“อรหันต์” ศัพท์ที่ใช้ในทางพุทธศาสนา แต่นำมาใช้กันเกล่อ

ศัพท์ที่มาจากคำในคัมภีร์ทางพุทธศาสนา ก็จะมีความหมายที่ท่านกำหนดไว้ หรือนิยามไว้ในทางพุทธศาสนา บางครั้งเป็นคำที่มีความหมายเฉพาะ มีที่มาที่ไปชัดเจน ถ้าเป็นคุณศัพท์ของบุคคล ก็จะเกี่ยวโยงไปถึงคุณธรรมที่มีอยู่กับบุคคลผู้นั้นด้วย ว่า “บุคคลนั้น ได้ชื่อว่าอย่างนั้น เพราะคุณธรรมอะไร หรือเพราะเหตุอะไร….” ถ้านำไปใช้ในที่อื่น ๆ บางครั้ง ก็อาจก่อให้เกิดความสับสนว่า มีความหมายว่าอย่างไร โดยเฉพาะเมื่อนำไปใช้กับบุคคลธรรมดาทั่ว ๆ ไป…ในสมัยปัจจุบันนี้…

ดังนั้นในคัมภีร์สัททาวิเสส ที่เกี่ยวกับไวยากรณ์บาลี ท่านจึงตั้งสูตรไว้ว่า “ชินวจนยุตฺตํ หิ” (ศัพท์ที่จะสร้าง หรือนำมาตั้งวิเคราะห์) ต้องสมควรกับพระดำรัสของพระชินเจ้า ฯ (กัจจายนะ, ปทรูปสิทธิฯ) หมายความว่า ในคัมภีร์ทางพุทธศาสนาที่จะอธิบายความในพระไตรปิฎก หรืออรรถกถา คำ ๆ นั้น จะต้องเหมาะสมกับพระดำรัสที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้แล้ว…ฯ (ไม่ใช่บัญญัติศัพท์ขึ้นเอง แล้วอธิบาย ให้ความหมายไปต่าง ๆ นานา)

บางครั้งเราใช้ศัพท์ที่ไม่สมควร โดยไม่คำนึงถึงผลดี หรือผลเสียที่จะเกิดแก่บุคคลนั้น ๆ อย่างคำว่า “อรหันต์” ดังที่กล่าวแล้ว…ถ้อยคำนี้ อาจจะมีปรากฎทั่วไปก่อนพุทธกาล, หรือในสมัยนั้นพวกอัญญเดียรถีย์ใช้เรียกนักบวชในลัทธิต่าง ๆ เหมือนกัน…. แต่เมื่อคำ ๆ นี้ปรากฎแพร่หลายในคัมภีร์ทางพุทธศาสนา และพุทธศาสนาก็ได้ให้คำนิยามไว้อีกอย่างหนึ่งที่แตกต่างออกไปจากลัทธิศาสนาอื่น ๆ…เมื่อมีนักเขียนสมัยใหม่นำมาใช้เรียกบุคคลทั่ว ๆ ไป ว่า “อรหันต์” ความสับสนเกี่ยวกับความหมาย หรือนิยามของคำก็อาจมีได้ หรือมีได้อย่างแน่นอน ว่า ความหมายที่แท้จริงเป็นอย่างไร ? คำว่า “อรหันต์” ในพุทธกาล หรือในคัมภีร์ทางพุทธศาสนา ต่างจากคำว่า “อรหันต์” ในสมัยนี้อย่างไร ???

บางครั้งก็อาจจะเป็นผลดี ที่ทำให้คนรุ่นใหม่เกิดความสงสัยในคำ ๆ นี้ แล้วก็จะได้ศึกษาความหมายที่แท้จริงต่อไป…. คำถามก็คือว่า “จะมีสักกี่คนที่สนใจจะทราบความหมายของคำ ๆ นี้ อย่างแท้จริง” …

คำว่า “อรหันต์” เป็นชื่อ หรือเป็นคุณวิเศษของบุคคล ที่ได้บรรลุพระอรหัต (นิพพาน) ซึ่งมีความหมาย ๕ นัย คือ

นัยที่ ๑ หมายความว่า ผู้ไกลจากกิเลส คือ ทรงละกิเลสได้แล้ว
นัยที่ ๒ หมายความว่า ผู้กำจัดอริได้แล้ว คือ ทรงกำจัดข้าศึก คือ กิเลสได้แล้ว
นัยที่ ๓ หมายความว่า ผู้หักซี่กำของวงล้อสังสารวัฏได้แล้ว ด้วยขวาน คือ พระญาณ
นัยที่ ๔ หมายความว่า ผู้ควรแก่ปัจจัย ๔ แล ะการบูชาอันวิเศษทั้งหลาย
นัยที่ ๕ หมายความว่า ผู้ไม่มีที่ลับ คือ ไม่มีที่ลับในการทำบาป

สรุปความสั้น ๆ คำว่า “อรหันต์” ตามความประสงค์ในพุทธศาสนา คือ “ผู้ที่กำจัดอนุสัยกิเลสได้ทั้งหมด เป็นสมุจเฉทปหาณ”

ผลของการกำจัดกิเลสได้ทั้งหมดนั่นเอง จึงทำให้ผู้นั้น
– เป็นผู้ที่ได้ชื่อว่า “ไกลจากกิเลส”
– เป็นผู้ที่ได้ชื่อว่า “กำจัดข้าศึกได้แล้ว”
– เป็นผู้ที่ได้ชื่อว่า “หักซี่กำวงล้อแห่งวัฏฏจักร”
– เป็นผู้ที่ได้ชื่อว่า “เป็นผู้ควรเพื่อทักษิณาทาน”
– เป็นผู้ที่ได้ชื่อว่า “ไม่มีที่ลับในการทำบาป”

การที่คำว่า “อหรหันต์” มีชื่อหรือมีความหมายไปหลาย ๆ อย่าง นั้น ก็เป็นอุบายในการเทศนาธรรมของพระพุทธเจ้า เพื่อให้เหมาะสมแก่อัธยาศัยของเวไนยสัตว์นั่นเอง…

นอกจากนี้ คำว่า “อรหันต์” ยังมีความหมายอื่น ๆ อีกคือ

– ผู้สมควรรับปัจจัยมีจีวรเป็นต้น และควรได้รับการบูชาพิเศษ (จีวราทิปจฺจเย อรหติ ปูชาวิเสสญฺจาติ อรหา, อรห ธาตุ ในความหมายว่า “สมควร” อนฺต ปัจจัย)
– ผู้ที่บุคคลควรบูชา (อรหิตพฺโพ ปูเชตพฺโพติ อรหา, อรห ธาตุ + อนฺต ปัจจัย)
– ผู้ที่คนดีไม่ควรละ หรือสละ ความหมายคือ ควรคบหา เข้าไปฟังธรรม เป็นต้น (สปฺปุริเสหิ น รหิตพฺโพ น ปริจฺจชิตพฺโพติ อรหา, น+รห แปลง น เป็น อ)
– ผู้ไม่มีการไป (ไม่มีการมา) คือการกลับมาเกิดในภพต่าง ๆ อีก (รโหติ คมนํ วุจฺจติ, นตฺถิ เอตสฺส รโห คมนํ คตีสุ ปจฺจาชาตีติ อรหา, น+รห แปลง น เป็น อ)
– ผู้ไม่มีสิ่งที่จะต้องละ คือ ไม่มีบาปธรรมที่ต้องละอีก (น สนฺติ เอตสฺส รหา ปาปธมฺมาติ อรหา, น+รห แปลง น เป็น อ)

มีคำ ๔ คำ ที่ควรทำความเข้าใจให้ยิ่งต่อไป คือ คำว่า “อรหัง, อรหา, อรหัตตะ, อรหันต์”

– คำว่า “อรหัง” แปลว่า พระอรหันต์, ผู้เป็นพระอรหันต์ เป็นศัพท์ที่ใช้กับพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเท่านั้น ไม่ทั่วไปแก่พระอรหันตสาวก…ฯ อย่างเช่นที่สวดว่า “อรหัง สัมมาสัมพุทโธ ภควา… ฯ
– คำว่า “อรหา” แปลว่า พระอรหันต์, ผู้เป็นพระอรหันต์ เป็นศัพท์ที่ใช้กับพระอรหันตสาวกทั่วไป
– คำว่า “อรหัตตะ” หมายถึงธรรมที่บรรลุ คือ พระนิพพาน ฯ จริง ๆ แล้ว คำนี้ เป็นคำรวมไว้ซึ่งธรรมที่เป็นตัวบรรลุพระนิพพานรวมเข้าไปด้วย คือ อรหัตตมรรคจิตตุปบาท ซึ่งก็คือ อรหัตตมรรคจิต พร้อมกับเจตสิกที่เกิดร่วมกันในขณะแห่งมรรคจิตนั้น, และ อรหัตตผลจิตตุปบาท ซึ่งก็คือ อรหัตตผลจิต พร้อมด้วยเจตสิกธรรมที่เกิดพร้อมกันกับอรหัตตผลจิตนั้น
– คำว่า “อรหันต์” เป็นนามศัพท์ที่ใช้เรียกบุคคลที่บรรลุเป็นพระอรหันต์ เป็นคำรวม ๆ ของคำว่า “อรหัง, อรหา” นั่นเอง แต่เขียนในเชิงของภาษาไทย

สรุปว่า “ศัพท์ที่เป็นคำใช้เฉพาะในพุทธศาสนา มีที่มาที่ไป เป็นไปด้วยเหตุ-ผล มีการวิเคราะห์ความหมาย… มิใช่ศัพท์ที่ใคร ๆ ก็เอามาเรียกหรือใช้กันลอย ๆ”

บางครั้งการนำมาใช้ลอย ๆ ก็อาจเป็นการทำลายความหมายดั้งเดิมของพุทธศาสนา อย่างเช่น คำว่า “อรหันต์” ในหนังจีนที่ใช้กัน เช่น “ฝ่ามืออรหันต์” ทำไปทำมา ทำให้คนที่ไม่เข้าใจ หลงผิดไปว่า “พระอรหันต์มีวิทยายุทธ์ฝ่ามือพิฆาต ฆ่าศัตรู หรือข้าศึกได้ด้วยฝ่ามือ…เข้าใจผิดไปว่า “พระอรหันต์ยังฆ่าคน หรือฆ่าสัตว์ต่าง ๆ ได้” อันเป็นการทำลายหลักการของพระพุทธศาสนาที่ว่า “พระอรหันต์ คือผู้ที่กำจัดกิเลสได้หมดสิ้นแล้ว แล้วจะมาฆ่าคน ฆ่าสัตว์ต่าง ๆ ได้อีกอย่างไร ?”

VeeZa
๒๖ เมษายน ๒๕๖๐