4.10  การพิจารณาความตาย

 (312)  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ฐานะ 5 ประการ  อันสตรี  บุรุษ  คฤหัสถ์  หรือบรรพชิต  ควรพิจารณาเนือง ๆ คือ

                 1.  ควรพิจารณาเนือง ๆ ว่า  เรามีความแก่เป็นธรรมดา  ไม่ล่วงพ้นความแก่ไปได้

                 2.  เรามีความเจ็บไข้เป็นธรรมดา  ไม่ล่วงพ้นความเจ็บไข้ไปได้

                 3.  เรามีความตายเป็นธรรมดา  ไม่ล่วงพ้นความตายไปได้

                 4.  เราจะต้องพลัดพรากจากของรักของชอบใจทั้งสิ้น

                 5.  เรามีกรรมเป็นของตน  เป็นทายาทแห่งกรรม  มีกรรมเป็นกำเนิด  มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์  มีกรรมเป็นที่พึ่ง  จักทำกรรมใดดีก็ตาม  ชั่วก็ตาม  เราจะเป็นผู้รับผลของกรรมนั้น.

(80.33/102-103 หรือ 45.22/72  ฐานสูตร)

      (313)  ดูกรอานนท์  ข้อนี้เป็นอย่างนี้  ชราธรรมย่อมมีในความเป็นหนุ่มสาว  พยาธิธรรมย่อมมีในความไม่มีโรค  มรณธรรมย่อมมีในชีวิต.

(80.29/362 หรือ 45.19/271  ชราสูตร)

      (314)  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง  ไม่ยั่งยืน  ไม่น่าชม  นี้เป็นกำหนด  ควรเบื่อหน่าย  ควรคลายกำหนัด  ควรหลุดพ้นในสังขารทั้งปวง

(80.35/132 หรือ 45.23/95  สุริยสูตร)

      (315)  สัตว์ทุกหมู่เหล่า  จักทอดทิ้งร่างกายไว้ในโลก  พระตถาคตผู้ศาสดาผู้หาบุคคลเปรียบมิได้ในโลก  ถึงแล้วซึ่งกำลังพระญาณเป็นพระสัมพุทธเช่นนี้  ยังปรินิพพานแล้ว.

(80.24/317-318 หรือ 45.15/220  ปรินิพพานสูตร)

      (316)  ปุถุชนเป็นผู้มีความป่วยไข้  ความแก่  และความตายเป็นธรรมดา  มีอยู่ตามธรรมดา  แต่พากันรังเกียจก็การที่เราพึงรังเกียจความป่วยไข้  ความแก่  และความตายนี้  ในหมู่สัตว์ซึ่งมีธรรมดาอย่างนี้  ข้อนั้นไม่สมควรแก่เราผู้มีปรกติอยู่เช่นนี้.

      เรานั้นเป็นอยู่เช่นนี้  รู้จักธรรมที่หมดอุปธิ  เห็นเนกขัมมะโดยความเป็นธรรมเกษม  ย่อมครอบงำความเมาในความไม่มีโรค  ในความเป็นหนุ่มสาวและในชีวิตเสียได้ทั้งหมด  ความอุตสาหะได้เกิดแล้วแก่เราผู้เห็นนิพพานด้วยปัญญาอันยิ่ง.

      บัดนี้  เราไม่ควรที่จะกลับไปเสพกาม  เราจักเป็นผู้ไม่ถอยหลัง  จักเป็นผู้มีพรหมจรรย์  เป็นที่ไปในเบื้องหน้า.

(80.31/232-233 หรือ 45.20/164  สุขุมาลสูตร)

      (317)  เมื่อโลกถูกชรา  พยาธิ  มรณะ  แผดเผาแล้วเช่นนี้  ความสำรวมทางกาย  ความสำรวมทางวาจา  ความสำรวมทางใจในโลก  ย่อมเป็นที่ต้านทานเป็นที่เร้น  เป็นเกาะ  เป็นที่พึ่ง  และเป็นที่ยึดหน่วงแก่เขาผู้ละไปแล้ว.

(80.31/248 หรือ 45.20/174  ชนสูตร)

      (318)  ชีวิตมีอายุน้อย  ถูกชราต้อนเข้าไป  ชีวิตที่ถูกชราต้อนเข้าไปแล้ว  ย่อมไม่มีที่ต้านทาน  ผู้เห็นภัยในความตายนี้  พึงละโลกามิสเสียมุ่งต่อสันติ.

 (80.23/107 หรือ 45.15/79  อุตตรสูตร)

      (319)  ชีวิต  คือ  อายุมีประมาณน้อย  ถูกต้อนเข้าไปเรื่อย  เมื่อบุคคลถูกชราต้อนเข้าไปแล้ว  ย่อมไม่มีผู้ป้องกัน  บุคคลเมื่อเห็นภัยนี้ในมรณะ  พึงทำบุญทั้งหลายที่นำความสุขมาให้.

      ชีวิตคือมีอายุมีประมาณน้อย  ถูกต้อนเข้าไปเรื่อย  เมื่อบุคคลถูกชราต้อนเข้าไปแล้ว  ย่อมไม่มีผู้ปกป้อง  บุคคลเมื่อเห็นภัยนี้ในมรณะ  พึงละอามีสในโลกเสีย  มุ่งสันติเถิด.

(80.23/4 หรือ 45.15/3  อุปเนยยสูตร)

      (320)  กาลย่อมล่วงไป  ราตรีย่อมผ่านไป  ชั้นแห่งวัยย่อมละลำดับไป  บุคคลมาพิจารณาเห็นภัยในมรณะนี้  มุ่งต่อสันติ  ควรละโลกามิสเสีย.

(80.23/124 หรือ 45.15/91  นันทสูตร)

      (321)  ถ้าบุคคลจะพึงเศร้าโศกถึงความตายอันจะไม่เกิดมีแก่สัตว์ผู้เศร้าโศกนั้น  ก็ควรจะเศร้าโศกถึงคนซึ่งจะต้องตกไปสู่อำนาจของมัจจุราชทุกเมื่อ.

      สัตว์ที่ยืน  นั่ง  นอน  หรือเดินอยู่  อายุสังขารหาได้เป็นไปตามด้วยไม่  วัยย่อมเสื่อมไปทุกขณะที่หลับตาและลืมตา.

      เพราะวัยเสื่อมไปอย่างนั้นแล  อัตภาพย่อมบกพล่อง  หนทางที่คนเดิน  เมื่อต้องมีความพลัดพรากจากกันโดยไม่ต้องสงสัย  หมู่สัตว์ที่ยังเหลืออยู่  ควรมีเมตตาเอ็นดูกัน  ส่วนที่ตายไปแล้ว  ไม่ควรจะต้องเศร้าโศกถึง.

(80.42/200-201 หรือ 45.27/143  อนนุโสจิยชาดก)

      (322)  อายุของพวกมนุษย์น้อย  บุรุษผู้ใคร่ความดี  ไม่พึงดูหมิ่นอายุที่น้อยนี้  พึงรีบประพฤติให้เหมือนคนถูกไฟไหม้ศีรษะ  ฉะนั้นเพราะภาวะความตายจะไม่มาถึงมิได้มี.

      วันคืนย่อมล่วงเลยไป  ชีวิตก็กระชั้นเข้าไปสู่ความตาย  อายุของสัตว์ทั้งหลายย่อมสิ้นไป  เหมือนน้ำในแม่น้ำน้อยย่อมสิ้นไป  ฉะนั้น.

  (80.46/70 หรือ 45.29/45  คุหัฏฐกสุตตนิเทศ)

      (323)  คนพาลย่อมคิดผิดว่า  เราจักอยู่ในที่นี้ตลอดฤดูฝน  จักอยู่ในที่นี้ตลอดฤดูหนาว  และฤดูร้อน  ดังนี้  ย่อมไม่รู้อันตราย  มัจจุย่อมพาเอาคนผู้มัวเมาในบุตรและปสุสัตว์  มีมนัสข้องติดในอารมณ์ต่าง ๆ เหมือนห้วงน้ำใหญ่พาเอาชาวบ้านผู้หลับไป  ฉะนั้น.

      เมื่อบุคคลถูกมัจจุผู้ทำซึ่งที่สุดครอบงำแล้ว  บุตรทั้งหลายย่อมไม่มีเพื่อความต้านทาน  บิดาย่อมไม่มีเพื่อความต้านทาน  ถึงพวกพ้องทั้งหลายก็ย่อมไม่มีเพื่อความต้านทาน  ความเป็นผู้ต้านทานไม่มีในญาติทั้งหลาย  บัณฑิตทราบประโยชน์นี้แล้ว  พึงเป็นผู้สำรวมแล้วด้วยศีล  พึงรีบชำระทางเป็นที่ไปสู่นิพพานพลันทีเดียว.

(80.38/69 หรือ 45.25/44  คาถาธรรมบท)

      (324)  ทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่  ทั้งพาลทั้งบัณฑิต  ทั้งคนมั่งมีทั้งคนยากจน  ล้วนบ่ายหน้าไปหามฤตยูทั้งนั้น  ผลไม้ที่สุกแล้ว  ก็พลันแต่จะหล่นลงเป็นแน่ ฉันใด สัตว์ทั้งหลายเกิดมาแล้วก็พลันจะตายเป็นแน่  ฉันนั้น.

(80.43/459 หรือ 45.27/302  ทสรถชาดก)

      (325)  คนเหล่าใด  ทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่  ทั้งพาลทั้งบัณฑิต  ทั้งมั่งมีทั้งขัดสน  ล้วนมีความตายเป็นเบื้องหน้า  ภาชนะดินที่นายช่างหม้อกระทำแล้ว  ทั้งเล็ก  ทั้งใหญ่  ทั้งสุก  ทั้งดิบ  ทุกชนิด  มีความแตกเป็นที่สุดฉันใด  ชีวิตของสัตว์ทั้งหลาย  ก็ฉันนั้น.

(80.15/166 หรือ 45.10/119  มหาปรินิพพานสูตร)

      (326)  สัตว์ทั้งปวง  จักต้องทอดทิ้งร่างกายไว้ในโลก  แต่พระตถาคตผู้เป็นศาสดาเช่นนั้น  หาบุคคลจะเปรียบเทียบมิได้ในโลก  เป็นพระสัมพุทธเจ้า  ทรงมีพระกำลังยังเสด็จปรินิพพาน.

(80.15/208 หรือ 45.10/149  มหาปรินิพพานสูตร)

      (327)  นายโคบาลย่อมต้อนฝูงโคไปสู่ที่หากินด้วยท่อนไม้  ฉันใด  ความแก่และความตาย  ย่อมต้อนอายุของสัตว์ทั้งหลายไป  ฉันนั้น.

(80.38/42-43 หรือ 45.25/28  คาถาธรรมบท)

      (328)  บุรุษตื่นแล้ว  ย่อมเห็นสิ่งที่มาประจวบด้วยความฝัน  แม้ฉันใด  ใคร ๆ ก็ไม่เห็นชนที่รัก  ซึ่งตายจากไปแล้ว  แม้ฉันนั้น.

(80.46/204-205 หรือ 45.29/233  ชราสุตตนิเทส)

      (329)  ชีวิตนี้น้อยหนอ  มนุษย์ย่อมตายภายในร้อยปี  แม้หากว่ามนุษย์ใดย่อมเป็นอยู่เกินไป  มนุษย์นั้น  ย่อมตายเพราะชราโดยแท้แล.

(80.46/190 หรือ 45.26/123  ชราสุตตนิเทศ)

      (330)  สัตว์ที่เกิดมามีภัยโดยความตายเป็นนิจ  เหมือนผลไม้ที่สุกแล้ว  มีภัยโดยการหล่นในเวลาเช้า  ฉะนั้น.

      ภาชนะดินที่นายช่างทำแล้วทุกชนิด  มีความแตกเป็นที่สุด  แม้ฉันใด  ชิวิตของสัตว์ทั้งหลายก็เป็นฉันนั้น.

      มนุษย์ทั้งเด็ก  ผู้ใหญ่  โง่  ฉลาด  ทั้งหมด  ย่อมไปสู่อำนาจมัจจุ  มีมัจจุสกัดอยู่ข้างหน้า  เมื่อมนุษย์เหล่านั้นถูกมัจจุสกัดข้างหน้า  แล้ถูกมัจจุครอบงำ  บิดาก็ต้านทานไว้ไม่ได้  หรือพวกญาติก็ต้านทานพวกญาติไว้ไม่ได้.

      เมื่อพวกญาติกำลังแลดูอยู่นั่นแหละ  กำลังรำพันอยู่เป็นอันมากว่า  ท่านจงดูตนคนเดียวเท่านนั้นแห่งสัตว์ทั้งหลาย  อันมรณะนำไปได้  เหมือนโคถูกนำไปฆ่า  ฉะนั้น  สัตว์โลกย่อมเป็นผู้อันมัจจุและชราครอบงำอยู่อย่างนี้.

(80346/195-186 หรือ 45.29/126-127  ชราสุตตนิเทส)

      (331)  สัตว์ที่เกิดมาแล้วในโลกนี้ย่อมตายไปทั้งนั้น  เพราะสัตว์ทั้งหลายมีอย่างนี้เป็นธรรมดา  ชีวิตอันใดเป็นประโยชน์แก่บุรุษเหล่าอื่น  ชีวิตอันนั้นย่อมไม่เป็นประโยชน์แก่ผู้ที่ตายไปแล้ว.

      อันการร้องไห้ถึงผู้ที่ตายไปแล้ว  ย่อมไม่ทำให้เกิดผล  ไม่ทำให้เกิดความสรรเสริญ  สมณะและพราหมณ์ไม่สรรเสริญเลย.

      การร้องไห้ย่อมเบียดเบียนจักษุและร่างกาย  ทำให้เสื่อมวรรณะกำลัง  และความคิด  ชนทั้งหลายผู้เป็นข้าศึกย่อมมีจิตยินดี  ส่วนชนผู้เป็นมิตร  ก็พลอยเป็นทุกข์ไปด้วย.

(80.41/501 หรือ 45.26/344  มหากัปบีนเถรคาถา)

     (332)  โลกถูกมัจจุราช  เผาสุม  และถูกชรารุมล้อม  ไม่มีสิ่งใดต้านทานได้  ย่อมเดือดร้อนอยู่เป็นนิตย์  เหมือนคนกระทำความผิดได้รับอาญาเดือดร้อนอยู่  ฉะนั้น.

      ชรา  พยาธิ  และมรณะ  ทั้ง 3 เป็นดุจกองไฟตามไหม้หมู่สัตว์โลกนี้  สัตว์โลกเหล่านั้นไม่มีกำลังต่อต้าน  ไม่มีกำลังจะหนีไปได้  ควรทำวันและคืนไม่ให้ไร้ประโยชน์ด้วยมนสิการน้อยบ้างมากบ้าง  เพราะวันคืนล่วงไป ๆ เท่าใด  ชีวิตของสัตว์ก็ล่วงไปเท่านั้น  เวลาตายก็รุกล้นเข้าไปไกล้บุคคลทุกอิริยาบท  คือ  เดิน  ยืน  นั่ง  หรือนอน  เพราะฉะนั้น  ท่านไม่ควรประมาทเวลา.

      (80.41/478-479 หรือ 45.36/329-330  สิริมัณฑเถรคาถา)

      (333)  ความตายนี้มีแน่นอนในสองคราว  คือ  ในเวลาแก่หรือในเวลาหนุ่มที่จะไม่ตายเลย  ย่อมไม่มี  เพราะฉะนั้น  ท่านทั้งหลายจงบำเพ็ญแต่สัมมาปฏิบัติเถิด  ขอจงอย่าได้ปฏิบัติผิดพินาศเสียเลย  ขณะอย่าได้ล่วงเลยท่านทั้งหลายไปเสีย  เพราะผู้มีขณะอันล่วงเลยไปเสียต้องพากันไปเศร้าโศกยัดเยียดอยู่ในนรก.

(80.41/589-590 หรือ 45.26/401-452  ถารีปุตตเถรคาถา)

      (334)  ถึงท่านจะติความแก่อันเลวทราม  ถึงท่านจะติความแก่อันทำให้ผิวพรรณทรามไป  รูปอันน่าพึงใจก็คงถูกความแก่ย่ำยีอยู่นั่นเอง.

      แม้ผู้ใดพึงมีชีวิตอยู่ได้ร้อยปี (ผู้นั้นก็ไม่พ้นความตายไปได้) สัตว์ทั้งปวงมีความตายเป็นเบื้องหน้า  ความตายย่อมไม่ละเว้นอะไร ๆ ย่อมย่ำยีทั้งหมดทีเดียว.

(80.29/365 หรือ 45.19/271-272  ชราสูตร)

      (335)  ชีวิตนี้น้อยนัก  สัตว์ย่อมตายแม้ภายใน 100 ปี  แม้สัตว์อยู่ไม่เกิน (100 ปี) ไปไซร้  สัตว์นั้นก็ย่อมตายแม้เพราะชราโดยแท้แล.

      ชนทั้งหลายย่อมเศร้าโศก  เพราะสิ่งที่ตนยึดถือว่าเป็นของเรา  สิ่งที่เคยหวงแหนเป็นของเที่ยงไม่มีเลย  บุคคลเห็นว่า  สิ่งนี้มีความเป็นไปต่างๆ  มีอยู่  ดังนี้แล้ว  ไม่พึงอยู่ครองเรือน  บุรุษย่อมสำคัญสิ่งใดว่า  สิ่งนี้เป็นของเรา  จำต้องละสิ่งนั้นไปแม้เพราะความตาย  บัณฑิตผู้นับถือพระพุทธเจ้าว่าเป็นของเรา  ทราบข้อนี้แล้ว  ไม่พึงน้อมไปในความเป็นผู้ถือว่าสิ่งนั้น ๆ เป็นของเรา.

      บุคคลที่ตื่นแล้ว  ย่อมไม่เห็นอารมณ์อันประกอบด้วยความฝันแม้ฉันใด  บุคคลย่อมเห็นบุคคลที่ตนรัก  ทำกาละล่วงไปแล้ว  แม้ฉันนั้น.

      บุคคลย่อมกล่าวขวัญกันถึงชื่อนี้  ของคนทั้งหลายผู้อันตนได้เห็นแล้วบ้าง  ชื่อเท่านั้นที่ควรกล่าวฝันถึงของบุคคลผู้ล่วงไปแล้ว  จักยังคงเหลืออยู่.

      ชนทั้งหลายผู้ยินดีแล้วในสิ่งที่ตนถือว่าเป็นของเรา  ย่อมละความโศก  ความร่ำไร  และความตระหนี่ไม่ได้.

      เพราะเหตุนั้น  มุนีทั้งหลาย  ผู้เห็นนิพพานเป็นแดนเกษม  ละอารมณ์ที่เคยหวงแหนได้  เที่ยวไปแล้ว  บัณฑิตทั้งหลายกล่าวการไม่แสดงตนในภพอันต่างด้วยนรกเป็นต้นของภิกษุผู้ประพฤติหลีกเร้นอยู่  ผู้เสพที่นั่งอันสงัดว่าเป็นการสมควร.

(80.39/658-660 หรือ 45.25/438-439  ชราสูตร)

      (336)  ชีวิตนี้ถูกชรานำเข้าไป  เป็นของน้อย  ดุจน้ำในโคลน  ฉะนั้น  เมื่อชีวิตเป็นของน้อยเหลือเกินอย่างนี้  เวลานี้ไม่ใช่เวลาที่จะประมาทเลย  เราเข้าใจชีวิตนี้ถูกชรานำเข้าไป  เป็นของน้อย   ดุจน้ำในโคลน  ฉะนั้น.

      เมื่อชีวิตเป็นของน้อยเหลือเกินอย่างนี้  แต่พวกคนพาลย่อมพากันประมาท  คนพาลเหล่านั้นอันเครื่องผูก  คือตัณหาไว้แล้ว  ย่อมยังนรกกำเนิดสัตว์เดียรฉาน  เปรตวิสัย  และอสุรกายให้เจริญ.

(80.43/813 หรือ 45.27/509-510  จุลลสุตโสมชาดก)

      (337)  วันคืนย่อมผ่านพ้นไป  ชีวิตย่อมรุกรันไป  อายุของสัตว์ทั้งหลาย  ย่อมสิ้นเปลืองไป  ดุจน้ำแห่งแม่น้ำน้อย  ฉะนั้น.

(80.23/216 หรือ 45.15/154  ทุติยอายุสูตร)

      (338)  นรชนผู้ประกอบด้วยกำลังกายหรือกำลังทหารก็ตาม  จะสู้รบกับชราและมรณะแล้ว  ไม่แก่  ไม่ต่ย  ไม่มีเลย  เพราะว่าชีวิตของสัตว์นี้ทั้งมวล  ถูกความเกิดและความแก่เบียดเบียน.

(80.43/683 หรือ 45.27/434  อโยฆรชาดก)

      (339)  ชีวิตของสัตว์ทั้งหลาย  ถูกชรานำเข้าไปสู่ความตาย  อายุของสัตว์ทั้งหลายเป็นของน้อย  เมื่อนรชนถูกชรานำเข้าไปสู่ความตาย  ย่อมไม่มีผู้ต้านทาน.

(80.43/607 หรือ 45.27/390  จิตตสัมภูตชาดก)

      (340)  ชีวิตของสัตว์ทั้งหลายในโลกนี้  ไม่มีเครื่องหมาย  ใคร ๆ รู้ไม่ได้  ทั้งลำบาก  ทั้งน้อย  และประกอบด้วยทุกข์  สัตว์ทั้งหลายผู้เกิดแล้ว  จะไม่ตายด้วยความพยายามอันใด  ความพยายามอันนั้นไม่มีเลย  แม้อยู่ได้ถึงชราก็ต้องตาย  เพราะสัตว์ทั้งหลายมีอย่างนี้เป็นธรรมดา.

      ผลไม้สุกงอมแล้ว  ชื่อว่าย่อมมีภัย  เพราะจะต้องล่วงหล่นไปในเวลาเช้า  ฉันใด   สัตว์ทั้งหลายผู้เกิดแล้ว  ชือย่อมมีภัย  เพราะจะต้องตายเป็นนิตย์  ฉันนั้น.

      ภาชนะดินที่นายช่างทำแล้วทุกชนิด  มีความแตกเป็นที่สุด  แม้ฉันใด  ชีวิตของสัตว์ทั้งหลาย  ก็ฉันนั้น  ทั้งเด็ก  ทั้งผู้ใหญ่  ทั้งคนเขลา  ทั้งคนฉลาด  ล้วนไปสู่อำนาจของมฤตยู  มีมฤตยูเป็นที่ไปในเบื้องหน้าด้วยกันทั้งหมด.

      เมื่อสัตว์เหล่านั้นถูกมฤตยูครอบงำแล้ว  ต้องไปปรโลก  บิดาจะป้องกันบุตรไว้ก็ไม่ได้  หรือพวกญาติจะป้องกันพวกญาติไว้ก็ไม่ได้  ท่านจงเห็นเหมือนหมู่ญาติของสัตว์ทั้งหลายผู้จะต้องตาย  กำลังแลดูรำพันอยู่โดยประการต่าง ๆ สัตว์ผู้จะต้องตายผู้เดียวเท่านั้นถูกมฤตยูนำไป  หมือนโคที่บุคคลจะพึงฆ่าถูกนำไปตัวเดียว.

      ความตายและความแก่กำจัดสัตว์โลกอยู่อย่างนี้  เพราะเหตุนั้นนักปราชญ์ทั้งหลายทราบชัดสภาพของโลกแล้ว  ย่อมไม่เศร้าโศก.

      ท่านย่อมไม่รู้ทางของผู้มาหรือผู้ไป  ไม่เห็นที่สุดทั้งสองอย่าง  ถึงจะคร่ำครวญไปก็ไร้ประโยชน์  ถ้าผู้คร่ำครวญหลงเบียดเบียนตนอยู่จะยังประโยชน์อะไร ๆ ให้เกิดขึ้นได้ไซร้  บัณฑิตผู้เห็นแจ้งก็พึงกระทำความคร่ำครวญนั้น.

      บุคคลจะถึงความสงบใจได้  เพราะการร้องไห้  เพราะความเศร้าโศกก็หาไม่  ทุกข์ย่อมเกิดแก่ผู้นั้นยิ่งขึ้น  และสรีระของผู้นั้นก็จะซูบซีด  บุคคลผู้เบียดเบียนตนอง  ย่อมเป็นผู้ซูบผอม  มีผิวพรรณเศร้าหมอง  สัตว์ทั้งหลายผู้ละไปแล้ว  ย่อมรักษาตนไม่ได้ด้วยความรำพันนั้น  การรำพันไร้ประโยชน์  คนผู้ทอดถอนถึงบุคคลผู้ทำการละแล้ว  ยังละความเศร้าโศกไม่ได้  ตกอยู่ในอำนาจแห่งความเศร้าโศก  ย่อมถึงทุกข์ยิ่งขึ้น.

      ท่านจงเห็นคนแม้เหล่าอื่นผู้เตรียมจะดำเนินไปตามยถากรรม (และ) สัตว์ทั้งหลายในโลกนี้  ผู้มาถึงอำนาจแห่งมัจจุแล้ว  กำลังพากันดิ้นรนอยู่ทีเดียว  ก็สัตว์ทั้งหลายย่อมสำคัญด้วยอาการใด ๆ อาการนั้น ๆ ย่อมแปรเป็นอย่างอื่นไปในภายหลัง  ความพลัดพรากจากกันเช่นนี้ย่อมมีได้.

      ท่านจงดูสภาพแห่งโลกนี้เถิด  มาณพแม้จะพึงเป็นอยู่ร้อยปีหรือยิ่งกว่านั้น  ก็ต้องพลัดพรากจากหมู่ญาติ  ต้องละทิ้งชีวิตในโลกนี้  เพราะเหตุนั้น  บุคคลฟังพระธรรมเทศนาของพระอรหันต์แล้ว  เห็นคนผู้ล่วงลับ  ทำกาละแล้ว  กำหนดอยู่ว่า  บุคคลผู้ล่วงลับทำกาละแล้วนั้น  เราไม่พึงได้ว่า  จงเป็นอยู่อีกเถิด  ดังนี้  พึงกำจัดความรำพันเสีย  บุคคลพึงดับไฟที่ไหม้ลุกลามไปด้วยน้ำฉันใด  นรชนผู้เป็นนักปราชญ์  มีปัญญาเฉลียวฉลาด  พึงกำจัดความเศร้าโศกที่เกิดขึ้นเสียโดยฉับพลันเหมือนลมพัดนุ่น  ฉะนั้น.

      คนผู้แสวงหาความสุขเพื่อตน  พึงกำจัดความรำพัน  ความทยานอยากและความโทมนัสของตน  พึงถอนลูกศร  คือกิเลสของตนเสีย  เป็นผู้มีลูกศร  คือกิเลสอันถอนขึ้นแล้ว  อันตัณหาและทิฐิไม่อาศัยแล้ว  ถึงความสงบใจ  ก้าวล่วงความเศร้าโศกได้ทั้งหมด  เป็นผู้ไม่มีความเศร้าโศก  เยือกเย็น  ฉะนี้แล.

(80.39/589-602 หรือ 45.25/400-402  สัลลสูตร)

      (341)  ภูเขาใหญ่แล้วด้วยศิลา  จดท้องฟ้า  กลิ้งบดสัตว์มาโดยรอบทั้ง 4 ทิศ  แม้ฉันใด  ชราและมัจจุก็ฉันนั้น  ย่อมครอบงำสัตว์ทั้งหลาย  คือ  พวกกษัตริย์  พวกพราหมณ์  พวกแพทย์  พวกศูทร  พวกจัณฑาล  และคนเทมูลฝอย  ไม่เว้นใคร ๆ ไว้เลย  ย่อมย่ำยีเสียสิ้น ณ ที่นั้น  ไม่มียุทธภูมิสำหรับพลช้าง  พลม้า  ไม่มียุทธภูมิสำหรับพลรถ  ไม่มียุทธภูมิสำหรับพลราบ  และไม่อาจจะเอาชนะแม้ด้วยการรบด้วยมนต์หรือด้วยทรัพย์.

      เพราะฉะนั้นแล  บุรุษผู้เป็นบัณฑิต  มีปัญญา  เมื่อเล็งเห็นประโยชน์พึงตั้งศรัทธาไว้ในพระพุทธเจ้า  ในพระธรรม  และในพระสงฆ์  ผู้มีปรกติ  ประพฤติธรรมด้วยกาย  ด้วยวาจา  หรือด้วยใจ  บัณฑิตทั้งหลาย  ย่อมสรรเสริญผู้นั้น  ในโลกนี้นั่นเทียว  ผู้นั้นละโลกนี้ไป  ย่อมบันเทิงในสวรรค์.

(80.22/201-202 หรือ 45.15/144  ปัพพโตสูตร)

      (342)  สัตว์โลกอันความตายครอบงำไว้  อันความแก่ห้องล้อมไว้วันคืนเชื่อว่า  สิ่งไม่เป็นประโยชน์เป็นไป.

      ด้ายที่เขากำลังทอ  ช่างหูกทอไปได้เท่าใด  ส่วนที่จะต้องทอก็ยังเหลือน้อยอยู่เท่านั้น  แม้ฉันใด  ชีวิตของสัตว์ทั้งหลาย  ก็ฉันนั้น.

      แม่น้ำที่เต็มฝั่ง  ย่อมไม่ไหลไปสู่ที่สูง  ฉันใด  อายุของมนุษย์ทั้งหลาย  ย่อมไม่กลับมาสู่ความเป็นเด็กอีก  ฉันนั้น.

      แม่น้ำที่เต็มฝั่ง  ย่อมพัดพาเอาต้นไม้ที่เกิดอยู่ริมฝั่งให้หักโค่นไป  ฉันใด  สัตว์ทั้งปวง  ย่อมถูกชราและมรณะพัดพาไป  ฉันนั้น.

(80.44/228 หรือ  45.28/139  เตมิยชาดก)

      (343)  นักปราชญ์ทั้งหลายกล่าวชีวิตนั้นว่า  เป็นของน้อยนัก  เราเห็นหมู่สัตว์ผู้นี้ผู้เป็นไปในอำนาจความอยากในภพทั้งหลาย  กำลังดิ้นรนอยู่ในโลก.

      นรชนทั้งหลายผู้เลวทราม  ย่อมบ่นเพ้ออยู่ในปากมัจจุราช  นรชนเหล่านั้น  ยังไม่ปราศจากความอยากในภพและไม่ใช่ภพทั้งหลายเลย.

(80.39/650 หรือ 45.25/433  คุหัฏฐกสูตร)

      (344)  พระพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์แห่งพระอาทิตย์  ทรงแสดงแล้วว่า  รูปอุปมาด้วยกลุ่มฟองน้ำ  เวทนาอุปมาด้วยฟองน้ำ  สัญญาอุปมาด้วยพยับแดด  สังขารอุปมาด้วยต้นกล้วย  และวิญญาณอุปมาด้วยกล  ภิกษุย่อมเพ่งพิจารณาเห็นเบญจขันธ์นั้นโดยแยบคายด้วยประการใด ๆ  เบญจขันธ์ย่อมปรากฏเป็นของว่าง  เป็นของเปล่า  ด้วยประการนั้น ๆ

      ก็การละธรรม 3 อย่าง (ราคะ โทสะ โมหะ)  อันพระพุทธเจ้าผู้มีปัญญาดังแผ่นดินปรารภกายนี้  ทรงแสดงแล้ว  ท่านทั้งหลายจงดูรูปอันบุคคลทิ้งแล้ว  อายุ  ไออุ่น  และวิญญาณย่อมละกายนี้เมื่อใด  เมื่อนั้น  กายนี้อันเขาทอดทิ้งแล้ว  ย่อมเป็นเหยื่อแห่งสัตว์อื่น  หาเจตนามิได้  นอนทับถมแผ่นดิน  นี้เป็นความสืบต่อเช่นนี้  เป็นกลสำหรับหลอกลวงคนโง่.

      เบญจขันธ์เพียงดังว่าเพชฌฆาตผู้หนึ่ง  เราบอกแล้ว  สาระย่อมไม่มีในเบญจขันธ์นี้ภิกษุผู้มีความเพียรอันปรารภแล้ว  มีสัมปชัญญะ  มีสติ  พึงพิจารณาขันธ์ทั้งหลายอย่างนี้ทั้งกลางวันและกลางคืน  ภิกษุเมื่อปรารถนาบทอันไม่จุติ (นิพพาน)  พึงละสังโยชน์ทั้งปวง  พึงกระทำที่พึ่งแก่ตน  พึงประพฤติดุจบุคคลผู้มีศีรษะอันไฟไหม้  ดังนี้.

(80.26/212-213 หรือ 45.17/151-152  เผณปีณฑสูตร)

      (345)  สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงหนอ  มีความเกิดขึ้นและเสื่อมไปเป็นธรรมดา  เกิดขึ้นแล้ว  ย่อมดับไป  ความที่สังขารเหล่านั้นสงบระงับเป็นสุข.

(80.42/39 หรือ 45.27/30  มหาสุทัสสนชาดก)