พระธรรมวินัยไม่ใช่เรื่องความพอใจส่วนตัว

——————————————-

ผมสังเกตเห็นว่า เวลามีปัญหาเรื่องพระเณรทำอย่างนั้นอย่างนี้ถูกต้องหรือไม่ มักจะมีผู้แสดงความคิดเห็นขึ้นต้นว่า

“คิดว่า….”

หรือไม่ก็ “… นี่เป็นความเห็นส่วนตัวนะ”

กับอีกประเภทหนึ่ง ยกเรื่องที่เคยมีผู้ทำขึ้นมาอ้าง … ที่สำนักโน้นท่านก็ทำ หลวงพ่อนั่นท่านก็ทำ ตลอดจน.. ฉันเองก็เคยทำ ใครๆ เขาก็ทำกัน ไม่เห็นมีใครว่าอะไร …

บางทีอ้างเรื่องในอดีตมายืนยัน … สมัยรัชกาลที่ ๑ ก็เคยทำ … อะไรประมาณนี้

ยิ่งท่านผู้ที่เคยทำนั้นเป็นคนมีหน้ามีตามีผู้เชื่อถือนับถือ ก็ยิ่งมีน้ำหนักมากขึ้น

………………

โปรดทราบว่า เรื่องเกี่ยวกับพระธรรมวินัย ไม่ใช่เรื่องที่จะคิดเอาเองว่า… ไม่ใช่เรื่องที่เอาความเห็นส่วนตัวเข้าว่า หรือแม้แต่ยกการกระทำของท่านผู้นั้นผู้โน้นขึ้นมาอ้างว่า

แต่เป็นเรื่องที่จะต้องตัดสินกันด้วยตัวบทในตัวพระธรรมวินัยเอง

คือต้องไปศึกษาดูกันว่าเรื่องนั้นๆ ตัวบทพระธรรมวินัยว่าไว้อย่างไร

และวิธีศึกษาที่มั่นใจได้มากที่สุดก็คือ-ตามไปดูจนถึงต้นฉบับ วิเคราะห์กันจากภาษาในต้นฉบับ ไม่ใช่อ้างเฉพาะคำที่มีผู้แปลไว้แล้ว

นี่คือเหตุผลที่แท้จริงของการเรียนบาลี

เรียนบาลีเพื่อจะได้เจาะเข้าไปศึกษาถึงตัวต้นฉบับ หาความจริงและความถูกต้อง เพื่อเอาหลักที่ถูกต้องมาประพฤติปฏิบัติ

น่าเสียดายที่เวลานี้การเรียนบาลีในเมืองไทยเราเบี่ยงเบนไปจนหมดสิ้น

เรามีผู้เรียนบาลีและสอบได้กันปีละมากๆ (อีกไม่กี่วันก็จะมีการตรวจข้อสอบบาลีและประกาศผลสอบให้อนุโมทนาสาธุการกันทั่วหน้าอีกปีหนึ่งแล้ว) แต่หาผู้ที่จะมีอุตสาหะในการศึกษาค้นคว้าหลักพระธรรมวินัยแทบจะไม่พบ

เรามีผู้สอบบาลีได้มากเท่าไร ปัญหาเกี่ยวกับการประพฤติปฏิบัติพระธรรมวินัยก็ยิ่งมีมากขึ้นตามกันไป-โดยไม่มีใครวินิจฉัยชี้ขาดได้ว่าอะไรถูกอะไรผิด แค่ไหนถูกแค่ไหนผิด อะไรทำได้อะไรทำไม่ได้ ฯลฯ

ตัวอย่างของจริงที่เย้ยความถูกต้องอยู่ทุกวันนี้อย่างหนึ่งก็คือ-เรื่องสังฆทาน

จะเป็นสังฆทานหรือไม่เป็นสังฆทาน ตามหลักพระธรรมวินัยตัดสินกันที่เจตนาในการถวาย

แต่ในเมืองไทยของเรานี้ (และเวลานี้น่าจะลามไปทั่วโลก) จะเป็นสังฆทานหรือไม่เป็นสังฆทานตัดสินกันด้วยของถวาย

เอาของที่ (ถูกหลอกให้) เรียกกันว่า “สังฆทาน” ไปถวายพระ ก็เชื่อกันว่าได้ “ถวายสังฆทาน” เรียบร้อยแล้ว-ร้อยทั้งร้อยเข้าใจกันอย่างนี้

อย่างเรื่องที่ผมเจอมาเอง (เคยเล่าแล้ว) สุภาพสตรีสองท่านขับรถมาจอด หิ้ว “ถังสังฆทาน” มาถามว่าหลวงพ่ออยู่ไหม จะมาถวายสังฆทานให้หลวงพ่อ หลวงพ่อไม่อยู่ ไปกิจนิมนต์ บ่ายๆ จะกลับ อ้อ งั้นเดี๋ยวบ่ายๆ อิฉันจะมาใหม่-ว่าแล้วก็หิ้ว “ถังสังฆทาน” ขึ้นรถกลับไป

นี่คือคนส่วนมากในบ้านเรา

มีศรัทธาจะถวายสังฆทาน แต่ไม่มีความรู้-หรืออันที่จริงก็คือรู้ผิดเข้าใจผิดในเรื่องสังฆทาน

อีกเรื่องที่ต่อเนื่องกันคือ-สังฆทานเวียน ทำกันทั่วไป คือเอาของที่ถวายแล้วมาเวียนถวายใหม่ โดยผู้ถวายเพียงแต่จ่ายค่า “ถังสังฆทาน” ตามราคาที่กำหนด

เคยมีการทักท้วงว่าทำไม่ถูก แต่ก็มีคำตอบข้อทักท้วงว่าสามารถทำได้โดยอ้างหลัก “ผาติกรรม”

ผมได้ฟังการอ้างหลัก “ผาติกรรม” ก็ดีใจเป็นอย่างยิ่ง แนวการปฏิบัติควรเป็นเช่นนี้-คือปฏิบัติโดยอ้างหลักพระธรรมวินัย ไม่ใช่ทำไปตามความเข้าใจเอาเอง

“ผาติกรรม” เป็นหลักพระธรรมวินัยอย่างหนึ่ง หมายถึงการเอาของที่ดีกว่ามาแลกเปลี่ยนกับของสงฆ์ที่สงฆ์เห็นว่าเก็บไว้มีไว้ก็ไม่ได้ใช้ประโยชน์ อย่างนี้เป็นต้น

ตัวอย่างเช่น มีคนถวายโอ่งให้วัดหลายใบ แต่วัดมีโอ่งใช้มากพอแล้ว จึงทำ “ผาติกรรม” โอ่งที่เหลือใช้ พูดกันตรงๆ ก็คือขายโอ่งเอาเงินเข้าวัด คนที่ซื้อโอ่งวัดไปต้องให้ราคาดีกว่าราคาตลาด เช่นราคาตลาดโอ่งใบละ ๑๐๐ บาท คนที่ซื้อโอ่งวัดไปให้ราคาใบละ ๑๒๐ บาท อย่างนี้คือหลักการของ “ผาติกรรม”

ถ้าโอ่งราคา ๑๐๐ บาท แต่วัดขายไปราคา ๙๐ บาท อย่างนี้ผิดหลักผาติกรรม จะกลายเป็นเอาของเลวกว่าไปแลกของสงฆ์ เป็นการเอาเปรียบสงฆ์ ซึ่งสาธุชนคนดีเขาไม่ทำกัน

ฟังตามนี้ ดูเหมือนว่า “สังฆทานเวียน” จะสามารถทำได้ ไม่ผิด

แต่ถ้าคิดให้ละเอียดจะเห็นว่าน่าจะเกิดปัญหา

เช่นถังสังฆทาน (เรียกกันผิดๆ) ราคา ๒๐๐ บาท

สมมุติว่าโยมคนที่ ๑ มาผาติกรรมถังสังฆทานใบนั้นในราคา ๒๒๐ บาท นี่คือทำตามหลักผาติกรรม

ตอนนี้ถังสังฆทานใบนั้นไม่ใช่ราคา ๒๐๐ แล้ว แต่ราคาเป็น ๒๒๐

โยมคนที่ ๒ มาผาติกรรมถังใบนั้น ต้องให้ราคามากกว่า ๒๒๐ จึงจะถูกต้องตามหลักผาติกรรม

แต่ข้อเท็จจริง ใครมาถวายกี่รอบ ถังใบเดิมก็ราคาเท่าเดิมทุกรอบไป

จะเรียกว่าผาติกรรมได้อย่างไร

นี่แค่คิดเล่นๆ แต่อยากให้เอาไปตรึกตรองและปฏิบัติกันให้ถูกต้องจริงๆ

แต่พอดีว่าเรื่อง “ผาติกรรม” นี้ พระธรรมวินัยมีข้อกำหนดไว้ชัดเจนว่า จะทำได้เฉพาะของที่เป็น “ครุภัณฑ์” เท่านั้น

เกิดมีภาษาวิชาการขึ้นมาอีกคำหนึ่ง คือ “ครุภัณฑ์”

ก็ต้องไปศึกษาหาคำจำกัดความต่อไปอีกว่า “ครุภัณฑ์” ตามหลักพระธรรมวินัยนั้นคืออะไร แล้วจึงเอาหลักนั้นมาจับว่า ของที่เรียกกันว่า “ถังสังฆทาน” นั้น อยู่ในจำพวกที่เป็น “ครุภัณฑ์” หรือมิใช่

นี่คือ-ที่ผมบอกไว้ข้างต้นว่า-เรื่องเกี่ยวกับพระธรรมวินัย ไม่ใช่เรื่องที่จะคิดเอาเองว่า… ไม่ใช่เรื่องที่เอาความเห็นส่วนตัวเข้าว่า หรือแม้แต่ยกการกระทำของท่านผู้นั้นผู้โน้นขึ้นมาอ้างว่า …

แต่เป็นเรื่องที่จะต้องยกเอาหลักพระธรรมวินัยจากต้นฉบับมาอ้างอิงก่อนว่าตัวบทกำหนดไว้อย่างไร

ต่อจากนั้นคำอธิบายตัวบท (เช่นอรรถกถา) ท่านอธิบายไว้อย่างไร

แล้วคัมภีร์รองๆ ลงมาอีกท่านอธิบายไว้อย่างไร

จนถึงมติของโบราณาจารย์เกี่ยวกับเรื่องนั้นท่านว่าไว้อย่างไร

ข้อเท็จจริงคือ พระธรรมวินัยอันเป็นตัวพระศาสนานั้นไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวานนี้ และเราไม่ใช่คนแรกที่ได้พบเห็น

พระธรรมวินัยเป็นของมีมานานนักหนา มีผู้พบเห็น มีผู้ศึกษา เรียนรู้ ขบคิด และนำไปปฏิบัติมาก่อนเราหลายชั่วคนมาแล้ว

เพราะฉะนั้น อย่าเข้าใจเอาเอง อย่าเอาความพอใจของตัวเองเป็นที่ตั้ง และอย่าอ้างการปฏิบัติของบุคคลในปัจจุบันเป็นเครื่องตัดสิน

พระไตรปิฎกว่าอย่างไรฉันไม่รู้ ฉันไม่สน แต่ฉันชอบคำสอนของอาจารย์ท่านนี้-ทุกวันนี้เราเป็นกันอย่างนี้เป็นส่วนมาก

พระทำอะไรได้ พระทำอะไรไม่ได้ เราก็เอาความพอใจหรือความเข้าใจส่วนตัวเป็นที่ตั้ง

ทุกวันนี้จึงแทบจะไม่มีใครยกตัวบทพระธรรมวินัยขึ้นมาอ้างอิง

เมื่อเอาความพอใจ ความชอบใจ หรือความเข้าใจส่วนตัวเป็นที่ตั้ง การประพฤติปฏิบัติก็ย่อมจะผิดแผกแตกต่างกันไปตามความพอใจของแต่ละคนหรือแต่ละสำนัก

การรับกฐินก็เป็นตัวอย่างอีกเรื่องหนึ่งที่-เวลานี้เอาความเข้าใจส่วนตัวเป็นที่ตั้ง

พระจำพรรษาไม่ถึง ๕ รูปรับกฐินได้หรือไม่

พระจำพรรษาไม่ถึง ๕ รูป ไปนิมนต์จากวัดอื่นมาให้ครบ รับกฐินได้หรือไม่

พระจำพรรษาวัดหนึ่ง ไปขอใช้โบสถ์ของอีกวัดหนึ่งทำสังฆกรรมกฐิน ได้หรือไม่

ต่างคนต่างวัดต่างก็ทำไปตามความเข้าใจส่วนตัว บางทีอ้างเจ้าคณะนั่นเจ้าคุณนี่บอกว่าทำได้

แต่ไม่ได้อ้างพระธรรมวินัย

พระขับรถไปไหนมาไหนเหมือนชาวบ้าน ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่กำลังพบเห็นกันมากขึ้น

ตามพระธรรมวินัยแล้วทำได้หรือไม่ ไม่มีคำตอบ แต่มีผู้ทำแล้ว และนับวันจะมีทำกันมากขึ้น

ปัญหาเหล่านี้จะไม่เกิดขึ้นเลยถ้าผู้บริหารการพระศาสนาของเราเข้มแข็ง

ถ้าคณะสงฆ์มี “กองวิชาการคณะสงฆ์” ยกปัญหาเกี่ยวกับพระธรรมวินัยขึ้นวินิจฉัย ระดมนักวิชาการพระศาสนาให้ช่วยกันศึกษาสืบค้นหลักพระธรรมวินัยเกี่ยวกับเรื่องนั้นๆ ให้ได้คำตอบที่ชัดเจน แล้วประกาศออกมาเป็นหลักปฏิบัติของคณะสงฆ์ไทย ถือปฏิบัติทั่วกันทั้งสังฆมณฑล ก็จะไม่ต้องมานั่งถกเถียงกันโดยไม่มีข้อยุติ

ตัวอย่างที่เห็นกันชัดๆ และท่านทำมาแล้วตั้งแต่อดีตกาลอย่างเช่น – โกนคิ้วไม่มีในพระธรรมวินัย แต่ถ้าคุณบวชในคณะสงฆ์ไทย คุณต้องโกนคิ้ว – จบ

ทำไมจึงไม่ทำ?

ทรัพยากรมีพร้อมทุกด้าน ทั้งบุคคล สถานที่ อุปกรณ์ แหล่งสนับสนุน มีทุกอย่าง

ขาดอย่างเดียว คือ ผู้มีอำนาจท่านไม่สั่งการ

……………….

เพราะฉะนั้น ทางเดียวที่ทำได้ก็คือ ใครรักพระศาสนา ใครมีฉันทะมีอุตสาหะ ใครมีกำลัง คนนั้นก็ศึกษาค้นคว้าไปตามลำพัง

ได้ความรู้มาเท่าไร ก็เผยแพร่ออกไปตามสติกำลัง

ด้วยความหวังว่า จะได้ช่วยให้เพื่อนร่วมพระศาสนามีความรู้ความเข้าใจแล้วนำไปประพฤติปฏิบัติให้ถูกต้องต่อไป

อย่างที่ผมกำลังทำอยู่ในเวลานี้

จึงขอร้องมายังเพื่อนผู้ร่วมพระศาสนา ท่านมีกุศลจิตศรัทธาต่อพระศาสนานั้นดีนักแล้ว ขออนุโมทนา แต่ขอแรงสักนิด ช่วยศึกษาเรียนรู้ให้เข้าใจถูกต้องขึ้นอีกสักหน่อยว่าเรื่องนั้นๆ หลักพระธรรมวินัยท่านแสดงท่านบัญญัติไว้อย่างไร พยายามศึกษาหาความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องก่อน เมื่อแน่ใจว่าไม่ผิดแน่แล้วจึงค่อยลงมือทำ

อย่าคิดเอาเอง เข้าใจเอาเอง หรือทำตามๆ กันไป

เหตุผลก็อย่างที่ผมตั้งชื่อเรื่องนั่นแหละ – พระธรรมวินัยไม่ใช่เรื่องความพอใจส่วนตัว

นาวาเอก ทองย้อย แสงสินชัย
๘ มีนาคม ๒๕๖๒
๒๐:๔๔