พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า ตถาคต เพราะเสด็จไปอย่างนั้น 

อีกนัยหนึ่ง เหมือนอย่างพระผู้มีพระภาคพระวีปัสสีเสด็จไปแล้ว ฯลฯ พระผู้มีพระภาคพระกัสสปะเสด็จไปแล้วฉันใด แม้พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นี้ก็เหมือนฉันนั้นทีเดียว

ทรงละกามฉันทะด้วยเนกขัมมะ เสด็จไปแล้ว ทรงละพยาบาทด้วยความไม่พยาบาท ทรงละถีนมิทธะด้วยอาโลกสัญญา ทรงละอุทธัจจกุกกุจจะด้วยความไม่ฟุ้งซ่าน ทรงละวิจิกิจฉาด้วยการกำหนดธรรม เสด็จไปแล้ว

ทรงทำลายอวิชชาด้วยพระปรีชาญาณ ทรงบรรเทาอรติด้วยความปราโมทย์ ทรงเปิดบานประตูคือนิวรณ์ด้วยปฐมฌาน ทรงยังวิตกและวิจารณ์ให้สงบด้วยทุติยฌาน ทรงหน่ายปีติด้วยตติยฌาน ทรงละสุขและทุกข์ด้วยจตุตถฌาน ทรงก้าวล่วงรูปสัญญา ปฏิฆสัญญาและนานัตตสัญญาด้วยอากาสานัญจายตนสมาบัติ ทรงก้าวล่วงอากาสานัญจายตนสัญญาด้วยวิญญาณัญจายตนสมาบัติ ทรงก้าวล่วงวิญญาณัญจายตนสัญญาด้วยอากิญจัญญายตนสมาบัติ ทรงก้าวล่วงอากิญจัญญายตนสัญญาด้วยเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ เสด็จไปแล้ว

ทรงละนิจจสัญญาด้วยอนิจจานุปัสสนา ทรงละสุขสัญญาด้วยทุกขานุปัสสนา ทรงละอัตตสัญญาด้วยอนัตตานุปัสสนา ทรงละความเพลิดเพลินด้วยนิพพิทานุปัสสนา ทรงละความกำหนัดด้วยวิราคานุปัสสนา ทรงละสมุทัยด้วยนิโรธานุปัสสนา ทรงละความยึดมั่นด้วยปฏินิสสัคคานุปัสสนา ทรงละฆนสัญญาด้วยขยานุปัสสนา ทรงละความเพิ่มพูนด้วยวยานุปัสสนา ทรงละความยั่งยืนด้วยวิปริณามานุปัสสนา

ทรงละนิมิตตสัญญาด้วยอนิมิตตานุปัสสนา ทรงละการตั้งมั่นแห่งกิเลสด้วยอัปปณิหิตานุปัสสนา ทรงละการยึดมั่นด้วยสุญญตานุปัสสนา ทรงละความยึดมั่นด้วยการยึดถือว่าเป็นสาระด้วยอธิปัญญาธรรมวิปัสสนา ทรงละความยึดมั่นโดยความลุ่มหลงด้วยยถาภูตญาณทัสสนะ ทรงละความยึดมั่นในธรรมเป็นที่อาลัยด้วยอาทีนวานุปัสสนา ทรงละการไม่พิจารณาสังขารด้วยปฏิสังขานุปัสสนา ทรงละความยึดมั่นในการประกอบกิเลสด้วยวิวัฏฏานุปัสสนา

ทรงหักกิเลสอันตั้งอยู่ร่วมกับทิฏฐิด้วยโสดาปัตติมรรค ทรงละกิเลสหยาบด้วยสกทาคามิมรรค ทรงเพิกกิเลสอย่างละเอียดด้วยอนาคามิมรรค ทรงตัดกิเลสทั้งหมดได้ด้วยอรหัตตมรรค เสด็จไปแล้ว.

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า ตถาคต เพราะเสด็จไปอย่างนั้น เป็นอย่างนี้.
…………..
ข้อความบางตอนใน อรรถกถาพรหมชาลสูตร http://www.84000.org/tipitaka/attha/attha.php…

หมายเหตุ : ในอรรถกถาพรหมชาลสูตรข้างต้นนั้น พระอรรถกถาจารย์ ได้จำแนกเป็นธรรมฝ่ายอุปจารฌาน ๗, สมาบัติ ๘, มหาวิปัสสนา ๑๘ และโลกุตตรธรรม ๔

พึงเปรียบเทียบกับ ธรรมที่ควรรู้ยิ่งในธรรมหมวดกัมมัฏฐาน ที่พระสารีบุตร ได้จำแนกธรรมไว้คือ ธรรมฝ่ายอุปจารฌาน ๗, สมาบัติ ๘, มหาวิปัสสนา ๑๘ และโลกุตตรธรรม ๘ ดังนี้

ธรรมฝ่ายอุปจารฌาน ๗ ประการ คือ เนกขัมมะ อพยาบาท อาโลกสัญญา อวิกเขปะ ธัมมววัตถาน ญาณ ปามุชชะ

สมาบัติ ๘ ประการ คือ ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน
อากาสานัญจายตนสมาบัติ วิญญาณัญจายตนสมาบัติ
อากิญจัญญายตนสมาบัติ เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ

มหาวิปัสสนา ๑๘ ประการ คือ อนิจจานุปัสสนา
ทุกขานุปัสสนา อนัตตานุปัสสนา
นิพพิทานุปัสสนา วิราคานุปัสสนา นิโรธานุปัสสนา
ปฏินิสสัคคานุปัสสนา
ขยานุปัสสนา วยานุปัสสนา วิปริณามานุปัสสนา
อนิมิตตานุปัสสนา อัปปณิหิตานุปัสสนา
สุญญตานุปัสสนา อธิปัญญาธัมมวิปัสสนา
ยถาภูตญาณทัสสนะ อาทีนวานุปัสสนา
ปฏิสังขานุปัสสนา วิวัฏฏนานุปัสสนา

โลกุตตรธรรม ๘ ประการ คือ
โสดาปัตติมรรค โสดาปัตติผลสมาบัติ
สกทาคามิมรรค สกทาคามิผลสมาบัติ
อนาคามิมรรค อนาคามิผลสมาบัติ
อรหัตตมรรค อรหัตตผลสมาบัติ
………………..
สุตมยญาณนิทเทส ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค พระไตรปิฎกเล่มที่ ๓๑
ขุ.ป.(ไทย)๓๑/๑๘-๑๙/๒๖ มจร. http://www.84000.org/tipitaka/read/m_siri.php?B=31&siri=5
ขุ.ป.(บาลี) ๓๑/๔๗-๔๙/๒๙-๓๐ สยามรัฐhttp://www.84000.org/tipitaka/pitaka_item/pali_item_s.php…