7.3  อนัตตา

      (601)  ภิกษุทั้งหลาย  สิ่งใดไม่ใช่ของท่านทั้งหลาย  ท่านทั้งหลายจงละสิ่งนั้นเสีย  สิ่งนั้นท่านทั้งหลายละได้แล้ว  จักมีเพื่อประโยชน์  เพื่อความสุข (แก่ท่านทั้งหลาย) สิ้นกาลนาน.

      ดูกรภิกษุทั้งหลาย  สิ่งอะไรเล่าไม่ใช่ของท่านทั้งหลาย  รูปไม่ใช่ของท่านทั้งหลาย……เวทนาไม่ใช่ของท่านทั้งหลาย……สัญญาไม่ใช่ของท่านทั้งหลาย…สังขารไม่ใช่ของท่านทั้งหลาย…วิญญาณม่ใช่ของท่านทั้งหลาย  ท่านทั้งหลายจะละรูป…เวทนา…สัญญา…สังขาร…วิญญาณนั้นเสีย  เมื่อท่านทั้งหลายละได้แล้ว  จักมีเพื่อประโยชน์  เพื่อความสุข (แก่ท่านทั้งหลาย) สิ้นกาลนาน.

(80.17/316-317 หรือ 45.12/228  อลคัททูปมสูตร)

      (602)  ภิกษุทั้งหลาย  รูปอย่างใดอย่างหนึ่ง…เวทนาอย่างใดอย่างหนึ่ง…สังขารอย่างใดอย่างหนึ่ง…วิญญาณอย่างใดอย่างหนึ่ง  ที่เป็นอดีต  อนาคตและปัจจุบัน  เป็นภายในหรือภายนอก  หยาบหรือละเอียด  เลวหรือประณีต  อยู่ในที่ไกลหรือในที่ใกล้  เธอทั้งหลายพึงเห็นด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงอย่างนี้ว่า  นั่นไม่ใช่ของเรา  เราไม่ใช่ของนั่น  นั่นไม่ใช่อัตตาของเรา.

 (80.17/312-313 หรือ 45.12/225 อลคัททูปมสูตร)

      (603)  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  พวกเธอพึงเห็นด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงดังนี้ว่า  รูป…เวทนา…สัญญา…สังขาร……วิญญาณ  อย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งที่เป็นอดีต  ทั้งที่เป็นอนาคต  ทั้งที่เป็นปัจจุบัน  เป็นไปภายในหรือมีภายนอกก็ตาม  หยาบหรือละเอียดก็ตาม  อยู่ในที่ไกลหรือที่ไกล้ก็ตามทั้งหมด  นั่นไม่ใช่ของเรา  ไม่ใช่เรา  ไม่ใช่อัตตาของเรา.

      ดูกรภิกษุทั้งหลาย  อริยสาวกผู้สดับแล้ว  เห็นอยู่อย่างนี้  ย่อมเบื่อหน่าย  แม้ในรูป  แม้ในเวทนา  แม้ในสัญญา  แม้ในสังขาร  แม้ในวิญญาณ  เมื่อเบื่อหน่าย  ย่อมคลายกำหนัด  เพราะคลายกำหนัด  จิตย่อมหลุดพ้น  เมื่อจิตหลุดพ้นแล้ว  ย่อมมีญาณรู้ว่า  หลุดพ้นแล้ว  รู้ชัดแล้ว  ชาติสิ้นแล้ว  พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว  กิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว  กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้  มิได้มี.

(80.21/129 หรือ 45.14/91-92  มหาปุณณมสูตร)

      ดูกรภิกษุทั้งหลาย  รูปไม่เที่ยง  เวทนาไม่เที่ยง  สัญญาไม่เที่ยง  สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง  วิญญาณไม่เที่ยง  รูปไม่ใช่ตน  เวทนาไม่ใช่ตน  สัญญาไม่ใช่ตน  สังขารทั้งหลายไม่ใช่ตน  วิญญาณไม่ใช่ตน  สังขารทั้งหลายทั้งปวงไม่ใช่ตน  ธรรมทั้งหลายทั้งปวงไม่ใช่ตน.

(80.18/487 หรือ 45.12/352  จูฬสัจจกสูตร)

      ดูกรภิกษุทั้งหลาย  เวทนา 3 เหล่านี้  ไม่เที่ยง  อันปัจจัยปรุงแต่ง  อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น  มีความสิ้นไป  เสื่อมไป  คลายไป  ดับไป  เป็นธรรมดา  เวทนา 3 เป็นไฉน  เวทนา 3 คือ  สุขเวทนา  ทุกขเวทนา  อทุกขมสุขเวทนา  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  เวทนา 3 นี้แล  ไม่เที่ยง  อันปัจจัยปรุงแต่ง  อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น  มีความสิ้นไป  เสื่อมไป  คลายไป  ดับไป  เป็นธรรมดา.

(80.28/364 หรือ 45.18/247-248  อนิจจสูตร)

      (606)  ภิกษุใดรู้ความที่รูปขันธ์เป็นของละเอียด  รู้ความเกิดแห่งเวทนา  รู้ความเกิดและความดับแห่งสัญญา  รู้จักสังขารโดยความเป็นของไม่เที่ยง  โดยความเป็นทุกข์  และโดยความเป็นอนัตตา  ภิกษุนั้นแล  เป็นผู้เห็นชอบ  เป็นผู้สงบ  ยินดีในสันติบท  ชำนะมารพร้อมทั้งเสนา  ย่อมทรงไว้ซึ่งร่างกายมีในที่สุด.

(80.32/28-29 หรือ 45.21/20  โสขุมมสูตร)

      (607)  พระอรหันต์ผู้มีปัญญาเป็นเครื่องกำจัด  ย่อมไม่สำคัญในรูปที่เห็น  เสียงที่ได้ยิน  และอารมณ์ที่ทราบ  พระอรหันต์นั้นย่อมไม่ปรารถนา  ความหมดจดด้วยมรรคอื่น  ย่อมไม่กำหนัด  ย่อมไม่คลายกำหนัดเลย.

(80.46/223 หรือ 45.29/143  ชราสุตตนิเทส)

      (608)  ดูกรโมฆราช  ท่านจงเป็นผู้มีสติทุกเมื่อ  พิจารณาเห็ฯโลก  โดยความเป็นของว่างเปล่าเถิด  จงถอนความเห็นว่าเป็นตัวตนเสียแล้ว  พึงเป็นผู้ข้ามพ้นมัจจุราชได้ด้วยอาการอย่างนี้  บุคคลผู้พิจารณาเห็นโลกอยู่อย่างนี้  มัจจุราชจึงจะไม่เห็น.

(80.30/743 หรือ 45.25/492  โมฆราชปัญหา)

      (609)  ดูกรธรรมทินนะ  ท่านทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้ว่า  พระสูติเหล่าใดที่พระตถาคตตรัสแล้วอันลึกซึ้ง  มีเนื้อความอันลึกเป็นโลกุตตระ  ประกอบด้วยความว่าง  เราจักเข้าถึงพระสูติเหล่านั้นตลอดกาลอยู่เป็นนิตย์.

(80.30/637 หรือ 45.19/461  ธรรมทินนสูติ  พระผู้มีพระภาคตรัสกับอุบาสกชื่อว่าธรรมทินนะพร้อมด้วยอุบาสก 500 คน  ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน)

      (610)  รูป  เวทนา  สัญญา  สังขาร  วิญญาณ  อันใดอันหนึ่ง  ทั้งที่ล่วงไปแล้ว  ทั้งที่ยังไม่มาถึง  ทั้งที่เกิดขึ้นเฉพาะในบัดนี้  ที่เป็นภายในก็ดี  ที่เป็นภายนอกก็ดี  หยาบก็ดี  ละเอียดก็ดี  เลวก็ดี  ประณีตก็ดี  ในที่ไกลก็ดี  ในที่ใกล้ก็ดี  ทั้งหมด  ก็เป็นแต่รูป  เวทนา  สัญญา  สังขาร  และวิญญาณนั้นไม่ใช่ของเรา  เราไม่ได้เป็นนั่น  นั่นไม่ใช่ตนของเรา  ดังนี้.

(80.18/497-498 หรือ 45.12/358  จูฬสัจจกสูตร)

      (611)  ดูกรจอมเทพ  ภิกษุในธรรมวินัยนี้  ได้สดับว่า  ธรรมทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถ้าข้อนั้นภิกษุได้สดับแล้ว  ภิกษุนั้นย่อมทราบชัด  ธรรมทั้งปวงด้วยปัญญาอันยิ่ง  ครั้นทราบชัดทราบทั้งปวงด้วยปัญญาอันยิ่งแล้ว  ย่อมกำหนดรู้ธรรมทั้งปวง  ครั้นกำหนดรู้ธรรมทั้งปวงแล้ว  เธอได้เสวยเวทนาอย่างใดอย่างหนึ่ง  สุขก้ดี  ทุกข์ก็ดี  มิใช่ทุกข์มิใช่สุขก็ดี  เธอย่อมพิจารณาเห็นว่าไม่เที่ยง  พิจารณาเห็นความหน่าย  พิจารณาเห็นความดับ  พิจารณาเห็นความสละคืนในเวทนาทั้งหลายนั้น  เมื่อพิจารณาเห็นดังนั้น  ย่อมไม่ยึดมั่นสิ่งอะไร ๆ ในโลก  เมื่อไม่ยึดมั่น  ย่อมไม่สะดุ้งหวาดหวั่น  เมื่อไม่สะดุ้งหวาดหวั่น  ย่อมดับกิเลสให้สงบได้เฉพาะตัว  และทราบชัดว่าชาติสิ้นแล้ว  พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว  กิจที่ควรทำทำเสร็จแล้ว  กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มีดังนี้.

      ดูกรจอมเทพ  กล่าวโดยย่อ  ด้วยข้อปฏิบัติเพียงเท่านี้แล  ภิกษุชื่อว่าน้อมไปแล้วในธรรม  เป็นที่สิ้นแห่งตัณหา  มีความสำเร็จล่วงส่วน  มีความปลอดโปร่งจากกิเลส  เป็นเครื่องประกอบล่วงส่วน  เป็นพรหมจารีล่วงส่วน  มีที่สุดล่วงส่วน  เป็นผู้ประเสริฐกว่าเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย.

(80.18/524-525 หรือ 45.12/378  จูฬตัณหาสังขยสูตร)

      (612)  ดูกรราหุล รูป….เวทนา….สัญญา….สังขาร….วิญญาณ….ไม่เที่ยง  สิ่งใดไม่เที่ยง  เป็นทุกข์  มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา  ควรหรือที่จะตามเห็นสิ่งนั้นว่า  นั่นของเรา  นั่นเรา  นั่นอัตตาของเรา.

(80.22/608-614 หรือ 45.14/433-434  จูฬราหุโลวาทสูตร)

      (613)  จิตของท่านรุ่มร้อนเพราะสัญญาอันวิปลาส  ท่านจงละเว้นนิมิตอันสวยงามอันเป็นที่ตั้งแห่งราคะเสีย  ท่านจงเห็นสังขารทั้งหลายโดยความเป็นของแปรปรวนโดยเป็นทุกข์  และอย่าเห็นโดยความเป็นตน  ท่านจงดับราคะอันแรงกล้า  ท่านจงอย่าถูกราคะเผาผลาญบ่อย ๆ  ท่านจงเจริญจิตในอสุภกัมมัฏฐานให้เป็นจิตมีอารมณ์เป็นอันเดียวตั้งมั่นด้วยดีเถิด  ท่านจงเป็นผู้มีกายคตาสติ  ท่านจงเป็นผู้มากด้วยความหน่าย  ท่านจงเจริญความไม่มีนิมิต  และจงถอนมานานุสัยเสีย  เพราะการรู้เท่าถึงมานะ  ท่านจักเป็นผู้สงบระงับเที่ยวไปดังนี้.

(80.24/380-381 หรือ 45.15/263  อานันทสูตร)

      (614)  คนพาลย่อมเดือดร้อนว่า  บุตรของเรามีอยู่  ทรัพย์ของเรามีอยู่  ดังนี้  ตนนั่นแลย่อมไม่มีแก่ตน  บุตรทั้งหลายแต่ที่ไหน  ทรัพย์แต่ที่ไหน.

(80.38/30 หรือ 45.25/20  คาถาธรรมบท)

      (615)  ผู้ใดพึงตั้งกายคตาสติไว้มั่นแล้วเนือง ๆ ในกาลทุกเมื่อว่าอะไร ๆ พ้นจากขันธ์ปัญจก  ไม่พึงมีอะไร ๆ  ที่ชื่อว่าเป็นของเราก็พึงไม่มีอะไร ๆ ที่ชื่อว่าตนอันพ้นจากขันธ์ปัญจกไม่พึงมี  อะไร ๆ  ที่ชื่อว่าเป็นของก็ไม่พึงมี  อะไร ๆ  ที่ชื่อว่าตนอันพ้นตามเห็นอยู่ในสังขารนั้น  พึงข้ามตัณหาได้โดยกาลเกิดขึ้นแห่งอริยมรรคแล.

(80.38/255-256 หรือ 45.25/171  มหากัจจายนสูตร)

      (616)  เมื่อใดบุคคลพิจารณาเห็นโลกเสมอด้วยหญ้า  และไม้ด้วยปัญญา  เมื่อนั้นบุคคลนั้นย่อมไม่ยึดถือว่าเป็นของเรา  ย่อมไม่เศร้าโศกว่าของเราไม่มี.

(80.41/534 หรือ 45.26/367  อธิมุตตเถรคาถา)

      (617)  ก็สิ่งใดสิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นแล้ว  อันปัจจัยปรุงแต่งแล้ว  อันปัจจัยก่อขึ้นแล้ว  เกิดขึ้นเพราะอาศัยปัจจัย  สิ่งนั้นไม่เที่ยง  สิ่งใดไม่เที่ยง  สิ่งนั้นเป็นทุกข์  สิ่งใดเป็นทุกข์จงเห็นสิ่งนั้นด้วยปัญญาอันชอบ  ตามความเป็นจริงอย่างนี้ว่า  นั่นไม่ใช่ของเรา  นั่นไม่ใช่เรา  นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา  ทั้งรู้ชัดอุบายเป็นเครื่องสลัดออกซึ่งสิ่งนั้นอย่างยอดเยี่ยมตามความเป็นจริง.

(80.37/262 หรือ 45.24/287  ทิฏฐิสูตร อนาถปิณฑิกคฤหบดีกล่าวกะปริพาชก)

      (618)  รูป  เวทนา  สัญญา  สังขาร  วิญญาณ  อย่างใดอย่างหนึ่ง  ทั้งที่เป็นอดีต  อนาคต  และปัจจุบัน  เป็นภายในหรือภายนอก  หยาบหรือละเอียด  เลวหรือประณีต  อยู่ในที่ไกลหรือที่ไกล้  อริยสาวกย่อมพิจารณา  เห็นรูป  เวทนา  สัญญา  สังขาร  วิญญาณ  ทั้งหมด  นั้นด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงอย่างนี้ว่า  นั่นไม่ใช่ของเรา  นั่นไม่ใช่เรา  นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา  บุคคลรู้เห็นอย่างนี้จึงไม่มีอหังการมมังการ  และมานานุสัยในกายที่มีวิญญาณนี้  และในสรรพนิมิตภายนอก.

(80.26/121 หรือ 45.17/87-88  ราธสูตร)

      (619)  ดูกรพาหิยะ  เพราะเหตุนั้นแล  ท่านพึงศึกษาอย่างนี้ว่า  เมื่อเห็น  จักเป็นสักว่าเห็น  เมื่อฟัง  จักเป็นสักว่าฟัง  เมื่อทราบ  จักเป็นสักว่าทราบ  เมื่อรู้แจ้ง  จักเป็นสักว่ารู้แจ้ง.

      ดูกรพาหิยะ  ในกาลใดแล  เมื่อท่านเห็นจักเป็นสักว่าเห็น  เมื่อฟังจักเป็นสักว่าฟัง  เมื่อทราบจักเป็นสักว่าทราบ  เมื่อรู้แจ้งจักเป็นสักว่ารู้แจ้ง  ในกาลนั้น  ท่านย่อมไม่มีในกาลใด  ท่านไม่มีในกาลนั้น  ท่านย่อมไม่มีในโลกนี้  ย่อมไม่มีในโลกหน้า  ย่อมไม่มีในระหว่างโลกทั้งสองนี้แลเป็นที่สุดแห่งทุกข์.

(80.38/109-110 หรือ 45.25/71  พาหิยสูตร)

      (620)  ดูกรน้องหญิง  เมื่อจักษุแลมีอยู่  พระอรหันต์ทั้งหลาย  จึงบัญญัติสุขและทุกข์  เมื่อจักษุไม่มี  พระอรหันต์ทั้งหลายจึงไม่บัญญัติสุขและทุกข์  เมื่อใจมีอยู่  พระอรหันต์ทั้งหลายจึงบัญญัติสุขและทุกข์  เมื่อใจไม่มี  พระอรหันต์ทั้งหลาย  จึงไม่บัญญัติสุขและทุกข์.

(80.27/201 หรือ 45.18/138  เวรหัญจานีสูตร  พระอุทายีกล่าวกะนางพราหมณีเวรหัญจานิโคตร)

      (621)  สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงหนอ  มีความเกิดขึ้นและเสื่อมไป  เป็นธรรมดาบังเกิดขึ้นแล้ว  ย่อมดับไป  การเข้าไประงับสังขารเหล่านั้นเสียได้  เป็นสุข  ดังนี้.

(80.15/253 หรือ 45.10/182  มหาสุทัสสนสูตร)     

เรื่องในหมวดเดียวกัน