ปัญญาในการตัดขาดอาสวะ เพราะความบริสุทธิ์แห่งจิตที่ไม่ฟุ้งซ่าน ชื่อว่า อานันตริกสมาธิญาณ

พระสารีบุตรนำธรรม ๗๗ ประการมาจำแนกด้วยอานันตริกสมาธิญาณ จัดเป็นหมวดได้ ๖ หมวด ดังนี้

หมวดที่ ๑. ธรรม ๗ ประการ ได้แก่ (๑) เนกขัมมะ (๒) อพยาบาท (๓) อาโลกสัญญา (๔) อวิกเขปะ (๕) ธัมมววัตถาน (๖) ญาณ (๗) ปามุชชะ

หมวดที่ ๒. สมาบัติ ๘ ได้แก่ รูปฌาน ๔ และอรูปฌาน ๔

หมวดที่ ๓. กสิณ ๑๐ ได้แก่ (๑) ปฐวีกสิณ (๒) อาโปกสิณ (๓) เตโชกสิณ (๔) วาโยกสิณ (๕) นีลกสิณ (๖) ปีตกสิณ (๗) โลหิตกสิณ (๘) โอทาตกสิณ (๙) อากาสกสิณ (๑๐) วิญญาณกสิณ

หมวดที่ ๔. อนุสสติ ๑๐ ได้แก่ (๑) พุทธานุสสติ (๒) ธัมมานุสสติ (๓) สังฆานุสสติ (๔) สีลานุสสติ (๕) จาคานุสสติ (๖) เทวตานุสสติ (๗) อานาปานัสสติ (๘) มรณัสสติ (๙) กายคตาสติ (๑๐) อุปสมานุสสติ

หมวดที่ ๕. สัญญา ๑๐ ได้แก่ (๑) อุทธุมาตกสัญญา (๒) วินีลกสัญญา (๓) วิปุพพก-สัญญา (๔) วิจฉิททกสัญญา (๕) วิกขายิตกสัญญา (๖) วิกขิตตกสัญญา (๗) หตวิกขิตตกสัญญา (๘) โลหิตกสัญญา (๙) ปุฬวกสัญญา (๑๐) อัฏฐิกสัญญา

หมวดที่ ๖. อานาปานสติ (การมีสติกำหนดลมหายใจเข้า-ออก) ๓๒ ประการ จัดเป็น ๑๖ คู่ ได้แก่
คู่ที่ ๑. การหายใจเข้า-ออกยาว
คู่ที่ ๒. การหายใจเข้า-ออกสั้น
คู่ที่ ๓. ความกำหนดรู้กองลมทั้งปวงหายใจเข้า-ออก
คู่ที่ ๔. ความระงับกายสังขารหายใจเข้า-ออก
คู่ที่ ๕. ความกำหนดรู้ปีติหายใจเข้า- ออก
คู่ที่ ๖. ความกำหนดรู้สุขหายใจเข้า-ออก
คู่ที่ ๗. ความกำหนดรู้จิตตสังขารหายใจเข้า-ออก
คู่ที่ ๘. ความระงับจิตตสังขารหายใจเข้า-ออก
คู่ที่ ๙. ความกำหนดรู้จิตหายใจเข้า-ออก
คู่ที่ ๑๐. ความทำจิตให้บันเทิงหายใจเข้า-ออก
คู่ที่ ๑๑. ความตั้งจิตไว้หายใจเข้า-ออก
คู่ที่ ๑๒.ความเปลื้องจิตหายใจเข้า-ออก
คู่ที่ ๑๓.ความพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงหายใจเข้า-ออก
คู่ที่ ๑๔. ความพิจารณาเห็นความคลายกำหนัดหายใจเข้า-ออก
คู่ที่ ๑๕. ความพิจารณาเห็นความดับหายใจเข้า-ออก
คู่ที่ ๑๖. ความพิจารณาเห็นความสละคืนหายใจเข้า-ออก

ตัวอย่างการจำแนกด้วยเนกขัมมะ ดังมีข้อความว่า
[๘๐] ปัญญาในการตัดขาดอาสวะ เพราะความบริสุทธิ์แห่งจิตที่ไม่ฟุ้งซ่าน ชื่อว่าอานันตริกสมาธิญาณ เป็นอย่างไร คือ ความที่จิตเป็นเอกัคคตารมณ์ (มีอารมณ์เดียว) ไม่ฟุ้งซ่านด้วยอำนาจแห่งเนกขัมมะ ชื่อว่าสมาธิ ญาณย่อมเกิดขึ้นด้วยอำนาจแห่งสมาธินั้น อาสวะทั้งหลายย่อมสิ้นไปด้วยญาณนั้น สมถะมีก่อน ญาณมีภายหลัง ด้วยประการฉะนี้ ความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย ย่อมมีได้ด้วยญาณนั้น เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่าปัญญาในการตัดขาดอาสวะเพราะความบริสุทธิ์แห่งจิตที่ไม่ฟุ้งซ่าน ชื่อว่าอานันตริกสมาธิญาณ

คำว่า อาสวะ อธิบายว่า อาสวะเหล่านั้น อะไรบ้าง คือ กามาสวะ (อาสวะคือกาม) ภวาสวะ (อาสวะคือภพ) ทิฏฐาสวะ (อาสวะคือทิฏฐิ) อวิชชาสวะ (อาสวะคืออวิชชา)

อาสวะเหล่านี้ย่อมสิ้นไป ณ ที่ไหน คือ ทิฏฐาสวะทั้งสิ้นย่อมสิ้นไปด้วยโสดาปัตติมรรค กามาสวะซึ่งเป็นเหตุให้สัตว์ไปสู่อบาย ภวาสวะซึ่งเป็นเหตุให้สัตว์ไปสู่อบาย อวิชชาสวะซึ่งเป็นเหตุให้สัตว์ไปสู่อบาย ย่อมสิ้นไปด้วยโสดาปัตติมรรค อาสวะเหล่านี้ย่อมสิ้นไปในขณะแห่งโสดาปัตติมรรคนี้

กามาสวะส่วนหยาบย่อมสิ้นไปด้วยสกทาคามิมรรค ภวาสวะซึ่งตั้งอยู่ร่วมกับกามาสวะนั้น อวิชชาสวะซึ่งตั้งอยู่ร่วมกับกามาสวะนั้น ย่อมสิ้นไปด้วยสกทาคามิมรรค อาสวะเหล่านี้ย่อมสิ้นไปในขณะแห่งสกทาคามิมรรคนี้

กามาสวะทั้งสิ้นย่อมสิ้นไปด้วยอนาคามิมรรค ภวาสวะซึ่งตั้งอยู่ร่วมกับกามาสวะนั้น อวิชชาสวะซึ่งตั้งอยู่ร่วมกับกามาสวะนั้น ย่อมสิ้นไปด้วยอนาคามิมรรค อาสวะเหล่านี้ย่อมสิ้นไปในขณะแห่งอนาคามิมรรคนี้

ภวาสวะทั้งสิ้น อวิชชาสวะทั้งสิ้น ย่อมสิ้นไปด้วยอรหัตตมรรค อาสวะเหล่านี้ย่อมสิ้นไปในขณะแห่งอรหัตตมรรคนี้
………………………
หมายเหตุ ธรรมอีก ๗๖ ประการที่เหลือ มีรูปแบบเดียวกัน ต่างกันแต่องค์ธรรมเท่านั้น
……………………..
อานันตริกสมาธิญาณนิทเทส ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค พระไตรปิฎกเล่มที่ ๓๑
http://84000.org/tipitaka/read/m_siri.php?B=31&siri=36

และดูรายละเอียดในอรรถกถาอานันตริกสมาธิญาณนิทเทส ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค
http://84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=31&i=211