ผู้รักตนจึงไม่ควรเบียดเบียนผู้อื่น

บุคคลตั้งใจค้นหาทั่วทุกทิศ

ก็ไม่พบใครซึ่งเป็นที่รักยิ่งกว่าตนในที่ไหนๆ เลย

สัตว์ทั้งหลายเหล่าอื่นก็รักตนมากเช่นนั้นเหมือนกัน

เพราะฉะนั้น ผู้รักตนจึงไม่ควรเบียดเบียนผู้อื่น

ข้อความบางตอนใน ปิยตรสูตร ขุททกนิกาย อุทาน พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๕
http://www.84000.org/tipitaka/read/m_siri.php?B=25&siri=76

บทว่า ตสฺมา น หึเส ปรมตฺตกาโม ความว่า เพราะเหตุที่สัตว์ทั้งหมดรักตัวเอง คือรักสุข เกลียดทุกข์อย่างนี้ ฉะนั้น ผู้รักตนเมื่อปรารถนาหิตสุขเพื่อตนจึงไม่เบียดเบียน ไม่ฆ่าสัตว์อื่น โดยที่สุดมดดำมดแดง ทั้งไม่เบียดเบียนด้วยปหรณวัตถุ มีฝ่ามือ ก้อนดิน และท้อนไม้เป็นต้น.

จริงอยู่ เมื่อตนทำทุกข์ให้แก่ผู้อื่น ทุกข์นั้นเป็นเหมือนก้าวออกมาจากกรรมที่ตนทำไว้แล้วนั้น จักปรากฏในตนเวลาใกล้ตาย. ก็ข้อนี้ เป็นธรรมดาของกรรมนั่นแล.
ข้อความบางตอนในอรรถกถาปิยตรสูตรhttp://www.84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=25&i=110

=========0000==========
(ภิกษุทั้งหลายทูลถามพระศาสดาว่า)
[๑๗๓] ข้าแต่พระผู้มีพระภาค เหตุใดหนอ
เมื่อบุคคลบางคนในโลกนี้
พอพบกันเข้า จิตใจก็เมินเฉย
แต่บางคนพอพบกันเข้าเท่านั้น จิตก็เลื่อมใส(พระศาสดาทรงแสดงเหตุแห่งความรักแก่ภิกษุเหล่านั้นว่า)
[๑๗๔] ความรักนั้นเกิดด้วยสาเหตุ ๒ ประการ คือ
(๑) ด้วยการอยู่ร่วมกันในชาติปางก่อน
(๒) ด้วยการเกื้อกูลกันและกันในปัจจุบันเหมือนดอกอุบลเกิดในน้ำ
สาเกตชาดก ขุททกนิกาย ชาดก พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๗http://84000.org/tipitaka/read/m_siri.php?B=27&siri=237

สาเกตชาดก (บาลี) http://84000.org/tipitaka/read/pali_read.php?B=27&A=1833

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรมดา ความรักนี้ย่อมเกิดด้วยเหตุสองประการ คือ

ได้เป็นมารดาบิดา ธิดาบุตร พี่น้องชายพี่น้องหญิง สามีภรรยา หรือสหายมิตรกันในภพก่อน เคยอยู่ร่วมที่เคียงกันมา ความรักนั้นย่อมไม่ละ คงติดตามไปแม้ในภพอื่น เพราะการอยู่ร่วมกันในกาลก่อนอย่างหนึ่ง.

อีกอย่างหนึ่ง ความรักนั้นย่อมเกิดเพราะความเกื้อกูลกันในปัจจุบันอันได้ทำในอัตภาพนี้.

ความรักนั้นย่อมเกิดขึ้นด้วยเหตุสองประการฉะนี้ เปรียบเหมือนอุบลในน้ำฉะนั้น คือเหมือนอุบลและบุปผชาติที่เกิดในน้ำต่างๆ เกิดในน้ำ ก็ได้อาศัยเหตุสองอย่าง คือน้ำและเปือกตมฉันใด ความรักก็ย่อมเกิดด้วยเหตุสองประการนี้ฉะนั้น.

ข้อความบางตอนในอรรถกถา สาเกตชาดกhttp://84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=27&i=323