เมื่อจิตเป็นสมาธิ จึงรู้ชัดว่ากายนี้ไม่เที่ยง

อริยปัญญาขันธ์ ที่ท่านพระโคดมตรัสสรรเสริญและทรงให้ประชาชนสมาทานตั้งมั่นอยู่เป็นอย่างไร
ท่านพระอานนท์ตอบว่า “เมื่อจิตเป็นสมาธิบริสุทธิ์ผุดผ่อง ไม่มีกิเลสเพียงดังเนิน ปราศจากความเศร้าหมอง อ่อน เหมาะแก่การใช้งาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวอย่างนี้ ภิกษุนั้นน้อมจิตไปเพื่อญาณทัสสนะ รู้ชัดอย่างนี้ว่า ‘กายของเรานี้คุมกันเป็นรูปร่าง ประกอบขึ้นจากมหาภูตรูป ๔ เกิดจากบิดามารดา เจริญวัยเพราะข้าวสุกและขนมสด ไม่เที่ยงแท้ ต้องอบ ต้องนวดเฟ้น มีอันแตกกระจัดกระจายไปเป็นธรรมดา วิญญาณของเราอาศัยและเนื่องอยู่ในกายนี้’…ข้อนี้จัดเป็นปัญญาอย่างหนึ่งของภิกษุ
*************************
สุภสูตร เป็นการสนทนาระหว่างท่านพระอานนท์กับสุภมาณพ ช่วงเวลาหลังจากพระผู้มีพระภาคปรินิพพานไปแล้วไม่นาน

สุภมาณพ เรียนถามท่านพระอานนท์ว่า พระผู้มีพระภาคทรงสรรเสริญธรรมอะไร ทรงชักชวนให้ประชาชนตั้งมั่นอยู่ในธรรมอะไร ท่านพระอานนท์ตอบว่าทรงสรรเสริญขันธ์ ๓ และทรงชักชวนให้ประชาชนตั้งมั่นอยู่ในขันธ์ ๓

สุภมาณพเรียนถามว่าขันธ์ ๓ คืออะไร ท่านพระอานนท์ตอบว่าขันธ์ ๓ คือ สีลขันธ์ (กองศีล) สมาธิขันธ์ (กองสมาธิ) และปัญญาขันธ์ (กองปัญญา) และอธิบายความอย่างเดียวกับ ที่พระผู้มีพระภาคตรัสแก่พระเจ้าอชาตศัตรู ดังปรากฏในสามัญญผลสูตรทุกประการ

ในคำว่า “เมื่อจิตเป็นสมาธิ” หมายถึง ลักษณะของจิตเป็นสมาธิที่ใช้เป็นฐานให้เกิดปัญญา มี ๘ ประการ คือ (๑) บริสุทธิ์ (๒) ผุดผ่อง (๓) ไม่มีกิเลสเพียงดังเนิน (๔) ปราศจากความเศร้าหมอง (๕) อ่อน (๖) เหมาะแก่การใช้งาน (๗) ตั้งมั่น (๘) ไม่หวั่นไหว

ดูรายละเอียดใน สุภสูตร ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค พระไตรปิฎกเล่มที่ ๙
http://www.84000.org/tipitaka/read/m_siri.php?B=9&siri=10

และอรรถกถาสุภสูตร http://www.84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=9&i=314