3.4  การคบมิตร

      (138)  ดูกรอานนท์  ก็ความเป็นผู้มีมิตรดี  มีสหายดี  มีเพื่อนดี  นี้เป็นพรหมจรรย์ทั้งสิ้นทีเดียว  ดูกรอานนท์   อันภิกษุผู้มีมิตรดี  มีสหายดี  มีเพื่อนดี  พึงหวังข้อนี้ได้ว่า  จักเจริญอริยมรรคประกอบด้วยองค์ 8  จักกระทำให้มากซึ่งอริยมรรคประกอบด้วยองค์ 8

(80.29/2-3 หรือ 45.19/2  อุปัทฒสูตร)

      (139)  ดูกรอานนท์  ภิกษุผู้มีมิตรดี  มีสหายดี  มีจิตน้อมไปในคนที่ดี  ย่อมเจริญอริยมรรคมีองค์ 8   ย่อมกระทำซึ่งอริยมรรคมีองค์ 8   ให้มากได้อย่างนี้.

       ดูกรอานนท์  โดยปริยายแม้นี้  พึงทราบว่า  ความเป็นผู้มีมิตรดี  สหายดี  มีจิตน้อมไปในคนที่ดี  นี้เป็นพรหมจรรย์ทั้งสิ้นทีเดียว.

(80.23/173 หรือ 45.15/124  ทุติยอัปปมาทสูตร)

      (140)  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ภิกษุผู้มีมิตรดี  มีสหายดี  มีเพื่อนดี  พึงหวังข้อนี้ได้  คือ  ตนจักเป็นผู้มีศีล  จักสำรวมระวังในปาติโมกข์  ถึงพร้อมด้วยอาจาระและโคจร  มีปรกติ  เห็นภัยในโทษเพียงเล็กน้อย  สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย.

      จักเป็นผู้ได้ตามความปรารถนา  ได้โดยไม่ยาก  ไม่ลำบาก  ซึ่งกถา (เรื่องราวที่พูด) อันเป็นไปเพื่อขัดเกลากิเลสเป็นที่สบายในการเปิดจิต  คืออัปปิจฉกถา  สันตุฏฐิกถา  ปวิเวกกถา  อสังสัคคกถา  วิริยารัมภกถา  สีลกถา  สมาธิกถา  ปัญญากถา  วิมุตติกถา  วิมุตติญาณทัสสนกถา.

      จักเป็นผู้ปรารภความเพียร  เพื่อละอกุศลธรรม  เพื่อความถึงพร้อมแห่งกุศลธรรม  เป็นผู้มีกำลัง  มีความบากบั่นมั่นคง  ไม่ทอดธุระในกุศลธรรม.

      จักเป็นผู้มีปัญญา  ประกอบด้วยปัญญาเครื่องพิจารณาเห็นความเกิดและความดับ  เป็นอริยะ  ชำแรกกิเลส  ให้ถึงความสิ้นทุกข์โดยชอบ.

      ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ก็แหละภิกษุนั้นตั้งอยู่ในธรรม 5 ประการ  นี้แล้ว  พึงเจริญธรรม 4 ประการ   ให้ยิ่งขึ้นไป  คือ  พึงเจริญอสุภะเพื่อละราคะ  พึงเจริญเมตตาเพื่อละความพยาบาท  พึงเจริญอานาปานสติเพื่อเข้าไปตัดวิตก  พึงเจริญอนิจจสัญญา  เพื่อถอนอัสมิมานะ.

      ดูกรภิกษุทั้งหลาย  อนัตตสัญญาย่อมปรากฏแก่ภิกษุผู้ได้อนิจจสัญญา  ผู้ที่ได้อนัตตสัญญา  ย่อมบรรลุนิพพาน  อันถอนเสียได้ซึ่งอัสมิมานะในปัจจุบันทีเดียว.

(80.36/415-452 หรือ 45.23/324-325  สัมโพธิสูตร)

      (141)  ภิกษุใดมีมิตรดี  มีความยำเกรง  มีความเคารพ  กระทำตามคำของมิตรดีทั้งหลาย  มีสติสัมปชัญญะ  ภิกษุนั้นพึงบรรลุธรรม  อันเป็นที่สิ้นไปแห่งสังโยชน์โดยทั้งปวงโดยลำดับ.

(80.38/306-307 หรือ 45.25/204  เสขสูตร)

      (142)  ภิกษุเป็นที่รักใคร่  พอใจ  เป็นที่เคารพ  ควรสรรเสริญ  ฉลาดพูด  อดทนต่อถ้อยคำ  พูดถ้อยคำลึกซึ้ง  ไม่ชักนำในทางที่ไม่ดี  ฐานะเหล่านี้มีอยู่ในภิกษุใด  ภิกษุนั้นเป็นมิตรแท้  มุ่งอนุเคราะห์แต่สิ่งที่เป็นประโยชน์  ผู้ประสงค์จะคบมิตร  ควรคบมิตรเช่นนั้น  แม้จะถูกขับไล่.

(80.35/50 หรือ 45.23/36  เสขสูตร)

      (143)  ภิกษุผู้สมบูรณ์ด้วยกัลยาณมิตรเป็นที่พึ่งอาศัย  ปรารภความเพียร  เจริญกุศลธรรม  เพื่อบรรลุนิพพานอันเกษมจากโยคะ  พึงบรรลุธรรมเป็นที่สิ้นไปแห่งสังโยชน์ทั้งปวงโดยลำดับ.

(86.42/66 หรือ 45.27/50  อลีนจิตตชาดก)

      (144)  ภิกษุผู้ออกบวชด้วยศรัทธา  ยังเป็นผู้ใหม่ด้วยการศึกษา  พึงคบหากัลยาณมิตร  ผู้มีอาชีพบริสุทธิ์  ไม่เกียจคร้าน  พึงเป็นผู้ฉลาด  อยู่ในสงฆ์ ศึกษาวินัยด้วยอำนาจการบำเพ็ญวัตรปฏิบัติให้บริบูรณ์  พึงเป็นผู้ปฏิบัติในสิ่งที่ควรและไม่ควร  ไม่ควรถูกตัณหาครอบงำเที่ยวไป.

(80.41/439-440 หรือ 45.26/303  อุบาลีเถรคาถา)

      (145)  กิเลสเกิดเพราะความเกี่ยวข้อง  บุคคลย่อมตัดเสียได้เพราะความไม่เกี่ยวข้อง  แม้บุคคลผู้มีความเป็นอยู่ดี  แต่อาศัยบุคคลผู้เกียจคร้าน  ย่อมจมลงในสมุทรคือสงสาร  เปรียบเสมือนบุคคลขึ้นสู่แพไม้น้อยๆ พึงจมลงในมหรรณพ  ฉะนั้น.

      เพราะเหตุนั้น  บุคคลพึงเว้นบุคคลผู้เกียจคร้านมีความเพียรอันเลวนั้นเสีย  พึงอยู่ร่วมกับพระอริยเจ้าทั้งหลาย  ผู้สงัดแล้ว  ผู้มีใจเด็ดเดี่ยว  ผู้มีปรกติเพ่ง  ผู้ปรารภความเพียรเป็นนิตย์  ผู้เป็นบัณฑิต.

(80.38/389 หรือ 45.25/262-263  ธาตุสูตร)

      (146)  บุคคลปรารภความสุขอันแน่นอน  พึงเว้นบาปมิตรแล้ว  พึงคบหากัลยาณมิตร  และพึงตั้งอยู่ในโอวาทของกัลยาณมิตรนั้น  เต่าตาบอดเกาะขอนไม้เล็กๆ จมอยู่ในห้วงน้ำใหญ่  ฉันใด  กุลบุตรอาศัยคนเกียจคร้านเป็นอยู่  ย่อมจมลงในสังสารวัฏ  ฉันนั้น.

      เพราะฉะนั้น  บุคคลพึงเว้นคนเกียจคร้านมีความเพียรเลวทราม  ควรอยู่ร่วมกับบัณฑิตทั้งหลาย  ผู้สงัด  เป็นอริยะ  มีใจเด็ดเดี่ยว  เพ่งฌาน  ปรารภความเพียรเป็นนิตย์.

(80.41/442 หรือ 45.26/405  วิมลเถรคาถา)

      (147)  กิเลสเพียงดังหมู่ไม้ในป่า  เกิดขึ้นเพราะการคบค้าสมาคม  ย่อมขาดเพราะไม่คบค้าสามคม  คนเกาะท่อนไม้เล็กๆ พึงจมลงในห้วงมหรรณพ    ฉันใด  แม้สาธุชนก็ย่อมจมลง  เพราะอาศัยคนเกียจคร้าน  ฉันนั้น.

      เพราะฉะนั้น  พึงเว้นคนเกียจคร้าน  มีความเพียรเลวนั้นเสีย  พึงอยู่ร่วมกับบัณฑิตผู้สงัด  ผู้เป็นอริยะ  ผู้มีใจสูง  ผู้เพ่งพินิจ  ผู้ปรารภความเพียรเป็นนิตย์.

(80.25/250 หรือ 45.16/174  สตาปารัทธสูตร)

      (148)  บุคคลควรเห็นท่านผู้มีปัญญาชี้โทษ  มีปรกติกล่าวข่มขี่  เหมือนผู้บอกขุมทรัพย์ให้  ควนคบบัณฑิตเช่นนั้น  เพราะว่าเมื่อคบบัณฑิตเช่นนั้น  ย่อมมีแต่ความดีไม่มีชั่วเลย.

(80.41/587-588 หรือ 45.26/400  สารีปุตตเถรคาถา)

      (149)  กุลบุตรพึงเว้นสหายผู้ลามก  ไม่พึงเสพด้วยตนเองซึ่งสหายผู้ชี้บอกความฉิบหาย  มิใช่ประโยชน์  ตั้งอยู่ในกรรมอันไม่เสมอผู้ข้องอยู่ ผู้ประมาท.

(80.39/460-461 หรือ 45.25/309  ขัคควิสาณสูตร)

      (150)  บุคคลไม่พึงทำความสนิทสนมกับบุรุษชั่วช้า  ท่านผู้เป็นอริยะ  รู้ประโยชน์อยู่  ไม่พึงทำความสนิทสนมกับอนารยชน  เพราะอนารยชนนั้น  แม้อยู่ร่วมกันเป็นเวลานาน  ก็ย่อมทำบาปกรรม.

(80.42/71 หรือ 45.27/54  อินทสมานโคตตชาดก)

      (151)  ถ้าไม่พึงได้สหายผู้มีปัญญา  เป็นนักปราชญ์  เที่ยวไปร่วมกัน  ผู้มีปรกติอยู่ด้วยกรรมดี  พึงเที่ยวไปแต่ผู้เดียว

      การเที่ยวไปผู้เดียวประเสริฐกว่า  เพราะคุณเครื่องความเป็นสหาย ย่อมไม่มีในคนพาล  ควรเที่ยวไปแต่ผู้เดียว  แต่ไม่ควรทำบาป.

(80.42/370-371 หรือ 45.27/248  โกสัมพิยชาดก)

      (152)  ถ้าว่าบุคคลเมื่อเที่ยวไป  ไม่พึงประสบสหายผู้ประเสริฐกว่าตน  หรือสหายผู้เช่นด้วยตนไซร้  บุคคลนั้นพึงทำการเที่ยวไปผู้เดียวให้มั่น  เพราะว่าคุณเครื่องความเป็นสหายย่อมไม่มีในคนพาล.

(80.38/30 หรือ 45.25/20 คาถาธรรมบท)

      (153)  นักปราชญ์ทั้งหลายกล่าวว่า  ฟ้ากับแผ่นดินไกลกัน  ฝั่งสมุทรก็ไกลกัน  พระอาทิตย์ยามส่องแสงยามอุทัยกับยามอัสดงคตไกลกัน  บัณฑิตกล่าวว่า  ธรรมของสัตบุรุษกับธรรมของอสัตบุรุษไกลกันยิ่งกว่านั้น.

      การสมาคมของสัตบุรุษมั่นคงยืดยาว  ย่อมเป็นอย่างนั้นตราบเท่ากาลที่พึงดำรงอยู่  ส่วนการสมาคมของอสัตบุรุษย่อมจืดจางเร็ว  เพราะฉะนั้น  ธรรมของอสัตบุรุษจึงไกลจากธรรมของสัตบุรุษ.

(80.32/86 หรือ 45.21/59-60  สุวิฑูรสูตร)