หสิตุปบาทจิต
—————
ชีวิตที่ทำให้ผมต้องยิ้มคนเดียว

…………………

หสิตุปบาทจิต (หะ-สิ-ตุบ-บาด-ทะ-จิด) แปลว่า “จิตที่ยังให้เกิดการแย้ม”

ตามหลักวิชาพระอภิธรรม “หสิตุปบาทจิต” เกิดขึ้นเฉพาะพระอรหันต์เท่านั้น คนที่ระดับจิตต่ำกว่าพระอรหันต์จะไม่เกิดจิตดวงนี้

นี่คือหลักการที่ว่าพระอรหันต์จะไม่หัวเราะเอิ้กอ้าก ไม่ยิ้มจนเต็มปาก อาการที่ท่านจะทำอย่างมากที่สุดก็คือ-อย่างที่สำนวนบาลีว่า สิตํ ปาตฺวากาสิ = กระทำการแย้มให้ปรากฏ คือยิ้มที่มุมปาก หรือยิ้มนิดๆ สังเกตจึงจะเห็น ไม่สังเกตก็แทบจะไม่รู้

และเหตุที่ทำให้พระอรหันต์เกิดหสิตุปบาทจิตก็มักเป็นเรื่องที่ท่านเห็นด้วยอริยวิสัย คนทั่วไปมองไม่เห็น นึกไม่ออก บอกไม่ได้ ต่อเมื่อท่านอธิบายจึงจะเข้าใจ

ถ้าระดับปุถุชนคนธรรมดา อาการแบบหสิตุปบาทจิตก็คงจะเป็นอย่างที่พูดกันว่า-ยิ้มคนเดียว

…………………

ชีวิตผมตอนนี้มีความลำบากใจอันเกิดจากความเข้าใจผิดของคนทั้งหลายอยู่ ๓ เรื่อง

บางเรื่องก็เคยเล่าผ่านๆ มาบ้างแล้ว วันนี้จะขออนุญาตลำดับความสู่กันฟังพอเพลินๆ

………….

เรื่องที่ ๑ มีคนเข้าใจว่าผมเป็นคนเห่เรือ เสียงเห่ในกระบวนพยุหยาตราทางชลมารคนั้นคือเสียงนาวาเอกทองย้อย-มีคนเป็นจำนวนมากเข้าใจอย่างนั้น

ทุกครั้งที่ผมถูกแนะนำตัวว่า–นี่คือนาวาเอกทองย้อย แสงสินชัย คนที่แต่งกาพย์เห่เรือ–

ผู้ที่ได้ฟังเช่นนั้นจะร้องออกมาว่า อ๋อ คนนี้เอง ฉันฟังทุกครั้งที่มีกระบวนพยุหยาตราฯ เสียงดีมากเลย เพิ่งเห็นต้ว ฯลฯ

หลายครั้งที่มีคนบอกว่า อยากฟังเห่สดๆ ลองแซมเปิลหน่อย

ผมก็ต้องตั้งต้นอธิบายว่า ผมไม่ใช่คนเห่ ผมเห่ไม่เป็น ผมเป็นแต่เพียงคนแต่งบทเห่

มีอยู่งานหนึ่ง ผมไปร่วมงานในฐานรู้จักกับเจ้าภาพ ผู้ดำเนินรายการบนเวทีพอรู้ว่าผู้แต่งกาพย์เห่เรือมาร่วมงานด้วยก็ประกาศเชิญขึ้นไปเห่เรือบนเวที แถมประกาศสรรพคุณว่าคนนี้เสียงดีมากเขาเคยฟังในกระบวนพยุหยาตราฯ

เมื่อเร็วๆ นี้เองก็มีหน่วยงานแห่งหนึ่งติดต่อมา จะขอเชิญผมไปสาธิตการเห่เรือในกิจกรรมส่งเสริมวัฒนธรรมที่เขาจัดขึ้น

กลุ้มใจเป็นที่สุด

………….

เรื่องที่ ๒ มีคนเป็นอันมากเข้าใจว่าผมเป็นศิลปินแห่งชาติ

เพื่อนฝูงญาติมิตรในเฟซบุ๊กนี่ก็หลายคนที่เข้าใจว่าผมเป็นศิลปินแห่งชาติไปเรียบร้อยแล้ว

เป็นเรื่องที่น่ากลุ้มใจอีกเรื่องหนึ่ง

………….

เรื่องที่ ๓ มีคนเป็นอันมากเข้าใจว่าผมได้เป็นนายพลของกองทัพเรือ

เรื่องนี้ต้องเท้าความนิดหน่อย

กรณีมีมูลมาจากผมเป็นผู้แต่งกาพย์เห่เรือนั่นแหละ คือผมแต่งมาตั้งแต่กระบวนพยุหยาตราทางชลมารคในปีกาญจนาภิเษก พ.ศ.๒๕๓๙

จนกระทั่งผมเกษียณอายุราชการเมื่อปี ๒๕๔๘ กองทัพเรือก็ยังมอบหมายให้เป็นผู้แต่งกาพย์เห่เรืออีกทุกครั้งที่มีการจัดกระบวนพยุหยาตราฯ

พนักงานเห่ที่เห่เมื่อปีกาญจนาภิเษกซึ่งก็เป็นทหารเรือเหมือนกัน ต่อมาได้เป็นศิลปินแห่งชาติ พอเกษียณอายุราชการ (ก่อนผม) กองทัพเรือก็ขอพระราชทานยศพลเรือตรีให้เป็นกรณีพิเศษ

พอผมเกษียณตามหลังมา ก็เลยเกิดกระแสว่ากองทัพเรือก็จะขอพระราชทานยศพลเรือตรีให้เป็นกรณีพิเศษเช่นเดียวกัน

ตอนนั้นพรรคพวกที่อยู่ในกองทัพเรือถึงกับยืนยันข่าวดีกับผมว่า “ได้เห็นรายชื่อแล้ว”

ก็เลยมีคนเข้าใจกันทั่วไปว่าผมได้เป็นนายพลแล้ว

แต่ที่สุดยอดอย่างยิ่งก็คืออดีตผู้บัญชาการทหารเรือท่านหนึ่ง ตอนท่านเป็น ผบ.ทร. ผมยังรับราชการอยู่ เมื่อท่านเกษียณอายุราชการแล้วได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งองคมนตรี

วันหนึ่ง (ผมเกษียณแล้ว) ท่านไปเป็นประธานในพิธิวางศิลาฤกษ์อาคารห้องสมุดที่โพธาราม เจ้าภาพเชิญผมไปร่วมพิธีด้วยในฐานะคุ้นเคยกัน ในระหว่างงาน พิธีกรเอ่ยชื่อ “นาวาเอกทองย้อย” – ดูเหมือนจะเป็นตอนเชิญผู้ร่วมพิธีถวายเครื่องไทยธรรมอะไรนี่แหละ

พอเสร็จพิธีผมก็เข้าไปคารวะท่าน ท่านชี้มาที่ผมพร้อมกับพูดเสียงดังว่า

“ผมนึกว่าคุณได้เป็นนายพลแล้ว”

การที่ระดับบิ๊กหัวแถวของกองทัพยังเข้าใจผิด นี่ต้องถือว่าเป็นเกียรติอย่างยิ่งของผมเลยทีเดียว

——————

ทั้งการเป็นศิลปินแห่งชาติและการเป็นนายพลนั้นเกี่ยวข้องกับงานธุรการหลายอย่าง

เพราะฉะนั้น ใครมาขอให้ผมทำอะไรเพื่อการนั้น ผมก็ทำให้ทุกอย่าง

ยกเว้นอย่างเดียว – เสนอตัวเอง

เพราะผมถือคติเก่าที่ท่านพูดไว้ว่า “กลองระฆังดังเองเป็นอัปรีย์จังไร”

กรณีที่มีคนบอกให้ผมทำนั่นทำนี่เพื่อประกอบงานธุรการ (เช่นเพื่อมีเอกสารหลักฐานประกอบเรื่องขอเป็นนายพล ขอเป็นศิลปินแห่งชาติ) ผมทำตามที่บอกด้วยเหตุผลสำคัญข้อหนึ่ง คือเพื่อเป็นการปิดปาก

หมายความว่า เรื่องแบบนี้มักจะมีท่านจำพวกหนึ่งคอยจ้องจะพูดว่า-เห็นไหมล่ะ เขาบอกให้คุณทำทำนั่นทำนี่ ถ้าทำอย่างที่เขาบอก มันก็เรียบร้อยไปแล้ว นี่คุณไม่ทำ แล้วจะมาว่าเขาไม่ให้ได้ยังไง

ผมทำเพื่อจะปิดปากคนที่จ้องจะพูดแบบนี้

คราวหนึ่ง เจ้าหน้าที่หน่วยที่เกี่ยวข้องบอกผมมาว่า ให้ไปทำประวัติอาชญากรรมที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ทั้งนี้เพื่อประกอบการยื่นเรื่องราวขอพระราชทานยศนายพลเป็นกรณีพิเศษ ให้ไปรีบทำ เสร็จแล้วให้ส่งผลไปที่กรม ..โดยด่วน กำลังรอขึ้นเรื่อง

ผมกับพรรคพวกฟังแล้วก็ขำลึกๆ

คนทั้งประเทศคงจำได้ว่า กองกำลังกะเหรี่ยงก็อดอาร์มี่เคยบุกยึดโรงพยาบาลราชบุรี แล้วถูกเก็บเรียบทั้งชุด เอาศพมาไว้วัดข้างบ้านผมนี่เอง

พรรคพวกก็เลยพูดขำๆ ว่า เขาคงเห็นผมเกษียณมาหลายปี อาจจะแอบไปเป็นที่ปรึกษาให้พวกก็อดมาร์มี่ก็ได้ จึงต้องสอบประวัติก่อน

แต่ผมก็ไปทำให้ตามที่เขาบอกมา

จึงได้เคยเข้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นครั้งแรกในชีวิต

ทำไปก็ขำไป

อยากเล่มเกมกับผม ผมก็เล่นด้วย

ตอนนี้พรรคพวกในกองทัพเรือกระซิบมาอีกแล้วว่าเขากำลังเตรียมจะทำเรื่องขอพระราชทานยศนายพลให้ผมอีกแล้ว

เดี๋ยวก็คงมีใครมาบอกผมให้ไปทำอะไรพิลึกๆ อีก

——————

ผมสังเกตเห็นว่า การที่ผมไม่ได้เป็นศิลปินแห่งชาติก็ดี และไม่ได้เป็นนายพลก็ดี-นั้น คนที่เดือดร้อนมากกลายเป็นบรรดาญาติสนิทมิตรสหายทั้งหลายของผมนั่นเอง

ในขณะที่ตัวผมเอง ใครจะให้เป็นอะไรหรือไม่ให้เป็นอะไรผมก็ไม่เดือดร้อนอะไรเลย-พูดตามสำนวนของสื่อที่กล่าวถึงอดีตนายกรัฐมนตรีท่านหนึ่งของไทยก็ว่า-ลอยตัวอยู่เหนือปัญหาอย่างสบายใจ

แต่การที่มีญาติมิตรคอยเดือดร้อนแทนนี่ทำให้นึกถึงเรื่องหนึ่งที่เคยเกิดกับผม ไม่แน่ใจว่าเคยเล่าให้ฟังหรือยัง

นึกแล้วก็ยังอดขำไม่ได้อยู่จนเดี๋ยวนี้

……………

ผมเคยมีรถวอลโว่เก่ารุ่น 144s สีเลือดหมูอยู่คันหนึ่ง ซื้อต่อมาจากอาจารย์วิทยาลัยเทคนิคราชบุรี ห้าหมื่นหรือหกหมื่นไม่แน่ใจ ผมชอบรถวอลโว่รุ่นเก่าตรงที่เหล็กดี ตัวถังแข็งแรง หนัก วิ่งสวนกับรถบรรทุกไม่รู้สึกอะไรเลย

วอลโว่คันนี้ลูกๆ ช่วยกันตั้งชื่อให้ว่า “คุณหลวง” ทำตัวหนังสือสีเหลืองคำว่า “คุณหลวง” ติดไว้ที่กระจกหลังอย่างงาม ตัวโต เห็นชัด (เสียดายที่ผมหารูปรถคุณหลวงไม่ได้ เคยถ่ายไว้ แต่ไม่รู้ว่าเอาไปซุกไว้ตรงไหน)

รถคันนี้แม้จะเก่าเก๋ากึ๊ก แต่ผมเคยขับไปถึงภูเก็ตมาแล้วโดยสวัสดิภาพ

และเพราะความเป็นรถเก่า ครั้งหนึ่งผมเคยขับไปตายบนสะพานตากสินขาขึ้น ตายอยู่ช่องกลางพอดิบพอดี กว่าจะรอดมาได้ ตื่นเต้นอย่างเหลือเชื่อพิลึก

ผมกำลังคิดจะเขียนเป็นเรื่องสั้นสนุกนึกอีกสักเรื่อง

ตอนที่เกิดเรื่องที่กำลังจะเล่านี้ กรมยุทธศึกษาทหารเรือที่ผมทำงานอยู่เพิ่งย้ายกองบังคับการจากกรุงเทพฯ มาอยู่ที่ศาลายาใหม่ๆ (ย้ายมาประมาณปี ๒๕๔๐) ด้านหลังของอาคารทำเป็นที่จอดรถ มีคูน้ำกว้างและลึกพอสมควรขวางอยู่ เวลาจอดก็หันหน้าลงคูเรียงเป็นแถวไปตามความยาว ตลอดชายคูไม่มีขอบคันกั้นแต่ประการใด

วันหนึ่ง ผมขับ วอลโว่ 144s คู่ใจไปทำราชการตามปกติ ถึงที่จอดหลังกรมก็เสือกหัวเข้า หันหน้าลงคูตามปกติ

วอลโว่ 144s คันนี้เบรกมือไม่ปกติ เคยดึงขึ้นแล้วปลดไม่ลงหลายครั้ง ผมก็เลยไม่ขึ้นเบรกมือ ลงจากรถผมก็เปิดฝากระโปรงเป็นการระบายความร้อนในห้องเครื่อง เป็นวิธีถนอมรถเก่าตามที่ผมฟังมา

เสร็จสรรพผมก็หิ้วกระเป๋าเดินเข้าอาคาร บก. ตามปกติ

ยังไม่ทันจะขึ้นไปที่ทำงานซึ่งอยู่ชั้น ๓ ก็ได้ยินเสียงเอะอะดังมาจากที่จอดรถ

แล้วก็มีคนวิ่งหน้าตื่นเข้ามาถามผมว่า

“รถคันแดงของอาจารย์หรือเปล่า ไหลลงคูไปแล้วครับ”

ในขณะที่ผมกำลังยืนตั้งสติอยู่นั้นเอง ก็เกิดสถานการณ์แบบเดียวกับที่ร่ายยาวมหาเวสสันดรชาดกพรรณนาไว้ – ยํ โกลาหลํ ชาตํ อันว่าความความโกลาหลอลหม่านก็เกิดขึ้น ผู้คนวิ่งกันขวักไขว่

กรมทั้งกรมมีอาการปานว่ากำลังถูกฝ่ายตรงข้ามเข้าโจมตีอย่างหนัก-ฉันใดก็ฉันนั้นทีเดียว

ในขณะที่ผมเองกำลังสงบอยู่กับที่

นายทหารหญิงท่านหนึ่ง เคารพนับถือกันเป็นอันดี ท่านอาวุโสกว่าผม ท่านอยู่ในบริเวณนั้นพอดี พอฟังความได้แน่ชัดว่าอะไรเป็นอะไร ท่านก็จ้ำอ้าวมาที่ผมซึ่งยังยืนสงบอยู่ในอาคาร พอถึงตัวท่านก็ดุเสียงลั่น

“รถจมน้ำทั้งคันยังจะมายืนยิ้มอยู่อีก ออกไปดูเดี๋ยวนี้”

ผมเคยเรียนหลักจิตวิทยาการเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาที่ดีมาจากทหาร นย. สมัยไปปฏิบัติงานที่นราธิวาส เขาสอนกันว่า เมื่อผู้ใหญ่สั่งอะไร อย่าอ้อยอิ่งอยู่กับที่ แต่จงเคลื่อนไหวอย่างกระปรี้กระเปร่าฉับพลัน วิ่งได้ วิ่ง โดดได้ โดด

ผมรีบทำทีขยับแข็งขาอยู่ไปมา เป็นอาการว่าจะรีบไปดูเดี๋ยวนี้

สรุปตามคำบอกเล่าของนายทหารท่านหนึ่งได้ความว่า ท่านขับรถเข้ามาจอดหลังผมเล็กน้อย ลงจากรถสังเกตว่ามีลมพับมาวูบใหญ่ ทันทีนั้นก็เห็นวอลโว่ 144s ที่เปิดฝากระโปรงเกือบจะตั้งฉากกางใบรับลมเป็นอย่างดีค่อยๆ เลื่อนไปข้างหน้า แล้วก็ไหลลงคูไปทั้งคัน

ผมฟังบรรยายสรุปอย่างสงบท่ามกลางผู้คนที่เคลื่อนไหวกันขวักไขว่ ทุกคนมีอาการเดือดร้อนอย่างยิ่ง และพยายามจะหาวิธีทำให้รถถอยขึ้นมาจากคู

นายทหารเวรประจำวันเข้ามาบอกผมว่า “ต้องแจ้งขอรถยกนะครับ อาจารย์”

“ครับ” ผมตอบสั้นๆ

“เดี๋ยวผมโทรให้” เสียงใครอีกคนหนึ่งพูดขึ้น

“ครับ” ผมหันไปตอบสั้นๆ

“อู่ช่างแดงอยู่ใกล้ๆ นี่เอง อาจารย์ให้เอาไปที่นั่นนะครับ” ใครอีกคนหนึ่งเดินมาบอกผม

“อ้อ ครับ” ผมตอบเขาไป

ฯลฯ

เชื่อหรือไม่ว่า ตั้งแต่รถไหลลงคู รอรถยก จนรถมายกรถขึ้นจากคู แล้วลากไปที่อู่ช่างแดง คนที่มารุมกันวุ่นวิ่งทำโน่นทำนี่ขวักไขว่คือคนที่ไม่ได้เป็นเจ้าของรถและไม่ได้มีส่วนได้เสียอะไรกับผมด้วยเลย-นอกจากมีฐานะเป็นเพื่อนร่วมงานธรรมดาๆ

ในขณะที่ผม-ผู้เป็นเจ้าของรถ-ไม่ได้ทำอะไรเลย และไม่ได้พูดอะไรเลยนอกจากคำว่า

“ครับ”
“อ้อ ครับ”
“เอาสิครับ”

ถ้าเรียกเป็นภาษาราชการก็ว่า-ได้แต่ “อนุมัติตามเสนอ” ลูกเดียว!

แม้กระทั่งวันรุ่งขึ้น เมื่อช่างแดงใช้วิชาช่างแก้ไขจนรถสตาร์ทติดและขับเคลื่อนได้ ตอนผมขับกลับบ้านที่ราชบุรี เพื่อนร่วมงานและร่วมทางเดียวกันที่มีรถก็บอกให้ผมขับออกหน้า เขาจะขับตามหลัง เผื่อเครื่องรวนหรือเกิดขลุกขลักอะไรจะได้ช่วยกันแก้ไขทันท่วงที

เดชะบุญเสด็จเตี่ยช่วย (ตามที่ผมนึกเอา) วอลโว่ 144s เพื่อนยากคลานมาถึงราชบุรีโดยสวัสดิภาพ-และอย่างสะบักสะบอม

หลังจากนั้นผมต้องทำพิธีเอารถตากแดดอยู่อีกนานจึงไล่น้ำที่ซึมซับอยู่ตามส่วนต่างๆ ออกได้หมด

วอลโว่ 144s ร่วมสุขร่วมทุกข์กันมานานปี จนกระทั่งวันหนึ่งผมไปเจอวอลโว่ 240GL จอดอยู่หน้าสวนสามพราน จึงได้ยกให้เพื่อนมนุษย์คนหนึ่งที่อยู่ใกล้ๆ สวนสามพรานนั้นไป (แต่บอกคนในครอบครัวว่าผมขาย!)

เขาเคยขับมาเยี่ยมผมที่ราชบุรีครั้งหนึ่ง จากนั้นก็เงียบหายไป ไม่ทราบว่า วอลโว่ 144s เพื่อนเก่าไปเป็นตายร้ายดีอยู่ที่ไหน-จนบัดนี้

เวลานี้ถ้าใครไปถามใครที่กรมยุทธศึกษาทหารเรือที่ศาลายาว่า เคยได้ยินเรื่องรถไหลลงคูเมื่อเกือบ ๒๐ ปีที่ผ่านมาบ้างหรือไม่ อาจจะยังมีคนจำได้หลงเหลืออยู่บ้าง

แต่ทุกครั้งที่คิดถึงเหตุการณ์วันนั้น-วันที่คนทั้งกรมวิ่งวุ่นเข้ามาช่วยกันเดือดร้อนแทนผม-ผมยังอดยิ้มกับตัวเองไม่ได้อยู่จนเดี๋ยวนี้

เพราะฉะนั้น ช่วงนี้ถ้าใครเห็นผมเดินออกกำลังตอนเช้าๆ แล้วเผอิญเห็นผมเดินยิ้มอยู่คนเดียว กรุณาอย่าได้แปลกใจหรือสงสัยเป็นอย่างอื่น

ผมยังปกติและสบายดีอย่างยิ่งครับ

เพียงแต่อยู่ๆ ก็เกิดอาการแบบ “หสิตุปบาทจิต” ขึ้นมาเฉยๆ เท่านั้น

นาวาเอก ทองย้อย แสงสินชัย
๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๑
๑๓:๐๓