่าพระไตรปิฎกเป็นของล้าสมัย) จึงกราบทูลว่า ถ้ารู้ก็บอกมาว่าคืออะไรอย่างไร ถ้าไม่รู้ก็รับมาตรงๆ ว่าไม่รู้ จะได้ไปหาคำตอบจากสำนักอื่น ไม่ใช่มาจมอยู่อย่างนี้

พระพุทธเจ้าตอบว่า พระองค์ไม่ได้เชิญให้มาบวช ไม่ได้สัญญาว่าจะสอนเรื่องนี้ เพราะฉะนั้น อยากอยู่ก็อยู่ อยากไปก็-เชิญ

พระไตรปิฎกไม่ได้พูดคำต่อคำแบบนี้นะครับ แต่คั้นเอาใจความออกมาได้อย่างนี้

พระพุทธองค์ทรงเปรียบบุคคลชนิดนี้ว่าเหมือนคนถูกยิง หมอจะผ่าตัดรักษาก็ไม่ยอมให้รักษา ขอสืบให้รู้ก่อนว่าใครยิง หน้าตามันเป็นอย่างไร เป็นคนเมืองไหน อยู่ที่ไหน อาวุธที่ใช้ยิงผลิตมาจากที่ไหน ฯลฯ

กว่าจะสืบรู้ แผลโดนยิงก็เน่าไปแล้ว ตายจนเกิดใหม่แล้วก็ยังสืบรู้ไม่หมด

แล้วพระพุทธองค์ก็ทรงแสดงเหตุผลที่ไม่ทรงแถลงเรื่องปรัชญาอภิปรัชญาอะไรพวกนี้

เชิญสดับสำนวนจากต้นฉบับพระไตรปิฎกเพื่อเจริญธรรมรส

………………

ดูก่อนมาลุงกยบุตร ก็เพราะเหตุไรข้อนั้นเราจึงไม่พยากรณ์ (พยากรณ์ : อธิบายให้เข้าใจแจ่มแจ้ง)

เพราะข้อนั้นไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ไม่เป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์ ไม่เป็นไปเพื่อความหน่าย เพื่อความคลายกำหนัด เพื่อความดับ เพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน เหตุนั้นเราจึงไม่พยากรณ์ข้อนั้น

ดูก่อนมาลุงกยบุตร อะไรเล่าที่เราพยากรณ์

ดูก่อนมาลุงกยบุตร ความเห็นว่านี้ทุกข์ นี้เหตุให้เกิดทุกข์ นี้ความดับทุกข์ นี้ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ ดังนี้เราพยากรณ์

ก็เพราะเหตุไรเราจึงพยากรณ์ข้อนั้น

เพราะข้อนั้นประกอบด้วยประโยชน์ เป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์ เป็นไปเพื่อความหน่าย เพื่อความคลายกำหนัด เพื่อความดับ เพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน เหตุนั้นเราจึงพยากรณ์ข้อนั้น

………………

ผู้สนใจใฝ่ธรรมบางพวก-หลายพวก-คิดว่า จะต้องศึกษาทฤษฎีของใครๆ ให้ทั่วถึงเสียก่อนแล้วจึงจะลงมือปฏิบัติธรรม เช่นต้องศึกษาเสียก่อนว่ามหายานสอนว่าอย่างไร แล้วเอามาเปรียบเทียบว่าเถรวาทสอนว่าอย่างไร บางทีก็เลยออกไปถึงขนาดว่า จะต้องเปรียบกับคำสอนของศาสนาอื่นๆ ด้วย เพื่อให้มีวิสัยทัศน์กว้างขวางไม่ติดอยู่กับคำสอนในศาสนาของตนข้างเดียว

เพราะมัวเพลิดเพลินไปกับทฤษฎีแนวคิดของลัทธิต่างๆ แล้วก็หลงภาคภูมิใจว่าอาตมามีความรู้ทางศาสนากว้างขวาง

ผลสุดท้ายก็เลยไม่มีเวลาเหลือพอที่จะปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้าเพื่อกระทำที่สุดแห่งทุกข์ให้ได้จริง

ถ้าจะรอศึกษาลัทธิต่างๆ ให้จบเสียก่อนละก็ เกิดอีกหลายชาติก็ยังศึกษาไม่หมด

ดูก่อนภราดา!

เมื่อหนทางพ้นทุกข์ที่ถูกต้องปรากฏชัดอยู่แล้ว ทำไมจึงไม่รีบดำเนินตาม

ยังจะต้องไปแสวงหาคำตอบจากที่ไหนกันอีกหรือ?

หมอก็พร้อม
ยาก็พร้อม
วิธีรักษาก็พร้อม

แล้วรออะไรอยู่

หรือว่ายังป่วยไม่พร้อม?

นาวาเอก ทองย้อย แสงสินชัย
๑๐ เมษายน ๒๕๖๐
๑๗:๓๘