Polapat Jittivuthikan

“การแปลอย่างนี้ ไม่ใช่แค่สนุกหรือขำ แต่เป็นอันตราย”

ข่าวนั้นบอกว่า พระคึกฤทธิ์แปลคำบาลี “สกิเทว” (ในพุทธวจนะที่แสดงความหมายของ “สกิทาคามี”) ว่า “เทวดาครั้งเดียว

อาตมาอยู่ห่างไกล ได้ยินนิดหน่อย ก็ฟังไว้ก่อน ต่อมาสักครึ่งค่อนเดือนที่ผ่านมานี้ มีพระไปพบ ก็ได้ถามเผื่อท่านรู้ ท่านยืนยันว่าพระคึกฤทธิ์แปลอย่างนั้นจริงๆ

คำแปลนั้นไม่ถูกต้องแน่นอน และเรื่องอย่างนี้ควรถือเป็นเรือ่งสำคัญ เพราะเป็นการกระทำต่อหลักของพระพุทธศาสนาที่มีความหมายต่อคนจำนวนมากมาย ถ้าเรื่องคืบหน้าหรือขยายขอบเขตมากขึ้น จะทำให้เกิดความสับสนทางความรู้ความคิด ซึ่งเป็นอันตราย จะแค่หัวเราะสนุกสนานกันเท่านั้นไม่ได้

ถ้ามองในแง่ดี ก็เอาเป็นเครื่องกระแทกกระทั้นให้คนไทยตื่นขึ้นมาใส่ใจศึกษาหาความรู้ความเข้าใจ เพื่อทำอะไรๆ ให้ถูกต้อง

ทีนี้ก็ดูว่าพระคึกฤทธิ์แปลขึ้นมาอย่างนี้ได้อย่างไร เมื่อไม่ได้สอบถามท่านโดนตรง ก็พอจะเดาหรือสันนิษฐานได้

“สกิเทว” นั้น คนไทยดูแค่เผินๆ ก็พอจะนึกว่าคงมาจาก ๒ คำรวมกัน คือ “สกิ+เทว”

ตัวหลังคือ “เทว” คุ้นกันในภาษาไทยอยู่แล้ว ก็คือ เทวะ หรือเทพ หรือเทวดานั่นเอง (มาจากคำบาลี ที่ใช้เป็นคำไทยไปแล้ว) คำนี้จึงเหมือนกับว่ารู้อยู่แล้ว ไม่ต้องสืบค้นอะไร แปลได้ทันที

แต่ “สกิ” ไม่มีในภาษาไทย จะแปลว่าอย่างไร สงสัยว่าพระคึกฤทธิ์คงจะไปค้นดูในพจนานุกรม หรือ dictionary ภาษาบาลีสักเล่มหนึ่ง จึงได้ความหมายที่เข้าทาง (ยังไม่แท้) ว่า “ครั้งเดียว” ถ้าท่านดูในพจนานุกรมได้มา ก็คือท่านไปไม่พ้นอรรถกถา

การแปลอย่างนี้ ไม่ใช่แค่สนุกหรือขำ แต่เป็นอันตราย ถ้ามากขึ้นๆ ก็วุ่นวายสับสน

อันนี้น่าจะเทียบได้คล้ายกับคนที่บอกว่า แปลภาษาอังกฤษเป็นไทยน่ะหรือ ง่ายมาก ฉันไม่ต้องใช้ dictionary หรอก

คนนี้เจอคำว่า season ก็บอกได้ทันที คำนี้หรือ ง่ายมาก ชัดอยู่แล้ว sea ก็ทะเล son ก็ลูกชาย รวมกัน season เป็นลูกทะเลๆ ก็คือทหารเรือ เพราะฉะนั้น season ก็คือทหารเรือ

แถมพอมีใครให้ดู dictionary ก็บอกอีกว่า dictionary เล่มนี้ผิด อะไรกัน แปลได้อย่างไรว่า “ฤดู” เห็นอยู่ชัดๆ sea – ทะเล กับ son – ลูกชาย ก็ลูกทะเล นี่แหละทหารเรือ

ที่จริง ที่เขาว่าไม่ต้องดู dictionary นั้น เขาอาจจะรู้คำนี้มาจากคุณครู ซึ่งได้ดูคำนี้ใน dictionary มาก่อนแล้ว หรือง่ายๆ คำพวกนี้ได้พูดได้พบในชีวิตประจำวันกันบ่อยนักจนคุ้นมาก ไม่ต้องสืบว่าใครเป็นคนดู dictionary หรือบอกความหมายเป็นคนแรก

หันกลับมาที่ “สกิเทว”

ถ้าเราไม่ปฏิเสธ dictonary ก็ไปดูอรรถกถาในหน้าที่พื้นฐานคือบอกความหมาย เหมือนเป็น dictionary หรือพจนานุกรมฉบับต้น ก็พบหลายแห่ง ยกมาสักที่ว่า

“สกิเทวาติ เอกวารเมว ฯ”

= สกิเทว หมายความว่า วาระเดียวเท่านั้น (ครั้งเดียวเท่านั้น)

ที่จริง คำว่า “สกิเทว” นั้น ถ้ารู้ไวยากรณ์บาลีบ้างแม้แต่ขั้นต้นๆ ก็รู้ว่าง่ายๆ ไม่ต้องไปถึงอรรถกถา หรือพจนานุกรมอะไร

ถ้ารู้ไวยากรณ์บาลีอยู่บ้าง ก็รู้ว่า

“สกิเทว” มาจาก “สกิํ เอว”
สกิํ (ครั้งเดียว) + เอว (เท่านั้น) = ครั้งเดียวเท่านั้น
สกิํ คำหนึ่ง กับ เอว อีกคำหนึ่ง เอามารวมจับติดกัน สกิํ กลายเป็น สกิทฺ บวกกับ เอว จึงเป็น “สกิเทว”
จะคง สกิํ ไว้ก็ได้ แต่ต้องเติม ย รวมกันเป็น “สกิํเยว”

ก็เหมือนกับ “เอกวารเมว” ที่เอามาบอกเป็นความหมาย

“เอกวารเมว” มาจาก “เอกวารํ เอว”
เอกวารํ (วาระเดียว) + “เอกวารํ เอว”
เอกวารํ คำหนึ่งกับ เอว อีกคำหนึ่ง เอามารวมจับติดกัน เอกวารํ กลายเป็น เอกวารมฺ บอกกับ เอว จึงเป็น “เอกวารเมว”
จะคง เอกวารํ ไว้ก็ได้ แต่ต้องเติม ย รวมกันเป็น “เอกวารํเยว”

“สกิเทว” ก็ดี “สกิํเยว” ก็ดี “เอกวารเมว” ก็ดี “เอกวารํเยว” ก็ดีมีมามากมาย พบได้ทั่วไปในคัมภีร์หรือหนังสือบาลีทั้งหลาย

นี่คือง่ายๆ ไม่มีเทวดาอะไรมาเกี่ยว เป็นเรื่องของถ้อยคำสามัญ ที่เป็นไปตามหลักภาษา ไวยากรณ์บาลี

ก็คล้ายกับเรื่อง season นั่นแหละ จะเอาแค่ว่า sea+son ไม่ได้ ดูไปดูมา กลายเป็น season – seison – sation- satus

ที่ว่ามานี้ ก็แสดงให้เห็นประโยชน์ขั้นต้นอย่างพื้นๆ ของอรรถกถา ซึ่งควรทราบ ก่อนก้าวอย่างเห็นทิศเห็นทางไปในการศึกษาพระไตรปิฎก และพระพุทธศาสนา

(รู้จักพระไตรปิฎกให้ชัด ให้ตรง น.๖๓-๖๖) พระพรหมคุณาภรณ์ ป.อ.ปยุตโต

 


เรื่องในหมวดเดียวกัน