7.4  นิพพาน

      (622)  นิพพานที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงแล้วเป็นสุขดีหนอ  ไม่มีความโศก  ปราศจากกิเลสธุลี  ปลอดโปร่ง  เป็นที่ดับทุกข์.

(80.41/435 หรือ 45.26/300-301  พากุลเถรคาถา)

      (623)  โลกมีความเพลิดเพลินเป็นเครื่องประกอบไว้  วิตกเป็นเครื่องเที่ยวไปของโลกนั้น  เพราะละตัณหาเสียได้ขาด  จึงเรียกว่านิพพาน.

(80.23/74 หรือ 45.15/54  สัญโญชนสูตร)

      (624)  ดิน  น้ำ  ไฟ  ลม  ย่อมไม่ตั้งอยู่ในที่ใด  สงสารทั้งหลาย  ย่อมกลับแต่ที่นี้  วัฏฏะย่อมไม่เป็นในที่นี้  นามก็ดี  ย่อมดับหมดในที่นี้.

(80.33/28 หรือ 45.15/21  สรสูตร)

      (625)  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ธรรมชาติอันไม่เกิดแล้ว  ไม่เป็นแล้ว  อันปัจจัยกระทำไม่ได้แล้ว  ปรุงแต่งไม่ได้แล้ว  มีอยู่  ฉะนั้น  การสลัดออกซึ่งธรรมชาติที่เกิดแล้ว  เป็นแล้ว  อันปัจจัยกระทำแล้ว  ปรุงแต่งแล้ว  จึงปรากฎ.

(80.38/263 หรือ 45.25/176  นิพพานสูตร)

      (626)  ความฝึกฝนย่อมไม่มีแก่บุคคลที่ใคร่มานะ  ความรู้ย่อมไม่มีแก่บุคคลที่มีจิตไม่ตั้งมั่น  บุคคลผู้เดียวเมื่ออยู่ในป่า  ประมาทอยู่แล้ว  ไม่พึงข้ามพ้นฝั่งแห่งแดนมัจจุได้.

(80.23/53 หรือ 45.15/38  สกลิกสูตร)

      (627)  เรากล่าวธรรมเป็นเครื่องละความพอใจในกามและโทมนัสทั้งสองอย่างเป็นเครื่องบรรเทาความง่วงเหงา  เป็นเครื่องห้ามความรำคาญบริสุทธิ์ดีเพราอุเบกขาและสติ  มีความตรึก  ถึงธรรมแล่นไปในเบื้องหน้า  ว่าเป็นธรรมเครื่องพ้นที่ควรรู้ทั่วถึงสำหรับทำลายอวิชชา.

(80.39/740 หรือ 45.25/490  อุทยปัญหา)

      (628)  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  อายตนะนั้นมีอยู่  ดิน  น้ำ  ไฟ  ลม  อากาสานัญจายตนะ  วิญญาณัญจายตนะ  อากิญจัญญายตนะ  เนวสัญญานาสัญญายตนะ  โลกนี้  โลกหน้า  พระจันทร์  และพระอาทิตย์ทั้งสอง  ย่อมไม่มีในอายตนะนั้น.

      ดูกรภิกษุทั้งหลาย  เราย่อมไม่กล่าวซึ่งอายตนะนั้นว่า  เป็นการมา  เป็นการไป  เป็นการตั้งอยู่  เป็นการจุติ  เป็นการอุบัติ  อายตนะนั้น  หาที่ตั้งอาศัยไม่ได้  มิได้เป็นไป  หาอารมณ์มิได้  นี้แลเป็นที่สุดแห่งทุกข์.

(80.38/261 หรือ 45.25/175  นิพพานสูตร)

      (629)  สติหลงไปเพราะเห็นรูป  (ได้ยินเสียง  ได้ดมกลิ่น  ได้ลิ้มรส  ได้สัมผัส  และได้รู้แจ้งธรรมารมณ์ด้วยใจ)  เมื่อใส่ใจถึงรูป  เป็นนิมิตที่รัก  ก็มีจิตกำหนัดเสวยอารมณ์นั้น  ทั้งมีความติดใจ  อารมณ์นั้นตั้งอยู่  มีเวทนาอันมีรูปเป็นแดนเกิดเป็นอเนกทวีขึ้น  และมีจิตอันอภิชฌาและวิหิงสาเข้าไปกระทบ  เมื่อบุคคลสั่งสมทุกข์อยู่อย่างนี้  กล่าวว่าไกลนิพพาน.

(80.27/122 หรือ 45.18/80  ปริหานสูตร)

      (630)  ภิกษุใดประกอบด้วยธรรมเครื่องเนิ่นช้า  ยินดีในธรรมเครื่องเนิ่นช้า  ภิกษุนั้นย่อมพลาดนิพพาน  อันเป็นธรรมเกษมจากโยคะอย่างยอดเยี่ยม.

(80.41/587 หรือ 45.26/400  สาริปุตตเถรคาถา)

      (631)  ทางนั้นชื่อว่าเป็นทางตรง  ทิศนั้นชื่อว่าไม่มีภัย  รถชื่อว่าไม่มีเสียงดัง  ประกอบด้วยล้อคือธรรม  หิริเป็นฝาของรถนั้น  สติเป็นเกราะกั้นของรถนั้น เรากล่าวธรรมมีสัมมาทิฐินำหน้าว่า  เป็นสารถี  ยานชนิดนี้มีอยู่แก่ผู้ใด  จะเป็นหญิงหรือชายก็ตาม  เขาย่อมไปในสำนักนิพพาน  ด้วยยานนี้แหละ.

(80.23/159 หรือ 45.15/43  อัจฉราสูตร)

      (632)  บุคคลพึงศึกษาวิเวกนั่นเที่ยว  เพราะความประพฤติวิเวกนั้น  เป็นกิจอันสูงสุดของพระอริยเจ้าทั้งหลาย  บุคคลไม่พึงสำคัญว่า  เราเป็นผู้ประเสริฐด้วยความประพฤติวิเวกนั้น  บุคคลนั้นแลย่อมปฏิบัติในที่ใกล้นิพพาน.

(80.46/259 หรือ 45.29/166  ติสสเมตเตยยสุตกนิเทส)

      (633)  ชนเหล่าใดมีจิตสงบแล้ว  มีปัญญาเป็นเครื่องรักษาตน  มีสติ  มีฌาน  ไม่มีความเพ่งเล็งในกามทั้งหลาย  ย่อมเห็นแจ้งธรรมโดยธรรม  เป็นผู้ยินดีแล้วในความไม่ประมาท  มีปรกติเห็นภัยในความประมาท  ชนเหล่านั้นเป็นผู้ไม่ควรเพื่อความเสื่อมรอบ  ย่อมมีในที่ใกล้นิพพานเทียว.

(80.38/346-347 หรือ 45.25/232-233  สัลลานสูตร)

      (634)  ภิกษุผู้เคารพในพระศาสดา  เคารพในพระธรรม  เคารพอย่างแรงกล้าในพระสงฆ์  เคารพในความไม่ประมาท  เคารพในปฏิสันถาร  ย่อมเป็นผู้ไม่ควรเพื่อเสื่อม  ย่อมมี ณ ที่ใกล้นิพพานทีเดียว.

(80.34/490 หรือ 45.22/341  อปริหานิยสูตร)

      (635)  ท่านทั้งหลาย  ผู้อันสุขและทุกข์ถูกต้องแล้วในบ้าน  ในป่า  ไม่ตั้งสุขและทุกข์นั้นจากตน  ไม่ตั้งสุขและทุกข์นั้นจากผู้อื่น  ผัสสะทั้งหลายย่อมถูกต้องเพราะอาศัยอุปธิ  ผัสสะทั้งหลายพึงถูกต้องนิพพานอันไม่มีอุปธิเพราะเหตุไร.

(80.38/118-119 หรือ 45.25/78  สักการสูตร)

      (636)  ขอท่านทั้งหลาย  จงเป็นผู้ว่าง่าย  จงพูดแต่ถ้อยคำที่สละสลวย  มีความเคารพกันและกัน  มีจิตเมตตากรุณาต่อกัน  จงสำรวมในศีล  ปรารภความเพียร  มีใจเด็ดเดี่ยวบากบั่นเป็นนิตย์.

      ขอท่านทั้งหลายจงเห็นความประมาทโดยความเป็นภัย  และจงเห็นความไม่ประมาทโดยความเป็นของปลอดภัย  แล้วจงอบรมอัฏฐังคิกมรรค  เมื่อทำได้ดังนี้แล้ว  ย่อมจะบรรลุนิพพานอันเป็นทางไม่เกิดไม่ตาย.

(80.41/585 หรือ 45.26/399  ปุสสเถรคาถา)

      (637)  บุคคลปรารภความเพียรอันย่อหย่อน  ปรารภความเพียรด้วยกำลังน้อย  ไม่พึงบรรลุพระนิพพานอันเป็นเครื่องปลดเปลื้องกิเลสทั้งปวงได้.

(80.25/450 หรือ 45.16/214  นวสูตร)

      (638)  ธรรมอย่างอื่นอันมีอุปการะมากเพื่อบรรลุประโยชน์อันสูงสุดแห่งภิกษุผู้เป็นพระเสขะ  เหมือนโยนิโสมนสิการ  ไม่มีเลย  ภิกษุเริ่มตั้งไว้ซึ่งมนสิการโดยแยบคาย  พึงบรรลุนิพพานอันเป็นที่สิ้นไปแห่งทุกข์ได้.

(80.38/305-306 หรือ 45.25/203-204  เสขสูตร)

      (639)  ธรรมชาติอันเกิดแล้ว  มีแล้ว  เกิดขึ้นแล้ว  อันปัจจัยทำแล้ว  ปรุงแต่งแล้ว  ไม่ยั่งยืน  และตนแล้วด้วยชราและมรณะ  เป็นรังแห่งโรค  ผุพัง  มีอาหารและตัณหาเป็นแดนเกิด  ไม่ควรเพื่อยินดีธรรมชาตินั้น.

      การสลัดออกซึ่งธรรมชาตินั้น  เป็นบทอันระงับ  จะคาดคะเนเอาไม่ได้  ยั่งยืน  ไม่เกิด  ไม่เกิดขึ้นพร้อม  ไม่มีความโศก  ปราศจากธุลี  ความดับแห่งทุกข์ ธรรมทั้งหลาย  คือ  ความที่สังขารสงบระงับเป็นสุข.

(80.38/343 หรือ 45.25/230  อชาตสูตร)

      (640)  เราจะบอกปัญหาที่ท่านได้ถามแล้วแก่ท่าน  นามและรูปย่อมดับไป  ไม่มีส่วนเหลือ ณ ที่ใด  สติและปัญญานี้ย่อมดับไป ณ ที่นั่น  เพราะความดับแห่งวิญญาณ.

(80.39/71 หรือ 45.25/475  อชิตปัญหา)

      (641)  ท่านได้เห็นซึ่งเนกขัมมะ  โดยความเป็นธรรมอันเกษมแล้ว  จงนำความกำหนัดในกามทั้งหลายเสียให้สิ้นเถิด อนึ่ง กิเลสชาติเครื่องกังวลที่ท่านยึดไว้แล้ว (ด้วยอำนาจตัณหาและทิฐิ) ซึ่งควรจะปลดเปลื้องเสีย  อย่ามีแล้วแก่ท่าน.

      กิเลสเครื่องกังวลใดได้มีแล้วในกาลก่อน  ท่านจงทำกิเลสเครื่องกังวลนั้นให้เหือดแห้งเสียเถิด  กิเลสเครื่องกังวลในภายหลัง  อย่าได้มีแก่ท่าน  ถ้าท่านจักไม่ถือเอากิเลสเครื่องกังวลในท่ามกลางไซร้  ท่านจักเป็นผู้สงบเที่ยวไป.

      ดูกรพราหมณ์  เมื่อท่านปราศจากความกำหนัดในกามและรูปแล้ว  โดยประการทั้งปวง  อาสวะทั้งหลาย  อันเป็นเหตุให้ไปสู่อำนาจแห่งมัจจุราชก็ย่อมไม่มีแก่ท่าน.

(80.39/737-738 หรือ 45.25/488-489  ชตุกัณณีปัญหา)

      (642)  ดูกรท่านฉันทะ  ท่านควรใส่ใจคำสั่งสอนของพระผู้มีพระภาคนั้นไว้ตลอดกาลเนืองนิตย์  แม้ดังนี้ว่า  บุคคลผู้อันตัณหาและทิฐิอาศัยอยู่แล้ว  ย่อมมีความหวั่นไหวสำหรับผู้ไม่มีตัณหาและทิฐิอาศัย  ย่อมไม่มีความหวั่นไหว  เมื่อไม่มีความหวั่นไหวก็มีความสงบ  เมื่อมีความสงบ  ก็ไม่มีตัณหาตัวน้อมไปสู่ภพ  เมื่อไม่มีตัณหาตัวน้อมไปสู่ภพ  ก็ไม่มีการมาเกิด  เมื่อไม่มีการมาเกิด  ไปเกิด  ก็ไม่มีจุติและอุบัติ  เมื่อไม่มีจุติและอุบัติ  ก็ไม่มีโลกนี้  ไม่มีโลกหน้า  ไม่มีระหว่างกลางทั้งสองโลก  นี่แหละที่สุดแห่งทุกข์.

(80.22/574 หรือ 45.14/406  ฉันโนวาทสูตร  พระสารีบุตรกล่าวสอนพระฉันนะ)

      (643)  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  การแสวงหาที่ไม่ประเสริฐเป็นไฉน  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  คนบางคนในโลกนี้  โดยตนเองเป็นผู้มีชาติเป็นธรรมดา…เป็นผู้มีชราเป็นธรรมดา…เป็นผู้มีพยาธิเป็นธรรมดา…เป็นผู้มีมรณะเป็นธรรมดา…เป็นผู้มีโศกเป็นธรรมดา…เป็นผู้มีสังกิเลสเป็นธรรมดา   ก็ยังแสวงหาสิ่งที่มี  ชาติ…ชรา…พยาธิ…มรณะ…โศก  สังกิเลส  อยู่นั่นแหละ  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  นี่คือการแสวงหาที่ไม่ประเสริฐ.

      ดูกรภิกษุทั้งหลาย  การแสวงหาที่ประเสริฐเป็นไฉน  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  คนบางคนในโลกนี้  โดยตนเองเป็นผู้มีชาติ…ชรา…พยาธิ…มรณะ…โศก  สังกิเลสเป็นธรรมดา  ย่อมทราบชัดในสิ่งที่มีชาติ…ชรา…พยาธิ…มรณะ…โศก  สังกิเลสเป็นธรรม  ย่อมแสวงหาพระนิพพาน  ที่หาโศกมิได้  เกษมจากโยคะ  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  นี้แลคือการแสวงหาที่ประเสริฐ.

(84.18/359-362 หรือ 45.12/259  ปาสราสิสูตร)