พาหุงมหากา

ฤๅว่าเพียงแต่จะพูดคำย่อ

อ่านว่า พา-หุง-มะ-หา-กา

ประกอบด้วยคำว่า พาหุง + มหากา

(๑) “พาหุง”

เขียนแบบบาลีเป็น “พาหุํ” (สระ อุ ข้างล่าง นิคหิตข้างบน) ศัพท์เดิมเป็น “พาหุ” รากศัพท์มาจาก วหฺ (ธาตุ = นำไป) + ณุ ปัจจัย, ลบ ณ (ณุ > อุ), “ทีฆะต้นธาตุด้วยอำนาจปัจจัยเนื่องด้วย ณ” คือ อะ ที่ ว-(หฺ) เป็น อา (วหฺ > วาห), แปลง ว เป็น พ

: วหฺ + ณุ = วหณุ (> วหอุ) > วหุ > วาหุ > พาหุ (ปุงลิงค์) (อิตถีลิงค์) แปลตามศัพท์ว่า “อวัยวะเป็นเครื่องนำไป” หมายถึง แขน (the arm)

“พาหุ” แจกด้วยวิภัตตินามที่สอง (ทุติยาวิภัตติ) เอกพจน์ ได้รูปเป็น “พาหุํ” อ่านว่า พา-หุง เขียนแบบไทยเป็น “พาหุง”

(๒) “มหากา”

ตัดมาจากคำว่า “มหาการุณิโก” (มะ-หา-กา-รุ-นิ-โก) รูปคำเดิมคือ “มหาการุณิก” (มะ-หา-กา-รุ-นิ-กะ) ประกอบด้วย มหากรุณา + ณิก ปัจจัย

[1] “มหากรุณา” ประกอบด้วย มหา + กรุณา

(๑) “มหา” (มะ-หา)

รูปคำเดิมในบาลีเป็น “มหนฺต” (มะ-หัน-ตะ) รากศัพท์มาจาก มหฺ (ธาตุ = เจริญ) + อนฺต ปัจจัย

: มหฺ + อนฺต = มหนฺต แปลตามศัพท์ว่า “สิ่งที่ขยายตัว” มีความหมายว่า ยิ่งใหญ่, กว้างขวาง, โต; มาก; สำคัญ, เป็นที่นับถือ (great, extensive, big; much; important, venerable)

“มหนฺต” เป็นคำเดียวกับที่ใช้ในภาษาไทยว่า “มหันต์”

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า –

“มหันต-, มหันต์ : (คำวิเศษณ์) ใหญ่, มาก, เช่น โทษมหันต์. (เมื่อเข้าสมาสกับศัพท์อื่น เป็น มห บ้าง มหา บ้าง เช่น มหัคฆภัณฑ์ คือ สิ่งของที่มีค่ามาก, มหาชน คือ ชนจำนวนมาก). (ป.).”

ในที่นี้ มหันต- เข้าสมาสกับ -กรุณา เปลี่ยนรูปเป็น “มหา”

(๒) “กรุณา” รากศัพท์มาจาก –

(1) กรฺ (ธาตุ = ทำ) + อุณ ปัจจัย + อา ปัจจัยเครื่องหมายอิตถีลิงค์

: กรฺ + อุณ = กรุณ + อา = กรุณา แปลตามศัพท์ว่า “ธรรมชาติที่สร้างความสะเทือนใจแก่คนดีเมื่อผู้อื่นมีทุกข์”

(2) ก บทหน้า + รุธิ (ธาตุ = ปิด, กั้น) + อ ปัจจัย, แปลง อิ (ที่ ธิ) เป็น อ, ธ เป็น ณ + อา ปัจจัยเครื่องหมายอิตถีลิงค์

: ก + รุธิ > รุธ > รุณ + อ = กรุณ + อา = กรุณา แปลตามศัพท์ว่า “ธรรมชาติที่กั้นความสุขไว้” (คือห้ามความสุขตัวเองเพื่อช่วยคนอื่น)

(3) กรฺ (ธาตุ = ทำ) + ยุ ปัจจัย, แปลง อ (ที่ -รฺ) เป็น อุ, ยุ เป็น อน, น เป็น ณ + อา ปัจจัยเครื่องหมายอิตถีลิงค์

: กรฺ > กรุ + ยุ > อน = กรุน > กรุณ + อา = กรุณา แปลตามศัพท์ว่า “ธรรมชาติเป็นเครื่องทำตนให้เป็นที่พึ่งอาศัยของคนอื่น”

(4) กิรฺ (ธาตุ = กำจัด, ปัดเป่า) + ยุ ปัจจัย, แปลง อิ (ที่ กิ-) เป็น อ, อ เป็น อุ, ยุ เป็น อน, น เป็น ณ + อา ปัจจัยเครื่องหมายอิตถีลิงค์

: กิรฺ > กร > กรุ + ยุ > อน = กรุน > กรุณ + อา = กรุณา แปลตามศัพท์ว่า “ธรรมชาติที่กำจัด” (คือกำจัดทุกข์ของผู้อื่น)

(5) กิ (ธาตุ = เบียดเบียน) + รุณ ปัจจัย, แปลง อิ (ที่ กิ) เป็น อ + อา ปัจจัยเครื่องหมายอิตถีลิงค์

: กิ > ก + รุณ = กรุณ + อา = กรุณา แปลตามศัพท์ว่า “ธรรมชาติที่เบียดเบียน” (คือเบียดเบียนความเห็นแก่ตัวออกไป)

(6) กิรฺ (ธาตุ = กระจาย) + ยุ ปัจจัย, แปลง อิ (ที่ กิ-) เป็น อ, อ เป็น อุ, ยุ เป็น อน, น เป็น ณ + อา ปัจจัยเครื่องหมายอิตถีลิงค์

: กิรฺ > กร > กรุ + ยุ > อน = กรุน > กรุณ + อา = กรุณา แปลตามศัพท์ว่า “ธรรมชาติที่กระจาย” (คือแบ่งปันความสุขแก่ผู้อื่น)

“กรุณา” หมายถึง ความกรุณา, ความสงสาร (pity, compassion)

มหา + กรุณา = มหากรุณา แปลว่า “ความกรุณาอย่างยิ่งใหญ่” (great compassion)

[2] มหากรุณา + ณิก ปัจจัย, ลบ ณ, “ลบสระหน้า” คือ อา ที่ (กรุ)-ณา (กรุณา > กรุณ) แล้วทีฆะต้นศัพท์ คือ อะ ที่ ก-(รุณ) เป็น อา (กรุณ > การุณ),

: มหากรุณา + ณิก = มหากรุณาณิก > มหากรุณณิก > มหากรุณิก > มหาการุณิก แปลตามศัพท์ว่า “ผู้ประกอบด้วยความกรุณาอย่างยิ่งใหญ่”

“มหาการุณิก” แจกด้วยวิภัตตินามที่หนึ่ง (ปฐมาวิภัตติ) ปุงลิงค์ เอกพจน์ เปลี่ยนรูปเป็น “มหาการุณิโก”

ขยายความ :

๑ “พาหุง” เป็นคำที่ตัดมาจากคำขึ้นต้นคาถาแรกในบทพุทธชัยมงคลคาถา หรือที่มีชื่อโดยเฉพาะว่า “ชยมังคลัฏฐกคาถา” ซึ่งมักเรียกกันเป็นสามัญว่า “คาถาพาหุง” และเรียกสั้นๆ ว่า “พาหุง”

“คาถาพาหุง” ท่านแต่งเป็นวสันตดิลกฉันท์ บทแรกมีข้อความและคำแปลดังนี้ (คำบาลีในที่นี้เขียนแบบคำอ่าน) –

พาหุง สะหัสสะมะภินิมมิตะสาวุธันตัง
ครีเมขะลัง อุทิตะโฆระสะเสนะมารัง
ทานาทิธัมมะวิธินา ชิตะวา มุนินโท
ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ.

พระจอมมุนีได้ชนะพญามารผู้เนรมิตแขนมากตั้งพัน
ถืออาวุธครบมือ ขี่คชสารคีรีเมขละพร้อมด้วยเสนามารโห่ร้องก้องกึก
ด้วยธรรมวิธีมีทานบารมีเป็นต้น
ด้วยเดชแห่งพระพุทธชัยมงคลนั้น
ขอชัยมงคลทั้งหลายจงมีแก่ท่าน.

๒ “มหาการุณิโก” เป็นคำที่ตัดมาจากคำขึ้นต้นคาถาแรกในบท “ชยปริตตคาถา”

“ชยปริตตคาถา” ท่านแต่งเป็นปัฐยาวัตฉันท์ บทแรกมีข้อความและคำแปลดังนี้ –

มะหาการุณิโก นาโถ…….หิตายะ สัพพะปาณินัง,
ปูเรตวา ปาระมี สัพพา….ปัตโต สัมโพธิมุตตะมัง,
เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ……โหตุ เต ชะยะมังคะลัง.

พระผู้เป็นที่พึ่งของสัตว์โลก ประกอบด้วยพระมหากรุณา ยังบารมีทั้งหลายทั้งปวงให้เต็มเพื่อประโยชน์แก่สรรพสัตว์ทั้งหลาย ประลุแล้วซึ่งความตรัสรู้อันยอดเยี่ยม

ด้วยการกล่าวคำสัตย์นี้ ขอชัยมงคลจงมีแก่ท่าน.

“คาถาพาหุง” และ “ชยปริตตคาถา” เป็นบทที่ชาวพุทธนิยมสวดสาธยายกันทั่วไป และเมื่อจะเรียกขานบททั้ง 2 นี้ ก็นิยมตัดเอาคำแรกมาเรียกรวมกันว่า “พาหุงมหากา”

แต่บางทีก็เรียกกันเพลินไป จนลืมไปว่า คำว่า “พาหุงมหากา” มาจากไหน

…………..

ดูก่อนภราดา!

ท่านรู้ฤๅหาไม่ว่า ในยุทธวิธีรักษาสืบสานพระพุทธศาสนานั้น –

: เมื่อชาวบ้านทั่วไทยมีศรัทธาเรียนบาลี
ตื่นตีสี่ลุกขึ้นมาท่องสวดมนต์

: ชาววัดทั่วสังฆมณฑลกำลังทำอะไรอยู่?