7.5  ผู้ถึงธรรม

      (644)  ผู้ใดประกอบธรรมที่เป็นเหตุให้เนิ่นช้า  ยินดีธรรมที่เป็นเหตุให้เนิ่นช้า  เช่นดังเนื้อ  ผู้นั้นย่อมไม่ได้ชมนิพพานที่เกษมจากโยคะ หาธรรมอื่นยิ่งกว่ามิได้  ส่วนผู้ใดละธรรมที่เป็นเหตุให้เนิ่นช้า  ยินดีในบทศีลธรรมที่ไม่เป็นเหตุให้เนิ่นช้า  ผู้นั้นย่อมได้ชมนิพพานที่เกษมจากโยคะ  หาธรรมอื่นยิ่งกว่ามิได้.

(80.34/441-442 หรือ 45.22/308  อนุตัปปิยสูตร)

      (645)  บุคคลผู้มีความเพียร  ถึงจะแก่แต่เผากิเลสให้เร่าร้อน  พึงบรรลุนิพพานอันไม่รู้จักแก่  ไม่มีอามิส  เป็นธรรมสงบอย่างยิ่ง  เกษมจากโยคะอย่างยอดเยี่ยม.

(80.41/373 หรือ 45.25/253  สุปปิยเถรคาถา)

      (646)  เพราะความสิ้นภพอันมีความเพลิดเพลินเป็นมูล  เพราะความสิ้นแห่งสัญญาและวิญญาณ  เพราะความดับ  เพราะความสงบ  แห่งเวทนาทั้งหลาย  เราย่อมรู้จักมรรคเป็นทางหลีกพ้น  ผลเป็นความหลุดพ้น  นิพพานเป็นที่สงัด  ของสัตว์ทั้งหลาย  ดังนี้.

(80.23/3 หรือ 45.15/3  นิโมกขสูตร)

      (647)  ชนทั้งหลาย  ผู้ตั้งมั่นแล้วด้วยศีลแห่งพระเสขะ  มีตนตั้งมั่นแล้ว  ย่อมกระทำแม้ซึ่งสมณธรรม  อันบุคคลทำได้โดยยาก  ความยินดี  ย่อมนำสุขมาให้แก่บุคคลผู้เข้าถึงแล้วซึ่งความเป็นผู้ไม่มีเรือน  ชนเหล่าใดยินดีแล้วในความสงบอินทรีย์  ชนเหล่านั้นย่อมตั้งมั่นซึ่งจิตที่ตั้งมั่นได้ยาก  ดูกรกามทเทวบุตร  อริยทั้งหลายเหล่านั้น  ตัดข่ายแห่งมัจจุไปได้.

(80.23/92 หรือ 45.15/67-98  กามทสูตร)

      (648)  สัตว์เหล่าใดเข้าถึงรูปภพ  และสัตว์เหล่าใดดำรงอยู่ในอรูปภพ  สัตว์เหล่านั้นไม่รู้ชัดซึ่งนิโรธ  เป็นผู้ยังต้องกลับสู่ภพใหม่  ส่วนชนเหล่าใด  กำหนดรู้รูปภพแล้ว  ไม่ดำรงอยู่ในอรูปภพ  ชนเหล่านั้นย่อมน้อมไปในนิโรธ  เป็นผู้ละมัจจุเสียได้.

(80.38/380 หรือ 45.25/156  รูปสูตร)

      (649)  เรากล่าวว่าผู้ใดได้สำรอกราคะ  โทสะ  โมหะ  และอวิชชาได้แล้ว  ผู้นั้นข้ามพ้นสมุทรที่มีสัตว์ร้าย  มีผีเสื้อน้ำ  มีคลื่นน่าพึงกลัว  ข้ามได้โดยยากได้แล้ว  ผู้นั้นล่วงธรรมเป็นเครื่องข้อง  ละมัจจุ  หาอุปธิมิได้  ละทุกข์เพื่อความไม่เกิดอีก  ถึงความสาบสูญแล้ว  ย่อมไม่เข้าถึงการนับ  ยังมัจจุราชให้หลงได้แล้ว.

(80.38/374 หรือ 45.25/252-253  ราคสูตร)

      (650)  บุคคลผู้สมบูรณ์ด้วยศีล  ในกาลทุกเมื่อ  มีปัญญา  มีใจตั้งมั่นดีแล้ว  ปรารภความเพียร  มีตนส่งไปแล้ว  ย่อมข้ามโอฆะได้ยาก เขาเว้นขาดแล้วจากกามสัญญา  ล่วงรูปสังโยชน์ได้  มีภพเป็นที่เพลิดเพลินสิ้นไปแล้ว  ย่อมไม่จมในห้วงน้ำลึก.

(80.23/103 หรือ 45.15/76  จันทนสูตร)

      (651)  ชนเหล่าใด  เป็นผู้เพ่งพินิจ  ศึกษาตามในข้อสั่งสอน  อันเรากล่าวไว้แล้ว  ชนเหล่านั้น  ไม่ประมาทอยู่ในกาล  ไม่พึงไปสู่อำนาจแห่งมัจจุ.

(80.23/101 หรือ 45.15/74-75  เวณทุสูตร)

      (652)  กามราคะเพียงดังเปือกตม  และฉันทราคะเพียงดังหล่ม  เราข้ามพ้นแล้ว  เราเว้นทิฐิราคะเพียงดังบาดาลแล้ว  เราพ้นจากโอฆะและกิเลสเครื่องร้อยกรอง  ทั้งกำจัดมานะหมดสิ้นแล้ว.

(80.41/394 หรือ 25.26/267  เทวสภเถรคาถา)

      (653)  ผู้ถึงพร้อมแล้วด้วยศีล  มีปัญญา  มีใจตั้งมั่นดีแล้ว  มีความหมายรู้ ณ ภายใน  มีสติทุกเมื่อ  ย่อมข้ามพ้นโอฆะที่ข้ามได้แสนยาก  ผู้นั้นเว้นจากกามสัญญา  ล่วงสังโยชน์ทั้งปวงเสียได้  มีความเพลิดเพลิน  และภพหมดสิ้นแล้ว  ย่อมไม่จมลงในอรรณพ  คือสงสารอันลึก.

(80.39/489 หรือ 45.25/328  เหมวตสูตร)

      (654)  ผู้ใดกำจัดเสนาแห่งมัจจุราช  เหมือนห้วงน้ำใหญ่  กำจัดสะพานไม้อ้ออันแสนจะทรุดโทรม  ฉะนั้น  ก็ผู้นั้น  จัดว่าเป็นผู้ชนะ  มารปราศจากความหวาดกลัว  มีตนอันฝึกฝนแล้ว  มีจิตตั้งมั่น  ดับกิเลสและความเร่าร้อนได้แล้ว.

(80.41/362 หรือ 45.26/244  ภัลลิยเถรคาถา)

      (655)  ภิกษุใด  เจริญศีล  สมาธิ  และปัญญาดีแล้ว  ภิกษุนั้น  ก้าวล่วงบ่วงแห่งมารได้แล้ว  ย่อมรุ่งเรือง  ดุจพระอาทิตย์  ฉะนั้น.

(80.38/363 หรือ 45.25/244  มารเธยยสูตร)

      (656)  สัตว์ทั้งหลายผู้เกิดเป็นมนุษย์เหล่าใดเหล่าหนึ่งเป็นอันมาก  ในโลกนี้  คือฤาษี  กษัตริย์  พราหมณ์  ปรารถนาความเป็นมนุษย์เป็นต้น  อาศัยของมีชรา  จึงบูชายัญแก่เทวดาทั้งหลาย.

      สัตว์ทั้งหลายผู้เกิดเป็นมนุษย์เหล่านั้น  ย่อมมุ่งหวัง  ย่อมชมเชย  ย่อมปรารถนา  ย่อมบูชา  ย่อมรำพันถึงกาม  ก็เพราะอาศัยลาภ  เรากล่าวว่า  สัตว์เหล่านั้น  ประกอบการบูชา  ยังเป็นคนกำหนัดยินดีในภพ  ไม่ข้ามพ้นชาติและชราไปได้.

      ผู้ใดไม่มีความหวั่นไหว (ดิ้นรน) ในโลกไหน ๆ เพราะได้พิจารณาเห็นธรรมที่ยิ่งและหย่อนในโลก  ผู้นั้นสงบแล้ว  ไม่มีความประพฤติชั่วอันจะทำให้มัวหมองดุจควันไฟ  ไม่มีกิเลสอันกระทบจิต  หาความ (ปรารถนา) หวังมิได้  เรากล่าวว่า  ผู้นั้นข้ามพ้นชาติและชราไปได้แล้ว.

(80.39/720-721 หรือ 45.25/477-478  ปุณณกปัญหา)

      (657)  ภิกษุใดเป็นคนมีปัญญา  ตั้งมั่นอยู่ในศีล  อบรมจิตและปัญญาให้เจริญ  มีความเพียร  มีปัญญารักษาตน  ภิกษุนั้นพึงสางตัณหาพายุ่งได้  ราคะ  โทสะ  และอวิชชา  อันชนเหล่าใดสำรอกแล้ว  ชนเหล่านั้นเป็นพระอรหันต์  มีอาสวะสิ้นแล้ว  ตัณหาพายุ่งอันชนเหล่านั้นสางได้แล้ว  นามและรูปย่อมดับไปไม่เหลือในที่ใด  ปฏิฆสัญญา  รูปสัญญา  และตัณหาพายุ่งนั้น  ย่อมขาดไปในที่นั้น.

(80.24/332-333 หรือ 45.15/230  ชฏาสูตร)

      (658)  ทามลิ  กิจไม่มีแก่พราหมณ์  เพราะว่าพราหมณ์ทำกิจเสร็จแล้ว  บุคคลยังไม่ได้ท่าจอดในแม่น้ำทั้งหลาย  เพียงใด  เขาเป็นสัตว์เกิด  ต้องพยายามด้วยตัวทุกอย่างเพียงนั้น  ก็ผู้นั้นได้ท่าเป็นที่จอดแล้ว  ยืนอยู่บนบก  ไม่ต้องพยายาม  เพราะว่าเขาเป็นผู้ถึงฝั่งแล้ว ดูกรทามลิเทวบุตร  นี้เป็นข้ออุปมาแห่งพราหมณ์  ผู้มีอาสวะสิ้นแล้ว  มีปัญญาเพ่งพินิจ  พราหมณ์นั้นถึงที่สุดแห่งชาติและมรณะแล้ว  ไม่ต้องพยายาม  เพราะเป็นผู้ถึงฝั่งแล้ว.

(80.23/90-91 หรือ 45.15/67  ทามลิสูตร)

      (659)  ภิกษุพึงละกามทั้งหลายแม้กับด้วยทุกข์  เมื่อปรารถนาซึ่งความเกษมจากโยคะต่อไป  พึงเป็นผู้มีสัมปชัญญะ  มีจิตหลุดพ้นแล้วด้วยดี  ถูกต้องวิมุตติในกาลเป็นที่บรรลุมรรคและผลนั้น  ภิกษุนั่นถึงเวทอยู่จบพรหมจรรย์แล้ว  ถึงที่สุดแห่งโลก  เรากล่าวว่า  เป็นผู้ถึงฝั่งแล้ว.

(80.38/438 หรือ 45.25/295-296  ปุริสสูตร)

      (660)  ความหวั่นไหวย่อมมีแก่ผู้อันตัณหาและทิฐิอาศัย  ย่อมไม่มีแก่ผู้อันตัณหาและทิฐิไม่อาศัย  เมื่อความหวั่นไหวไม่มี  ก็ย่อมมีปัสสัทธิ  เมื่อมีปัสสัทธิ  ก็ย่อมไม่มีความยินดี  เมื่อไม่มีความยินดี  ก็ย่อมไม่มีการมาการไป  เมื่อไม่มีการมาการไป  ก็ไม่มีการจุติและอุบัติ  เมื่อไม่มีการจุติและอุบัติ  โลกนี้โลกหน้าก็ไม่มี  ระหว่างโลกทั้งสองก็ไม่มี  นี้แหละเป็นที่สุดแห่งทุกข์.

(80.38/264 หรือ 45.25/177  นิพพานสูตร)

      (661)  บุญย่อมเจริญแก่บุคคลผู้ให้ทาน  บุคคลผู้สำรวมย่อมไม่ก่อเวร  ส่วนท่านผู้ฉลาดย่อมละบาป  ครั้นละบาปแล้ว  ปรินิพพานเพราะความสิ้นไปแห่งราคะ  โทสะ  และโมหะ.

(80.38/271 หรือ 45.22/181  จุนทสูตร)

      (662)  ความหวั่นไหวไม่มีแก่บุคคลใดในโลกไหน ๆ  เพราะรู้ความสูงต่ำในโลก  บุคคลนั้น  เป็นผู้สงบ  ปราศจากควันคือความโกรธ เป็นผู้ไม่มีความคับแค้น  เป็นผู้หมดหวัง  เรากล่าวว่า  ข้ามชาติและชราได้แล้ว.

(80.32/77 หรือ 45.21/53  สมาธิสูตร)

      (663)  ภิกษุผู้มีกำลังปัญญา  สมบูรณ์ด้วยศีลและวัตร  มีจิตตั้งมั่นยินดีในฌาน  มีสติ  บริโภคโภชนะตามมีตามได้  มีราคะไปปราศแล้วพึงหวังได้ซึ่งกาลปรินิพพานในศาสนานี้.

(80.41/365 หรือ 45.26/247  มหาวัจฉเถรคาถา)

      (664)  ท่านผู้มีความสำคัญในนามรูปอันเป็นของมิใช่ตนว่าเป็นตน  จงดูโลกพร้อมทั้งเทวโลก  ผู้ยึดมั่นแล้วในนามรูปนี้  ซึ่งสำคัญนามรูปนี้ว่าเป็นของจริง  ก็ชนทั้งหลายย่อมสำคัญ (นามรูป) ด้วยอาการใด ๆ นามรูปนั้น  ย่อมเป็นอย่างอื่นไปจากอาการที่เขาสำคัญนั้น ๆ นามรูปของผู้นั้นแลเป็นของเท็จ  เพราะนามรูปมีความสาบสูญไปเป็นธรรมดา นิพพานมีความไม่สาบสูญไปเป็ฯธรรมดา  พระอริยเจ้าทั้งหลาย  รู้นิพพานนั้นโดยความเป็นจริง  พระอริยเจ้านั้นแล  เป็นผู้หายหิว  ดับรอบแล้ว  เพราะตรัสรู้ของจริง.

(80.39/643-644 หรือ 45.25/429  ทวยตานุปัสสนาสูตร)

      (665)  เราย่อมเรียกนรชนผู้ครอบงำขันธ์  อายตนะ  ธาตุ  และไตรภพทั้งหมดได้  ผู้รู้ทุกข์ทุกอย่าง  ผู้มีปัญญาดี  ผู้ไม่แปดเปื้อนในธรรมทั้งปวง  ผู้ละทิ้งทั้งปวงเสียได้  ผู้หลุดพ้นในพระนิพพานเป็นที่สิ้นตัณหาว่า  เป็นผู้มีปรกติอยู่คนเดียว  ดังนี้.

(80.28/459 หรือ 45.16/320  เถรนามสูตร)

      (666)  ผู้ใดรู้ยิ่งแล้วซึ่งโลกทั้งปวง  รู้ตามความเป็นจริงในโลกทั้งปวง  พรากไปจากโลกทั้งปวง  ไม่มีกิเลสนอนเนืองในสันดานในโลกทั้งปวง  ผู้นั้นแล  เป็นธีรชนผู้ครอบงำอารมณ์ทั้งปวงได้  ปลดเปลื้องกิเลสเครื่องร้อยรัดทั้งมวลเสียได้  เป็นผู้ถูกต้องนิพพานอันมีความสงบอย่างยิ่งไม่มีภัยแต่ที่ไหน ๆ  ผู้นี้เป็นพระขีณาสพผูรู้แล้ว  ไม่มีทุกข์  ตัดความสงสัยได้แล้ว  ถึงความสิ้นไปแห่งกรรมทั้งปวง  เป็นผู้หลุดพ้นเพราะความสิ้นไปแห่งอุปธิ  บุคคลนี้เป็นผู้มีโชค  เป็นพุทธะ  ชื่อว่าเป็นสีหะผู้ยอดเยี่ยม.

(80.32/31-40 หรือ 45.21/27  โลกสูตร)

      (667)  เรากล่าวมุนีผู้มีสิขาบริบูรณ์  มีความไม่เสื่อมเป็นธรรมดา  มีปัญญายิ่ง  มีปรกติเห็นที่สุด คือ ความสิ้นไปแห่งชาติ  ผู้ทรงไว้ซึ่งร่างกายอันมีในที่สุดนั้นแล  ว่าผู้ละมาร  ผู้ถึงฝั่งแห่งชรา.

      เพราะเหตุนั้น  ภิกษุทั้งหลาย  เธอทั้งหลายจงเป็นผู้ยินดีในฌาน  มีจิตตั้งมั่นแล้วในกาลทุกเมื่อ  มีความเพียร  มีปรกติเห็นที่สุด  คือ ความสิ้นไปแห่งชาติ  ครอบงำมารด้วยเสนามารได้แล้ว  เป็นผู้ถึงฝั่งแห่งชาติและมรณะ.

(80.38/347-348 หรือ 45.25/233  สิกขาสูตร)

      (668)  บุคคลใดคลายราคะ  โทสะ  และอวิชชาได้แล้ว  บุคคลนั้นชื่อว่าข้ามสมุทรนี้  ซึ่งมีทั้งสัตว์ร้าย  มีทั้งผีเสื้อน้ำ  มีทั้งคลื่นและภัยที่ข้ามได้แสนยาก  ได้แล้ว  เรากล่าวว่าบุคลนั้นล่วงพ้นเครื่องข้อง  ละมัจจุ  ไม่มีอุปธิ  ละทุกข์  ได้ขาด  เพื่อไม่เกิดต่อไป  ถึงความดับสูญ  ไม่กลับมาเกิดอีก  ลวงพะยามัจจุราชให้หลงได้.

(80.27/280 หรือ 45.18/192  สมุทรสูตร)

      (669)  ชนเหล่าใดกำหนดรู้รูปธาตุแล้ว  ไม่ดำรงอยู่ในอรูปธาตุน้อมไปในนิโรธ  ชนเหล่านั้น  เป็นผู้ละมัจจุเสียได้.

      พระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้หาอาสวะมิได้  ถูกต้องอมตธาตุอันหาอุปธิมิได้ด้วยนามกาย  แล้วกระทำให้แจ้งซึ่งการสละคืนอุปธิ  ย่อมแสดงบทอันไม่มีความโศก  ปราศจากธุลี.

(80.38/355 หรือ 45.25/238-239  ธาตุสูตร)

      (670)  เราไม่กล่าวว่าสมณพราหมณ์ทั้งหมดอันชาติและชราหุ้มห่อไว้แล้ว  แต่เรากล่าวว่า  คนเหล่าใดในโลกนี้  ละเสียซึ่งรูปที่ได้เห็นแล้วก็ดี  เสียงที่ได้ฟังแล้วก็ดี  อารมณ์ที่ได้ทราบแล้วก็ดี  ละเสียแม้ซึ่งศีลและพรตทั้งหมดก็ดี  ละเสียซึ่งมงคลตื่นข่าว  เป็นต้น  อันมากทั้งหมดก็ดี  กำหนดรู้ตัณหาแล้วเป็นผู้หาอาสวะมิได้  คนเหล่านั้นแล  ข้ามโอฆะได้แล้ว.

(80.39/732 หรือ 45.25/485  นันทปัญหา)

      (671)  ภิกษุผู้ถึงพร้อมด้วยความเพียรชอบ  มีสติปัฏฐานเป็นอารมณ์  ประดับประดาด้วยดอกไม้ คือ วิมุตติ  จักเป็นผู้ไม่มีอาสวะปรินิพพาน.

(80.41/398 หรือ 45.26/272  เทวสภเถรคาถา)

      (672)  รูป  เสียง  กลิ่น  รส  ผัสสะ  และธรรมารมณ์  ล้วนน่าปรารถนา  น่าใคร่  น่าพอใจ  มีประมาณเท่าใด  โลกกล่าวว่ามีอยู่อารมณ์ 6 อย่างเหล่านี้  โลกพร้อมทั้งเทวโลก  สมมติกันว่า เป็นสุข แต่ว่าธรรมเป็นที่ดับอารมณ์ 6 อย่างนี้  ชนเหล่านั้นสมมติกันว่าเป็นทุกข์  ความดับแห่งเบญจขันธ์  พระอริยเจ้าทั้งหลายเห็นว่า เป็นสุข ความเห็นขัดแย้งกันกับโลกทั้งปวงนี้  ย่อมมีแก่บัณฑิตทั้งหลายผู้เห็นอยู่.

      ชนเหล่าอื่นกล่าววัตถุกามใดโดยความเป็นสุข  พระอริยเจ้าทั้งหลายกล่าว  วัตถุกามนั้นโดยความเป็นทุกข์  ชนเหล่าอื่นกล่าวนิพพานใดโดยความเป็นทุกข์  พระอริยเจ้าทั้งหลายผู้รู้แจ้งกล่าวนิพพานนั้นโดยความเป็นสุข.

      ท่านจงพิจารณาธรรมที่รู้ได้ยาก  ชนพาลทั้งหลายผู้ไม่รู้แจ้ง  พากันลุ่มหลงอยู่ในโลกนี้  ความมืดตื้อย่อมมีแก่ชนพาลทั้งหลายผู้ถูกอวิชชาทั้งหลายหุ้มห่อแล้ว  ผู้ไม่เห็นอยู่  ส่วนนิพพานเป็นธรรมชาติเปิดเผย  แก่สัตบุรุษผู้เห็นอยู่  เหมือนอย่างแสงสว่าง  ฉะนั้น.

      ชนทั้งหลายเป็นผู้ค้นคว้า  ไม่ฉลาดต่อธรรม  ย่อมไม่รู้แจ้ง  นิพพานที่มีอยู่ในที่ใกล้  ชนทั้งหลายผู้ถูกภวราคะครอบงำแล้ว  แล่นไปตามกระแสภวตัณหา  ผู้เข้าถึงวัฏฏะอันเป็นบ่วงแห่งมารเนือง ๆ ไม่ตรัสรู้ธรรมนี้ได้โดยง่าย  นอกจากพระอริยเจ้าทั้งหลาย.

      ใครหนอย่อมควรจะรู้บท  คือนิพพานที่พระอริยเจ้าทั้งหลายตรัสรู้ดีแล้ว  พระอริยเจ้าทั้งหลาย  เป็นผู้ไม่มีอาสวะ  เพราะรู้โดยชอบ  ย่อมปรินิพพาน.

(80.31/645-646 หรือ 45.25/430  ทวยตานุปัสสนาสูตร)

      (673)  บุคคลตัดวัฏฏะได้แล้ว  บรรลุถึงนิพพานอันเป็นสถานที่ไม่มีตัณหา  ตัณหาที่บุคคลให้เลือดแห้งแล้วย่อมไม่ไหลไป  วัฏฏะที่บุคคลตัดได้แล้ว  ย่อมไม่เป็นไป  นี้แหละเป็นที่สุดแห่งทุกข์.

(80.48/248-249 หรือ 45.25/166  ภัททิยสูตร)

      (674)  ผู้ใดกำจัดวิตกทั้งหลายได้แล้ว  ถอนขึ้นด้วยดีแล้ว  ไม่มีส่วนเหลือในภายใน  ผู้นั้นล่วงกิเลสเครื่องข้องได้แล้ว  มีความสำคัญนิพพานอันเป็นอรูป  ล่วงโยคะ 4 ได้แล้ว  ย่อมไม่กลับมาสู่ชาติ.

(80.38/240-241 หรือ 45.25/160  สุภูติสูตร)

      (675)  คติของพระขีณาสพทั้งหลายผู้หลุดพ้นแล้วโดยชอบ  ข้ามเครื่องผูกคือกามและโอฆะได้แล้ว  ถึงแล้วซึ่งความสุขอันหาความหวั่นไหวมิได้  ไม่มีเพื่อจะบัญญัติเหมือนคติแห่งไฟ  จุดโพลงอยู่ที่ภาชนะสัมฤทธิ์  เป็นต้น  อันนายช่างเหล็กตีด้วยค้อนเหล็กดับสนิทย่อมรู้ไม่ได้  ฉะนั้น.

(80.38/286-287 หรือ 45.25/192  ทัพพสูตร)

      (676)  ดิน  น้ำ  ไฟ  และลม  ย่อมไม่หยั่งลงในนิพพานธาตุใดในนิพพานธาตุนั้น  ดาวทั้งหลายย่อมไม่สว่าง  พระอาทิตย์ย่อมไม่ปรากฏ  พระจันทร์ย่อมไม่สว่าง  ความมืดย่อมไม่มี  ก็เมื่อใดพราหมณ์ชื่อว่าเป็นมุนีเพราะรู้ (สัจจะ 4) รู้แล้วด้วยตน  เมื่อนั้นพราหมณ์ย่อมหลุดพ้นจากรูปและอรูป  จากสุขและทุกข์.

(80.38/111 หรือ 45.25/72-73  พาหิยสูตร)

      (677)  เราจะบอกธรรม  เป็นที่พึ่งของชนทั้งหลาย  ผู้อันชราและมรณะครอบงำแล้ว  ดุจที่พึ่งของชนทั้งหลายผู้อยู่ในท่ามกลางสาคร  เมื่อคลื่นเกิดแล้ว  มีภัยใหญ่แก่ท่าน.

      ธรรมชาติไม่มีเครื่องกังวล  ไม่มีความถือมั่น  นี้เป็นที่พึ่งหาใช่อย่างอื่นไม่  เรากล่าวที่พึ่งอันเป็นที่สิ้นไปแห่งชราและมรณะว่านิพพาน.

      ชนเหล่าใดรู้นิพพานนั้นแล้ว  มีสติมีธรรมอันเห็นแล้ว  ดับกิเลสได้แล้ว  ชนเหล่านั้นไม่อยู่ใต้อำนาจของมาร  ไม่เดินไปในทางของมาร.

(80.39/735-736 หรือ 45.25/487-488  กัปปปัญหา)

      (678)  ชนเหล่าใดได้รู้ทั่วถึงบท  คือนิพพาน  อันไม่แปรผัน  เป็นที่บรรเทาฉันทราคะในรูปที่ได้เห็น  เสียงที่ได้ฟัง  และสิ่งที่ได้ทราบอันน่ารัก ณ ที่นั่น  เป็นผู้มีสติ  มีธรรมอันเห็นแล้ว  ดับกิเลสได้แล้ว  ชนเหล่านั้น  สงบระงับแล้ว  มีสติ  ข้ามตัณหาอันซ่านไปในอารมณ์ต่าง ๆ ในโลกได้แล้ว.

(80.39/733-734 หรือ 45.23/486  เหมกปัญหา)

      (679)  ฐานะที่บุคคลเห็นได้ยากชื่อว่านิพพาน  ไม่มีตัณหา  นิพพานนั้นเป็นธรรมจริงแท้  ไม่เห็นได้โดยง่ายเลย  ตัณหาอันบุคคลแทงตลอดแล้ว  กิเลสเครื่องกังวลย่อมไม่มีแก่บุคคลผู้รู้  ผู้เห็นอยู่.

(80.38/232 หรือ 45.25/176  นิพพานสูตร)

      (680)  ดอกปทุมมีกลิ่นหอม  พึงเกิดในกองแห่งหยากเยื่ออันเขาทิ้งแล้วใกล้ทางใหญ่นั้น  ย่อมเป็นที่รื่นรมย์ใจ  ฉันใด  พระสาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า  เมื่อปุถุชนทั้งหลายผู้เป็นเพียงดังกองหยากเยื่อ  ย่อมไพโรจน์ล่วงปุถุชนทั้งหลายผู้เป็นดังคนบอกด้วยปัญญา ฉันนั้น.

(80.38/29 หรือ 45.25/19  คาถาธรรมบท)

      (681)  ความกำเริบ (ความโกรธ) ย่อมไม่มีภายในพระอริยบุคคลผู้ก้าวล่วง  ความเจริญและความเสื่อมมีประการอย่างนั้น  เทวดาทั้งหลายย่อมไม่สามารถเพื่อจะเห็นพระอริยบุคคลนั้นผู้ปราศจากภัย  มีความสุข  ไม่มีความโศก.

(80.38/134 หรือ 45.25/88  กาฬิโคธาภัทธิยสูตร)

      (682)  ภิกษุผู้มีจิตสงบระงับ  มีตัณหาอันจะนำไปในภพตัดขาดแล้ว  ชาติสงสารสิ้นแล้ว  พ้นแล้วจากเครื่องผูกแห่งมาร.

(80.38/186หรือ 45.25/123  สารีปุตตสูตร)

      (683)  ชีวิตย่อมไม่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน  ผู้นั้นย่อมไม่เศร้าโศรกในที่สุดแห่งมรณะ  ถ้าว่าผู้นั้นมีบทอันเห็นแล้วไซร้  เป็นนักปราชญ์ ย่อมไม่เศร้าโศกในท่ามกลางแห่งสัตว์ผู้มีความโศก. 

      ภิกษุผู้มีภวตัณหาอันตัดขาดแล้ว  มีจิตสงบ  มีชาติสงสารสิ้นแล้ว  ย่อมไม่มีภพใหม่.

(80.38/85 หรือ 45.25/123  อุปเสนวังคันตปุตตสูตร)

      (684)  ความยินดีอันมิใช่ของมนุษย์  ย่อมมีแก่ภิกษุผู้เข้าไปสู่เรือนร่าง  ผู้มีจิตสงบ  ผู้เห็นแจ้งซึ่งธรรมโดยชอบ.

(80.38/185 หรือ 45.25/54-55  คาถาธรรมบท)

     (685)  กิเลสเป็นเครื่องผูกทั้งหลาย  มิได้มีแก่ภิกษุที่ละมานะเสียแล้ว  มานะและคันถะทั้งปวงอันภิกษุนั้นกำจัดเสียแล้ว  ภิกษุเป็นผู้มีปัญญาดี  ล่วงเสียแล้วซึ่งความสำคัญ  ภิกษุนั้นพึงกล่าวว่า  เราพูดดังนี้บ้าง  บุคคลทั้งหลายอื่นพูดกะเรา  ดังนี้บ้าง  ภิกษุนั้นฉลาด  ทราบคำพูดในโลกพึงกล่าวตามสมมติที่พูดกัน.

(80.38/27 หรือ 45.15/20  อรหันตสูตร)

      (686)  ในพวกมนุษย์  ชนที่ถึงฝั่งมีจำนวนน้อย  แต่หมู่สัตว์นอกนี้ย่อมวิ่งไปตามฝั่งนั้นเอง  ส่วนชนเหล่าใดประพฤติตามในธรรมที่พระผู้มีพระภาคตรัสดีแล้ว  ชนเหล่านั้นข้ามบ่วงมฤตยูซึ่งแสนยากที่จะข้ามไปถึงฝั่งได้.

      บัณฑิตจะพึงละธรรมฝ่ายดำเสีย  เจริญธรรมฝ่ายขาว  ออกจากความอาศัย  อาศัยธรรมอันไม่มีความอาลัยแล้ว  พึงละกามเสีย  เป็นผู้ไม่มีกิเลสเป็นเครื่องกังวล  ปรารถนาความยินดีในวิเวก  ที่สัตว์ยินดีได้ยาก.

      บัณฑิตพึงยังตนให้ผ่องแผ้วจากเครื่องเศร้าหมองจิต  ชนเหล่าใดอบรมจิตดีแล้วโดยชอบ  ในองค์เป็นเหตุให้ตรัสรู้  ไม่ถือมั่น  ยินดีแล้วในความสละคืนความถือมั่น  ชนเหล่านั้นเป็นผู้สิ้นอาสวะ  มีความรุ่งเรืองปรินิพพานแล้วในโลกนี้.

(80.29/36 หรือ 45.19/26-27  ปารสูตร)

      (687)  อริยสาวกของพระตถาคต  ย่อมไม่ยินดีในกามคุณแม้ในสวรรค์  จะป่วยกล่าวไปใยถึงกามคุณอันเป็นของมนุษย์เล่า  ก็ชนเหล่าใดแลเป็นคนพาล  มีปัญญาทราม  มีความคิดชั่ว  ถูกโมหะหุ้มห่อไว้แล้ว  ชนเหล่านั้นจึงจะกำหนัดยินดีในเครื่องผูกที่มารดักไว้.

      ชนเหล่าใดคลายราคะ  โทสะ  และอวิชชาได้แล้ว  ชนเหล่านั้นผู้คงที่  เป็นผู้ตัดเส้นด้ายคือตัณหาเครื่องนำไปสู่ภพขาดแล้ว  ไม่มีเครื่องผูกพัน  ย่อมไม่กำหนัดยินดีในบ่วงมารนั้น.

(80.41/445-446 หรือ 45.26/307-308  นันทกเถรคาถา)

      (688)  ที่ใดที่ไม่เกิด  ไม่แก่  ไม่ตาย  ไม่จุติ  ไม้อุบัติ  เราไม่พูดถึงที่นั้นอันเป็นที่สุดของโลกว่า  ควรรู้  ควรเห็น  ควรบรรลุด้วยการเดิน.

      ก็ถ้าหากเรายังไม่บรรลุถึงที่สุดของโลกแล้ว  ก็จะไม่กล่าวถึงการกระทำที่สุดทุกข์  ก็แต่ว่าเราบัญญัติเรียกว่าโลก  เหตุให้เกิดโลก  การดับของโลก  และทางให้ถึงความดับของโลก  ในสรีระร่างมีประมาณวาหนึ่งนี้และพร้อมทั้งสัญญา  พร้อมใจครอง  แต่ไหนแต่ไรมา  ยังไม่มีใครบรรลุถึงที่สุดโลกด้วยการเดินทาง  และเพราะที่ยังบรรลุถึงที่สุดโลกไม่ได้จึงไม่พ้นไปจากทุกข์.

      เหตุนั้นแหละ  คนมีปัญญาดีตระหนักชีดเรื่องโลก  ถึงที่สุดโลก  ได้อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว  รู้จักที่สุดโลกแล้ว  เป็นผู้ระงับแล้ว  จึงไม่หวังโลกนี้และโลกหน้า.

(80.23/122-123 หรือ 45.15/90-91  โรหิตัสสสูตร)

      (689)  อาตมาปลงภาระอันหนักลงแล้ว  ถอนตัณหาเครื่องนำไปสู่ภพแล้ว  บรรลุถึงประโยชน์ที่กุลบุตรผู้ออกบวชเป็นบรรพชิตด้วยศรัทธาต้องการแล้ว  ถึงความสิ้นไปแห่งสังโยชน์ทั้งปวงแล้ว.

      อาตมาไม่ยินดีความตาย  ไม่เพลิดเพลินความเป็นอยู่  และรอเวลาอยู่  เหมือนลูกจ้างรอให้สิ้นเวลาทำงาน  ฉะนั้น.

      อาตมาไม่ไม่ยินดีความตาย  ไม่เพลิดเพลินความเป็นอยู่  และเป็นผู้มีสติสัมปชัญญะรอเวลาตายอยู่.

(80.41/510 หรือ 45.26/351  สังกิจจเถรคาถา สังกิจจสามเณรกล่าวกับอุบาสกคนหนึ่ง)