#ประวัติความเป็นมาวันมาฆบูชา ตอน ๑

เหตุที่ได้มีพิธีทางศาสนาที่เรียกว่ามาฆบูชา
(การบูชาในเดือน ๓)
นั้นมีความเป็นมาโดยย่อดังนี้

เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงโปรด
ชฎิล ๓ พี่น้องและบริวาร ๑,๐๐๐ คน
ให้ได้บรรลุมรรคผลสิ้นอาสวะทั้งปวงแล้ว
ประทับอยู่ ณ ตำบลคยาสีสะตามพุทธอัธยาศัย

แล้วเสด็จไปนครราชคฤห์
เพื่อโปรดพระเจ้าพิมพิสาร
และประชาชนชาวนครราชคฤห์
ในการเสด็จคราวนี้
ภิกษุปุราณชฎิลทั้งหมดตามเสด็จด้วย

พระพุทธเจ้ามีพระพุทธประสงค
จะเสด็จไปเมืองราชคฤห์ก็จริ
แต่หาได้เสด็จเข้าไปทีเดียว
ไม่เสด็จพัก ณ ใต้ต้นไทร
ชื่อ สุประดิษฐ์เจดีย์
ในสวนตาลหนุ่ม (ลัฎฐิวัน)
ใกล้เมืองราชคฤห์

เป็นการหยั่งท่าทีดูก่อนว่า
พระราชาแห่งนครราชคฤห์
จะทรงพอพระทัยต้อนรับหรือไม

พระเจ้าพิมพิสาร ทรงทราบข่าวนั้น
ได้เสด็จพร้อมทั้งบริวาร ๑๒ นหุต
มาเฝ้าพระศาสดา

คนที่มาเฝ้าสงสัยกันมากว่า
ใครเป็นครูใครเป็นศิษย์
ระหว่างพระพุทธเจ้ากับอุรุเวลกัสสป

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบ
ความคิดของชาวเมืองด้วย
พระญาณ (เจโตปริยญาณ)
จึงรับสั่งให้อุรุเวลกัสสปแสดงตน

อุรุเวลกัสสปจึงลุกจากอาสนะ
ซบเศียรลงที่พระบาท
ของพระผู้มีพระภาค

พร้อมทั้งกราบทูลว่า
พระผู้มีพระภาคเป็นศาสดา
ส่วนตนเป็นสาวก

คนทั้งหลายได้เห็นดังนั้น
เพิ่มความเลื่อมใส
ในพระผู้มีพระภาคเจ้ามากขึ้

พระพุทธองค์ทรงแสดงธรรม
ให้พระเจ้าพิมพิสาร และบริวาร ๑๑ นหุต
ได้ดวงตาเห็นธรรม (เป็นโสดาบัน)
ส่วนอีก ๑ นหุต แสดงตนเป็นอุบาสก
นับถือพระรัตนตรัย

พระเจ้าพิมพิสารทูลอาราธนา
ให้เสวยในพระราชนิเวศน์ในวันรุ่งขึ้น
ทรงรับโดยอาการดุษณี

วันรุ่งขึ้นเสด็จพร้อมด้วยภิกษุบริวาร
สู่พระราชนิเวศน์ เมื่อเสวยเสร็จแล้ว
พระเจ้าพิมพิสารทรงดำริว่า

ควรให้พระศาสดาประทับที่ใดด
อันไม่ใกล้ไม่ไกลหมู่บ้านนั

สะดวกด้วยการคมนาคม
ผู้ประสงค์จะเฝ้าก็เข้าเฝ้าได้โดยง่าย

กลางวันไม่พลุกพล่าน
กลางคืนเงียบสงัดไม่มีเสียงกึกก้อง

ควรเป็นที่หลีกเร้นตามสมณวิสัย
ทรงมองเห็นเวฬุวัน (สวนไม้ไผ่) ของพระองค์

จึงตกลงพระทัยน้อมถวายเวฬุวัน
แก่สงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข
โดยทรงจับสุวรรณภิงคาร (เต้าทอง)
หลั่งน้ำน้อมถวาย