ปรมัตถ์ สัจจะ และสมมติ เป็นไฉน?
ในทางปฏิบัติเป็นเช่นไร?

นัยแห่งการแสดง(เทศนานัย)

ในคัมภีร์อรรถกถาของมูลปริยายสูตร มัชฌิมนิกายมูลปัณณาสก์ กล่าวไว้ว่า
เทศนาของพระพุทธเจ้า แบ่งได้เป็น 4 อย่าง โดยอาศัยธรรมและบุคคล คือ

1.ธัมมาธิฏฐานา ธัมมเทศนา
-การแสดงธรรมมีธรรมเป็นที่ตั้ง
2.ธัมมาธิฏฐานา ปุคคลเทศนา
-การแสดงบุคคลมีธรรมเป็นที่ตั้ง
3.ปุคคลธิฏฐานา ปุคคลเทศนา
-การแสดงบุคคลมีบุคคลเป็นที่ตั้ง
4.ปุคคลธิฏฐานา ธัมมเทศนา
-การแสดงธรรมมีบุคคลเป็นที่ตั้ง

ในบรรดาเทศนา 4 อย่างนั้น เพื่อนสหธรรมิกพึงทราบว่า

1.การแสดงธรรมมีธรรมเป็นที่ตั้ง มีลักษณะเป็นดังนี้คือ ” ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เวทนามี 3 อย่าง 3 อย่างเป็นไฉน? 3 อย่าง คือ สุขเวทนา ทุกขเวทนา และ อทุกขมสุขเวทนา ” ดังนี้ เป็นต้น

2.การแสดงบุคคลมีธรรมเป็นที่ตั้ง มีลักษณะอย่างนี้ คือ ” ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุรุษนี้มีธาตุ 4 มีผัสสายตนะ 6 มีมโนปวิจาร 18 มีอธิฏฐาน 4 ” ดังนี้ เป็นต้น

3.การแสดงบุคคลมีบุคคลเป็นที่ตั้ง มีลักษณะอย่างนี้ คือ ” ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคล 3 จำพวกนี้มีดาษดื่นในโลกนี้ 3 จำพวกเป็นไฉน? 3 จำพวก คืิอ คนตาบอด, คนมีตาข้างเดียว, และคนมีตา 2 ตา ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย คนตาบอดเป็นไฉน? ฯลฯ ดังนี้ เป็นต้น

4.การแสดงธรรมมีบุคคลเป็นที่ตั้ง มีลักษณะอย่างนี้ คืิอ ” ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ทุคติภัยเป็นไฉน? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมพิจารณาอย่างนี้ ว่า วิบากอันเป็นบาปของกายทุจริต ย่อมมีในภพต่อไป ฯลฯ เขาจึงบริหารตนให้บริสุทธิ์ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่า  “ทุคติภัย” ดังนี้ เป็นต้น

ส่วน ในคัมภีร์อรรถกถาของอนังคณสูตร มัชฌิมนิกายมูลปัณณาสก์ กล่าวไว้ว่า เทศนาของพระผู้มีพระภาคเจ้า มีเป็น 2 อย่าง คือ สมมติเทศนา และ ปรมัตถเทศนา

สมมติเทศนา มีลักษณะเป็นอย่างนี้ คืิอ ” บุคคล, สัตว์, หญิง, ชาย, กษัตริย์,.พราหมณ์, เทวดา, และมาร ” เป็นต้น
ปรมัตถเทศนา มีลักษณะเป็นอย่างนี้ คือ ” อนิจจัง, ทุกขัง, อนัตตา, ขันธ์, ธาตุ, อายตนะ, สติปัฏฐาน ” เป็นต้น
ในบรรดาเทศนา 2 อย่างนี้ ชนเหล่าใดได้ฟังเทศนาโดยอาศัยสมมติแล้วแทงตลอดเนื้อความได้ สามารถที่จะละโมหะ
บรรลุคุณวิเศษได้ พระผู้มีพระภาคก็แสดงสมมติเทศนาแก่ชนเหล่านั้น

ส่วนชนเหล่าใด ฟังเทศนาโดยอาศัยปรมัตถ์ แล้วแทงตลอดเนื้อความได้ สามารถละโมหะได้ บรรลุคุณวิเศษได้ พระผู้มีพระภาคก็แสดงปรมัตถ์เทศนาแก่ชนทั้งหลายเหล่านั้น

สมดังที่ท่านโบราณาจารย์กล่าวไว้ว่า
” ทุเว สจฺจานิ อกฺขาสิ สมฺพุทโธ วทตํ วโร ” เป็นต้น ซึ่งแปลความว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ประเสริฐแห่งบรรดาผู้กล่าวทั้งหลาย กล่าวสัจจะว่ามี 2 อย่าง คือ สมมติสัจจะ และ ปรมัตถสัจจะ สัจจะที่ 3 ไม่มี คำอันเป็นเครื่องสังเกตุชื่อว่า ” สัจจะ ” เพราะเป็นเหตุแห่งการสมมติของชาวโลก คำอันเป็นปรมัตถ์ ชื่อว่าเป็น ” สัจจะ ” เพราะเป็นเหตุแห่งความเป็นจริงของธรรมทั้งหลาย เพราะเหตุนั้น มุสาวาท(การกล่าวเท็จ) จึงไม่มีแก่พระศาสดาผู้ฉลาดในโวหาร ผู้เป็นที่พึ่งของชาวโลกที่กล่าวสมมติแต่ประการใดไม่
แม้เทศนา 4 อย่างข้างต้น ก็สงเคราะห์ลงได้ใน 2 อย่างนี้ คือ ที่แสดงบุคคล จะมีธรรมเป็นที่ตั้ง หรือมีบุคคลเป็นที่ตั้งก็ตาม สงเคราะห์ลงในสมมติเทศนา ที่แสดงธรรม จะมีธรรมเป็นที่ตั้ง หรือ มีบุคคลเป็นที่ตั้งก็ตาม สงเคราะห์ลงในปรมัตถเทศนา

อนึ่ง แม้ความจริงในโลกนี้ มีแต่สภาวธรรมล้วนๆเป็นไป ไม่มีคน ไม่มีสัตว์ แต่กระนั้น พระพุทธองค์ก็ต้องตรัสถึงบัญญัติอันเป็นสมมติสัจจะด้วยเหมือนกัน เพื่อวัตถุประสงค์ 8 อย่าง ตามที่ได้แสดงไว้ในอรรถกถาของอนังคณสูตรนี้ คือ

1.เพื่อแสดงว่าสัตว์บุคคลต้องมีหิริ และ เ้โอตตัปปะ-(หิโรตฺตปฺปทีปนตฺถํ)
2.เพื่อแสดงว่าสัตว์บุคคลมีกรรมเป็นของตน(กมฺมสฺสกตาทีปนตฺถํ)
3.เพื่อแสดงว่าการกระทำของสัตว์บุคคลเป็นของเฉพาะตน(ปจฺจตฺตปุริสการทีปนตฺถํ)
4.เพื่อแสดงอนันตริยกรรมของแต่ละสัตว์บุคคล(อานนฺตริยทีปนตฺถํ)
5.เพื่อแสดงพรหมวิหารเป็นของแต่ละสัตว์บุคคล(พฺรหฺมวิหารทีปนตฺถํ)
6.เพื่อแสดงบุพเพนิวาสาเป็นของแต่ละสัตว์บุคคล(ปุพฺเพนิวาสาทีปนตฺถํ)
7.เพื่อแสดงความหมดจดแห่งทักขิณาทานของแต่ละสัตว์บุคคล(ทกฺขิณาวิสุทฺธิทีปนตฺถํ)
8.เพื่อความไม่ละเสียซึ่งสมมติของชาวโลก(โลกสมฺมติยาอปฺปหานตฺถํ)

หมายความว่าการสือความของชาวโลกระหว่างสมมติสัจจะกับปรมัตถสัจจะอิงอาศัย
กันเป็นปกติวิสัยนั่นเอง แม้บรรลุเป็นพระอรหันต์แล้วเวลากล่าวธรรมก็ยังอิงอาศัยสมมติสัจจะ และปรมัตถสัจจะอยู่ดี
ดังนั้นด้วยเหตุผลและหลักฐานดังได้กล่าวมานี้ มีบางท่านกล่าวการปฏิบัติต้องละสมมติโดยเฉพาะตำราคัมภีร์ต่างๆ เพื่อนสหธรรมิกคงพิจารณาได้เองว่าข้อเท็จจริงเป็นเช่นไร? สมดังปราชญ์ผู้รู้ทั้งหลายกล่าวว่า ผู้ไม่ต้องศึกษาเรียนรู้จากผู้อื่นมี เพียง 2 บุคคล คือ พระปัจเจกพุทธเจ้า และพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเท่านั้น แม้ทางโลกผู้รู้ตามก็ต้องศึกษาเรียนรู้จากผู้รู้คนแรกเช่นกันแล