จะบาปหรือจะบวช
****************
สามัญญผลสูตร แปลว่า พระสูตรที่ว่าด้วยผลแห่งความเป็นสมณะ คำว่า ความเป็นสมณะ หมายถึงการบวชเป็นภิกษุในพระพุทธศาสนา

พระเจ้าอชาตศัตรูทรงเล่าว่าได้เสด็จไปหาเจ้าลัทธิ ๖ คน คือ (๑) ครูปูรณะ กัสสปะ (๒) ครูมักขลิ โคศาล (๓) ครูอชิตะ เกสกัมพล (๔) ครูปกุธะ กัจจายนะ (๕) ครูนิครนถ์ นาฏบุตร (๖) ครูสัญชัย เวลัฏฐบุตร ได้ตรัสถามปัญหาเรื่องสามัญญผล ครูทั้ง ๖ ก็ได้ทูลอธิบายลัทธิของตนให้ทรงทราบ

ลัทธิทั้ง ๖ คือ 

๑. ลัทธิของครูปูรณะ กัสสปะ จัดอยู่ในประเภทอกิริยวาทะ คือเห็นว่าทำไม่เป็นอันทำ (การกระทำไม่มีผลคือทำบุญไม่ได้บุญ ทำบาปไม่ได้บาป)

๒. ลัทธิของครูมักขลิ โคศาล จัดอยู่ในประเภทนัตถิกวาทะ คือเห็นว่าไม่มีเหตุ ไม่มีปัจจัย (ความบริสุทธิ์ ความเศร้าหมอง ไม่มีเหตุปัจจัย คือหลังจากเวียนว่ายตายเกิดจนถึงที่สุดแล้ว สัตว์จักบริสุทธิ์เอง ที่เรียกว่าสังสารสุทธิ)

๓. ลัทธิของครูอชิตะ เกสกัมพล จัดอยู่ในประเภทอุจเฉทวาทะ คือเห็นว่าขาดสูญ (ยัญที่บูชาแล้วไม่มีผล)

๔. ลัทธิของครูปกุธะ กัจจายนะ จัดอยู่ในประเภทนัตถิกวาทะ

๕. ลัทธิของครูนิครนถ์ นาฏบุตร จัดอยู่ในประเภทอัตตกิลมถานุโยค คือการทรมานตนเพื่อเผากิเลส และอยู่ในประเภทสัสสตวาทะ คือเห็นว่าชีวะเที่ยง

๖. ลัทธิของครูสัญชัย เวลัฏฐบุตร จัดอยู่ในประเภทอมราวิกเขปวาทะ คือมีวาทะหลบเลี่ยงไม่ตายตั

หลังจากนั้น พระเจ้าอชาตศัตรูทรงถามปัญหากับพระพุทธเจ้าถึงอานิสงส์ของการบวชที่เห็นได้ในปัจจุบันมีอะไรบ้าง พระพุทธองค์ตรัสถึงอานิสงส์ของการบวช สรุปได้ดังนี้

๑. คนที่เป็นทาสกรรมกร เมื่อบวชแล้วย่อมได้รับความเคารพกราบไหว้ ให้ความคุ้มครองจากบุคคลผู้มีชนชั้นสูงกว่าตนในสมัยครั้งก่อนบวช

๒. คนที่เป็นชาวนา เมื่อบวชแล้วย่อมได้รับความเคารพกราบไหว้ ให้ความคุ้มครอง และถวายปัจจัย ๔ จากบุคคลผู้มีชนชั้นสูงกว่าตนในสมัยครั้งก่อนบวช

๓. คนที่บวชเมื่อได้ประพฤติพรหมจรรย์ สมบูรณ์ด้วยศีล สำรวมอินทรีย์ มีสติสัมปชัญญะ มีความสันโดษยินดีด้วยปัจจัย ๔ พักอยู่ ณ เสนาสนะเงียบสงัด บำเพ็ญสมาธิ ละนิวรณ์ ๕ ได้บรรลุฌานที่ ๑ (ปฐมฌาน)

๔. ได้บรรลุฌานที่ ๒ (ทุติยฌาน)

๕. ได้บรรลุฌานที่ ๓ (ตติยฌาน)

๖. ได้บรรลุฌานที่ ๔ (จตุตถฌาน)

๗. ได้บรรลุวิปัสสนาญาณ คือ ญาณที่เป็นวิปัสสนา (ความรู้และความเห็นตรงตามเป็นจริง)

๘. ได้บรรลุมโนมยิทธิญาณ คือ ญาณที่ทำให้มีฤทธิ์ทางใจ

๙. ได้บรรลุอิทธิวิธญาณ คือ ญาณที่ทำให้แสดงฤทธิ์ต่างๆได้

๑๐. ได้บรรลุทิพพโสตธาตุญาณ คือ ญาณที่ทำให้มีหูทิพย์

๑๑. ได้บรรลุเจโตปริยญาณ คือ ญาณที่ทำให้กำหนดใจผู้อื่นได้

๑๒. ได้บรรลุปุพเพนิวาสานุสสติญาณ คือ ญาณที่ทำให้ระลึกชาติได้

๑๓. ได้บรรลุทิพพจักขุญาณ คือ ญาณที่ทำให้มีตาทิพย์

๑๔. ได้บรรลุอาสวักขยญาณ คือ ญาณที่ทำให้สิ้นอาสวะ

พระพุทธองค์ทรงสรุปว่า อานิสงส์ของการบวชในปัจจุบันมีผลสูงกว่ากันไปตามลำดับ ใน ๒ ข้อแรก เป็นผลแห่งการบวชที่เห็นได้ด้วยตา ส่วนที่เหลือคือผลแห่งการบวชที่ประณีตกว่า ๒ ข้อแรก

เมื่อเปรียบเทียบกับลัทธิของครูทั้ง ๖ จะเห็นได้ว่าแตกต่างกันมาก ทำให้พระเจ้าอชาตศัตรูทรงเลื่อมใสคำสอนของพระพุทธเจ้าทันที เพราะทรงเห็นผลประจักษ์ หากพระองค์ไม่ทรงทำปิตุฆาต (ฆ่าบิดา) เสียก่อน พระองค์จะต้องสำเร็จเป็นพระโสดาบันในทันที
…………..
ดูรายละเอียดใน สามัญญผลสูตร ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค พระไตรปิฎกเล่มที่ ๙
http://84000.org/tipitaka/pitaka2/m_siri.php?B=09&siri=2

อรรถกถาสามัญญผลสูตร http://84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=09&i=91