5. ธรรมที่พึงละเว้น 

5.1  กาม

      (360)  กามทั้งหลายมีความพอใจน้อย  ทุกข์อื่นยิ่งกว่ากามไม่มี  ชนเหล่าใดส้องเสพกามทั้งหลาย  ชนเหล่านั้นย่อมเข้าถึงนรก.

      เหมือนดาบที่ลับคมดีแล้วเชือด  เหมือนกระบี่ที่ขัดดีแล้วแทง  เหมือนหอกที่พุ่งปักอก (เจ็บปานใด) กามทั้งหลายเป็นทุกข์ยิ่งกว่านั้น.

      หลุมถ่านเพลิงลุกโพลงแล้ว  ลึกกว่าชั่วบุรุษ  ผาลที่เผาร้อนอยู่ตลอดวัน (ร้อนปานใด) กามทั้งหลายเป็นทุกข์ยิ่งกว่านั้น.

      เหมือนยาพิษชนิดร้ายแรง  น้ำมันที่เดือดพล่าน  ทองแดงที่กำลังละลายคว้าง (ร้อนปานใด) กามทั้งหลายเป็นทุกข์ยิ่งกว่านั้น.

(80.43/455 หรือ 45.27/300  ปานียชาดก)

      (361)  กามทั้งหลายเป็นศัตรู  เป็นผู้ฆ่า  เป็นข้าศึก  เป็นดุจลูกศร  เป็นเครื่องจองจำ  เป็นดุจเพชฌฆาต  อุปมาด้วยกองไฟ  เป็นทุกข์.

      กามนี้เป็นของไม่บริสุทธิ์  มีภัย  เป็นไปกับด้วยความคับแค้น  เป็นเสี้ยนหนาม  เป็นเหตุให้กำหนัด  ไม่เรียบร้อย  มีกังวลมาก  เป็นทางแห่งความลุ่มหลงใหญ่  เป็นเหตุให้ขัดข้อง  และเป็นของน่ากลัวพิลึก  เปรียบด้วยหัวงูเห่า.

      ปุถุชนผู้โง่เขลามืดมนเหล่าใด  ย่อมเพลิดเพลินต่อกามเหล่านั้น  ปุถุชนเหล่านั้นเป็นอันมาก  ข้องอยู่แล้ว  ด้วยเครื่องข้องคืดกาม  ก็ไม่รู้สึกในโลก  ย่อมไม่รู้จักความสิ้นสุดแห่งความเกิดและความตาย  มนุษย์เป็นอันมากพากันดำเนินไปตามทางที่ไปสู่ทุคติ  นำโรคมาให้แก่ตนล้วนแต่มีกามเป็นเหตุ.

      กามทั้งหลายเป็นเหตุให้เกิดข้าศึกศัตรู  เดือดร้อน  นำมาซึ่งความเศร้าหมองเป็นเหยื่อในโลก  เป็นเครื่องจองจำ  เกี่ยวเนื่องด้วยความตาย.

      กามทั้งหลายเป็นเหตุให้บ้า  ให้บ่นเพ้อ  ให้จิตมัวเมา  เป็นของอันมารดักไว้เพื่อความพินาศของหมู่สัตว์เร็วพลัน.

      กามทั้งหลายมีโทษหาที่สุดไม่ได้  มีทุกข์มาก  มีพิษมาก  มีความพอใจน้อย  เป็นบ่อเกิดแห่งการรบราฆ่าฟันกัน  เป็นเหตุให้ธรรมฝ่ายขาวเหือดแห้งไป.

(80.41/727-729 หรือ 45.26/492-493  สุภากัมมารธีตาเถรีคาถา)

      (362)  ท่านจงพยายามตัดกระแสตัณหา  จงบรรเทากามเสียเถิด  พราหมณ์มุนีไม่ละกาม  ย่อมไม่เข้าถึงความที่จิตแน่วแน่ได้.

(80.23/95-96 หรือ 45.15/70  ตายนสูตร)

      (363)  กามทั้งหลายเปรียบด้วยดาบและหลาว  เหมือนหัวงูเห่า  เปรียบด้วยคบเพลิงเผาอยู่เนือง ๆ เหมือนร่างกระดูก

      กามทั้งหลายเป็นของไม่เที่ยง  ไม่ยั่งยืน  มีทุกข์มาก  เหมือนงูที่มีพิษมาก  เหมือนก้อนเหล็กอันไฟติดทั่ว  เป็นรากเหง้าแห่งทุกข์  มีทุกข์เป็นผล.

      กามทั้งหลายเปรียบเหมือนผลไม้อันเป็นพิษ  เหมือนชิ้นเนื้อนำมาซึ่งทุกข์.

      กามทั้งหลายเปรียบเหมือนความฝัน  เป็นของหลอกลวง  เหมือนของที่ยืมเขา  เปรียบด้วยหอกและหลาว  เป็นโรค  เป็นดังหัวฝี เป็นความทุกข์ยาก  เป็นความลำบาก  เช่นดังหลุมถ่านเพลิง  เป็นรากเหง้าแห่งความทุกข์  เป็นภัย  เป็นนายเพชฌฆาต  กามทั้งหลาย  บัณฑิตกล่าวว่ามีทุกข์มาก  มีอันตรายมากอย่างนี้.

(80.41/755-756 หรือ 45.26/510-511  สุเมธาเถรีคาถา)

      (364)  กามทั้งหลายเป็นของไม่สะอาด  มีกลิ่นเหม็น  มีหนามเป็นอันมาก  กามทั้งหลายเปรียบดังหอกและหลาว  เป็นของครอบงำขันธ์ทั้งหลายไว้.

(80.41/701-703 หรือ 45.26/476-277  อุบลวัณณาเถรีคาถา)

      (365)  กามทั้งหลายในหมู่มนุษย์  ที่เป็นของเที่ยงย่อมไม่มี  บุรุษผู้เกี่ยวข้องแล้ว  ผู้ประมาทแล้ว  ในอารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งความใคร่ทั้งหลายอันมีอยู่ในหมู่มนุษย์นี้  ไม่มาถึงนิพพานเป็นที่ไม่กลับมาแต่วัฏฏะ  เป็นที่ตั้งแห่งมัจจุ  เบญจขันธ์เกิดแต่ฉันทะ  ทุกข์ก็เกิดแต่ฉันทะ  เพราะกำจัดฉันทะเสีย  จึงกำจัดเบญจขันธ์ได้  จึงกำจัดทุกข์ได้.

      อารมณ์อันงามทั้งหลายในโลกไม่เป็นกาม  ความกำหนัดที่พร้อมไปด้วยความดำริเป็นกามของบุรุษ  อารมณ์อันงามทั้งหลายย่อมตั้งอยู่ในโลกอย่างนั้นนั่แหละ  บุคคลผู้มีปัญญาทั้งหลาย  ย่อมกำจัดฉันทะในอารมณ์ทั้งหลายนั้นโดยแท้.

      บุคคลพึงละความโกรธเสีย  พึงทิ้งมานะเสีย  พึงล่วงสังโยชน์ทั้งปวงเสีย  ทุกข์ทั้งหลายย่อมไม่ตกถึงบุคคลนั้น  ผู้ไม่เกี่ยวข้องในนามรูป  ผู้ไม่มีกิเลสเป็นเครื่องกังวล.

(80.23/41-42 หรือ 45.15/30  นสันติสูตร)

      (366)  กามทั้งหลายเป็นดังเปือกตมเป็นเครื่องให้จมลง  และเป็นเครื่องนำไปซึ่งน้ำใจล่วง  ข้ามได้ยาก  เป็นที่ตั้งแห่งมฤตยู  สัตว์ทั้งหลายผู้ข้องอยู่ในกามอันเป็นดังเปือกตม  เป็นเครื่องให้จมลงนี้  เป็นสัตว์มีจิตเลวทราม  ย่อมข้ามถึงฝั่งไม่ได้.

(80.43/678 หรือ 45.27/432  หัตถิปาลชาดก)

      (367)  กามเป็นทุกข์  กามไม่เป็นสุขเลย  ผู้ใดใคร่กาม  ผู้นั้นชื่อว่าใคร่ทุกข์  ผู้ใดไม่ใคร่กาม  ผู้นั้นชื่อว่าไม่ใคร่ทุกข์.

(80.41/396 หรือ 45.26/271  เอรกเถรคาถา)

      (368)  กามทั้งหลายล้วนเป็นทุกข์  มีผลเผ็ดร้อน  เป็นภัยใหญ่หลวง  จักมีใจมุ่งนิพพานเท่านั้น.

(80.41/613 หรือ 45.26/417  ตาลปุฏเถรคาถา)

      (369)  กามทั้งหลายเหมือนสวะ  กามทั้งหลายเหมือนหล่ม  อนึ่ง กามนี้นักปราชญ์กล่าวว่าเป็นภัยใหญ่หลวง  มั่นคง  ไม่หวั่นไหว  กามเป็นธุลีและเป็นควัน  จงละกามออกบวชเสียเถิด.

(80.41/268 หรือ 45.27/186  ทรีมุขชาดก)

      (370)  กามให้ความยินดีน้อย  มีทุกข์มาก  มีความคับแค้นมาก  โทษในกามนี้ยิ่ง.

(80.17/199 หรือ 45.12/143  จูฬทุกขักขันธสูตร)

      (371)  กามสุขในโลกและทิพยสุข  ย่อมไม่ถึงเสี้ยวที่ 16 (ที่จำแนกออก 16 หน)  แห่งสุขคือความสิ้นตัณหา.

(80.38/116 หรือ 45.25/76  ราชสูตร)

      (372)  ภัย  ทุกข์  โรค  หัวฝี  ลูกศร  ความข้อง  เปือกตม  และการอยู่ในครรภ์  นี้เรียกว่ากาม  เป็นที่ปุถุชนข้องอยู่แล้ว  อันกามสุขครอบงำแล้ว  ย่อมเป็นเพื่อเกิดในครรภ์อีก  ก็เพราะภิกษุมีความเพียรยินดีด้วยสัมปชัญญะ  ภิกษุเห็นปานนี้นั้น  ก้าวล่วงทางหมุนเวียนที่ข้ามได้ยากนี้ได้แล้ว  ย่อมพิจารณาเห็นหมู่สัตว์ผู้เข้าถึงชาติและชรา  ดิ้นรนอยู่.

(89.35/364 หรือ 45.23/263  ภยสูตร)

      (373)  เราเรียก  ภัย  ทุกข์  โรค  และสิ่งทั้ง 2 คือ  เครื่องขัดข้อง  เปือกตม  ว่าเป็นกาม  เป็นที่ข้องของปุถุชน  เพราะเห็นภัยในการยึดถือ  ซึ่งเป็นแดนเกิดของชาติและมรณะ  ชนทั้งหลาย  จึงหลุดพ้นเพราะไม่ถือมั่น  ดำเนินไปในนิพพาน  อันเป็นที่สิ้นชาติและมรณะ  ชนเหล่านั้น  ถึงแดนเกษม  มีสุข  ดับสนิทในปัจจุบัน  ผ่านพ้นเวรและภัย  ล่วงทุกข์ทั้งปวง.

(80.34/464-465 หรือ 45.22/323  ภยสูตร)

      (374)  ก็กามทั้งหลายงามวิจิตร  มีรสอร่อย  เป็นที่รื่นรมย์ใจ  ย่อมย่ำยีจิตด้วยรูปแปลก ๆ บุคคลเห็นโทษในกามคุณทั้งหลายแล้วพึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรด.

(80.39/459 หรือ 45.25/308  ขัคควิสาณสูตร)

      (375)  ดูกรกาม  เราเห็นรากฐานของท่านแล้ว  ท่านย่อมเกิดเพราะความดำริ  เราจะไม่ดำริถึงท่าน  ท่านจักไม่มีอย่างนี้.

(80.46/3 หรือ 45.29/1  กามสุตตนิทเทส)

      (376)  ดูกรกาม  เราได้เห็นมูลรากของเจ้าแล้ว  เจ้าเกิดจากความดำริ  เราจักไม่ดำริถึงเจ้าอีกละ  เจ้าจักไม่เกิดด้วยอาการอย่างนี้.

      กามแม้น้อยก็ไม่พอแก่มหาชน  มหาชนย่อมไม่อิ่มด้วยกามแม้มาก  น่าสลดใจที่พวกคนพาลพากันบ่นว่ารูป  เสียงเหล่านี้จงมีแก่เรา  กุลบุตรผู้ประกอบด้วยความเพียร  พึงเว้นให้ขาดเถิด.

(80.42/351-352 หรือ 45.27/236-237  อังคมาลชาดก)

      (377)  ดูกรกาม  เราประพฤติพรหมจรรย์เพื่อฆ่าท่าน  บัดนี้  เราไม่เป็นหนี้ท่านอีก  บัดนี้  เราไปถึงนิพพาน  อันเป็นสถานที่บุคคลไปแล้วไม่เศร้าโศก.

(80.41/411 หรือ 45.26/282  โคตมเถรคาถา)

      (378)  คนเราทั้งหลายต่างผิดใจต่อกันและกัน  กระทำความบาดหมางทะเลาะวิวาทกันเป็นอันมาก  การฆ่ากัน  การถูกจองจำ  การถูกลงโทษมีการตัดมือและเท้า  เป็นต้น  ความเสื่อมเสีย  ความเศร้าโศก  ร่ำไร  ความฉิบหายวายวอดเป็นอันมาก  ย่อมปรากฏแก่บุคคลผู้ติดเนื่องอยู่ในกามทั้งหลาย.

(80.41/727 หรือ 45.26/492  สุภากัมมารธีตาเถรีคาถา)

      (379)  สัตว์ทั้งหลายข้องแล้วในกาม  ข้องแล้วด้วยกามและธรรมเป็นเครื่องข้อง  ไม่เห็นโทษในสังโยชน์  ข้องแล้วด้วยธรรมเป็นเครื่องข้องคือสังโยชน์  พึงข้ามโอฆะอันกว้างใหญ่ไม่ได้เลย.

(80.38/250 หรือ 45.25/167  กามสูตร)

      (380)  สัตว์ทั้งหลายผู้มืดมนเพราะกาม  ถูกตัณหาซึ่งเป็นดุจข่ายปกคลุมไว้แล้วถูกเครื่องมุง  คือ  ตัณหาปกปิดไว้แล้ว  ถูกกิเลสมารและเทวปุตตมารผูกพันไว้แล้ว  ย่อมไปสู่ชราและมรณะ  เหมือนปลาที่ปากไซ  เหมือนลูกโคที่ยังดื่มนมไปตามแม่โค  ฉะนั้น.

(80.38/251 หรือ 45.25/167-168  กามสูตร)

      (381)  เมื่อสัตว์นั้นปรารถนากามอยู่  เมื่อสัตว์มีฉันทะเกิดแล้ว  ถ้ากามเหล่านั้นเสื่อมไป สัตว์นั้น ย่อมกระสับกระส่าย เหมือนสัตว์ที่ถูกลูกศรแทงเข้าแล้ว.

(80.46/5 หรือ 45.29/3  กามสุตตนิทเทส)

      (382)  เพราะกามนั้นแล  สัตว์ทั้งหลาย  จึงถูกประหาร  ถูกจองจำเพราะกามทั้งหลาย  ทุกข์และภัย  จึงเกิด  เพราะกามทั้งหลาย  สัตว์ทั้งหลาย  จึงประมาทลุ่มหลงกระทำกรรมอันเป็นบาป  สัตว์เหล่านั้นมีบาป  จึงประสบบาปกรรม  เมื่อตายแล้วย่อมไปสู่นรก.

(80.43/554-555 หรือ 45.27/359  ภิสชาดก)

      (383)  สัตว์ทั้งหลายเป็นผู้กำหนัดกล้าในโภคทรัพย์ที่น่าใคร่  มักมาก  หลงไหลในกามคุณ  ย่อมไม่รู้สึกการล่วงเกิน  เหมือนพวกปลากำลังเข้าไปสู่เครื่องดัก  ซึ่งอ้าดักอยู่  ฉะนั้น  ผลอันเผ็ดร้อนย่อมมีแก่สัตว์พวกนั้น  ในภายหลัง  เพราะว่ากรรมเช่นนั้นมีวิบากเลวทราม.

(80.23/148 หรือ 45.15/106  อรรถกรณสูตร)

      (384)  ความอื่มในกามทั้งหลายย่อมไม่มี  กามทั้งหลายมีความยินดีน้อย  มีทุกข์มาก  บัณฑิตรู้ชัดอย่างนี้.

      พระสาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า  ย่อมไม่ปรารถนาความยินดี  ในกามทั้งหลายที่เป็นทิพย์  เป็นผู้ยินดีแต่ความสิ้นไปแห่งตัณหาโดยแท้.

(80.42/135 หรือ 45.27/98-99  มันธาตุราชชาดก)

      (385)  นักปราชญ์ทั้งหลายหากล่าวเครื่องผูก  ซึ่งเกิดแต่เหล็ก  เกิดแต่ไม้  และเกิดแต่หญ้าปล้อง  ว่ามันไม่  สัตว์ผู้กำหนัดแล้ว  กำหนัดแล้วในแก้วมณีและแก้วกุณฑลทั้งหลาย  และความห่วงใยในบุตรและภริยา  นักปราชญ์ทั้งหลายกล่าวเครื่องผูกอันหน่วงลงอันหย่อน  อันบุคคลเปลื้องได้โดยยาก  นั้นว่ามั่น.

      นักปราชญ์ทั้งหลายตัดเครื่องผูกแม้นั้นแล้ว  เป็นผู้ไม่มีความห่วงใยละกามสุขแล้วย่อมเว้นรอบ.

(80.38/80-81 หรือ 45.25/51-52  คาถาธรรมบท)

      (386)  ภพถึงแม้เป็นทิพย์ก็เป็นของไม่ยั่งยืน  จะป่วยกล่าวไปไย  ถึงกามทั้งหลายอันเป็นของเปล่า  มีความยินดีน้อย  มีความคับแค้นมาก.

      กามทั้งหลายเผ็ดร้อน  เปรียบด้วยอสรพิษเป็นที่ทำให้คนพาลหลงหมกมุ่นอยู่  คนพาลเหล่านั้นต้องถึงทุกข์  เดือดร้อน  ยัดเยียดอยู่ในนรกตลอดกาลนาน  และเป็นเหตุทำให้คนพาลผู่มีความรู้ชั่ว  ไม่สำรวมด้วยกาย  วาจา  และใจ  ทำความชั่วต่าง ๆ ย่อมเศร้าโศกในอบายในกาลทุกเมื่อ  เป็นเหตุให้คนพาลผู้มีปัญญาทรามไม่มีความคิด  ยินดีแล้วในทุกข์และเหตุให้เกิดทุกข์  ไม่รู้จักธรรมอันพระอริยเจ้าแสดงอยู่  ทั้งไม่รู้จักอริยสัจ.

(60.41/748-749 หรือ 45.26/506  สุเมธาเถรีคาถา)

      (387)  สัตว์ทั้งหลายดังเป็นคนตาบอด  เพราะเป็นผู้ไม่เห็นโทษ  ในกามถูกข่ายคือตัณหาปกคลุมแล้ว  ถูกหลังคาคือตัณหาปกปิดแล้ว  ถูกมารผูกแล้วด้วยเครื่องผูกคือความประมาทเหมือนปลาในปากลอบ.

(80.41/448-449 หรือ 45.26/309  ราหุลเถรคาถา)

      (388)  ผู้ใดไม่รู้โทษในอนาคต  มัวเสพกามอยู่  กามเหล่านั้นจะต้องล้างผลาญผู้นั้นในเวลาให้ผล.

(80.42/35 หรือ 45.27/27  กิมปักกชาดก)

      (389)  เราเห็นมนุษย์ทั้งหลายในโลก  ที่เป็นผู้มีทรัพย์  ได้ทรัพย์แล้วย่อมไม่ให้เพราะความหลง  โลภแล้วย่อมทำการสั่งสมทรัพย์  และยังปรารถนากามทั้งหลายยิ่งขึ้นไป.

      พระราชาและมนุษย์เหล่าอื่นเป็นอันมาก  ยังไม่สิ้นความทะเยอทะยาน  ย่อมเข้าถึงความตาย  เป็นผู้พร่องอยู่  ละร่างกายไปแท้  ความอิ่มด้วยกามย่อมไม่มีในโลกเลย.

(80.20/469-470 หรือ 45.13/342  รัฐปาลสูตร)

      (390)  นรชนผู้ข้องอยู่ในถ้ำคือกาย  ถูกกิเลสเป็นอันมากปกปิดไว้แล้ว  ดำรงอยู่ด้วยอำนาจกิเลสมีราคะเป็นต้น  หยั่งลงในกามคุณ  เครื่องทำจิตให้ลุ่มหลง  นรชนเห็นปานนั้นแล  เป็นผู้ไกลจากวิเวก  เพราะว่ากามคุณทั้งหลายในโลก  ไม่ใช่ละได้โดยง่ายเลย  กามคุณทั้งหลายมีความปรารถนาเป็นเหตุ  เนื่องด้วยความยินดีในภพ  เปลื้องออกได้โดยยาก  คนอื่นจะเปลื้องออกไม่ได้เลย.

      นรชนทั้งหลาย  มุ่งหวังกามในอนาคตบ้าง ในอดีตบ้าง คร่ำครวญถึงกามเหล่านี้ที่เคยมีแล้วบ้าง  อันตนเปลื้องเองได้ยาก  และคนอื่นก็เปลื้องให้ไม่ได้  สัตว์เหล่านั้นยินดีขวนขวายลุ่มหลงในกามทั้งหลาย  ไม่เชื่อถือในคำของบัณฑิต  มีพระพุทธเจ้าเป็นต้นตั้งอยู่แล้วในธรรมอันไม่สงบ  ถูกทุกข์ครอบงำแล้ว  ย่อมรำพันอยู่ว่า  เราจุติจากโลกนี้แล้ว  จักเป็นอย่างไรหนอ.

      เพราะเหตุนั้นแล  สัตว์พึงศึกษาไตรสิขาในศาสนานี้แหละ  พึงรู้ว่าสิ่งอะไร ๆ  ในโลกไม่มีความสงบ  ไม่พึงประพฤติความไม่สงบ  เพราะเหตุสิ่งนั้น.

(80.39/649-650 หรือ 45.25/432-433  คุหัฏฐกสูตร)

      (391)  ความกำหนัดที่เกิดขึ้นด้วยสามารถแห่งความดำริของบุรุษชื่อว่ากาม  อารมณ์อันวิจิตรทั้งหลายในโลกไม่ชื่อว่ากาม  ความกำหนัดที่เกิดขึ้นด้วยความสามารถแห่งความดำริของบุรุษ  ชื่อว่ากามอารมณ์อันวิจิตรทั้งหลายในโลกย่อมตั้งอยู่ตามสภาพของตน  ส่วนว่าธีรชนทั้งหลาย  ย่อมกำจัดความพอใจในอารมณ์อันวิจิตรเหล่านั้น.

(80.34/606 หรือ 45.22/419  นิพเพธิกสูตร)

      (392)  สัตว์ทั้งหลายเป็นผู้กำหนัดกล้าในโภคทรัพย์ที่น่าใคร่  มักมากหลงในกามคุณ  ย่อมไม่รู้สึกการก้าวล่วง (ประพฤติผิดในสัตว์พวกอื่น) เหมือนพวกเนื้องไม่รู้สึกแร้วซึ่งโก่งดักไว้ ฉะนั้น ผลเผ็ดร้อนย่อมมีแก่สัตว์พวกนั้นในภายหลัง  เพราะว่ากรรมเช่นนั้นมีวิบากเลวทราม.

(80.23/145 หรือ 45.15/105  อัปปกสูตร)

      (393) ความยินดีของบุคคลผู้อยู่ครองเรือนนี้แหละ เป็นเชือกเครื่องเหนี่ยวรั้งไว้ ธีรชนตัดเชือกนี้แล้ว หาความอาลัยไยดีมิได้ ละทิ้งกามสุขและออกบวช

(80.42/332 หรือ 45.27/224  สุสีมชาดก)

      (394)  ความทุกข์เพราะถูกเสียบหลาวก็ดี  ความทุกข์ที่ถูกกาจิกเราก็ดี  ก็ไม่เป็นความทุกข์ของเรา  ความทุกข์ที่ว่าภรรยาของเราจะไม่ได้นุ่งห่มผ้าย้อมดอกคำเที่ยวเล่นมหรสพในเดือน 12 นี้   เป็นทุกข์ของเรา.

(80.42/61 หรือ 45.27/44  บุปผรัตตชาดก)

      (395)  ไฟนี้ก้ไม่เผาเราให้เร่าร้อน  แม้หลาวที่นายพรานแหลมเสี้ยมเป็นอย่างดี  ก็ไม่ยังความทุกข์ให้เกิดขึ้นแก่เรา  แต่การที่นางปลาเข้าใจว่า  เราไปหานางปลาตัวอื่นด้วยความยินดี  อันนี้แหละที่เผาเราให้เร่าร้อน.

(80.42/104-105 หรือ 45.27/77  มัจฉชาดก)

      (396)  ช่างทำรองเท้าหนังเลี้ยงชีพ  เมื่อประกอบรองเท้าส่วนใด  ควรเว้นก็เว้นเลือกเอาแต่ส่วนที่ดี ๆ มาทำรองเท้าขายได้ราคาแล้วย่อมมีความสุข  เราก็ฉันนั้นเหมือนกัน  พิจารณาด้วยปัญญาแล้ว  ละทิ้งส่วนแห่งกามเสีย  ย่อมถึงความสุข  ถ้าพึงปรารถนาความสุขทั้งปวง  ก็พึงละกามทั้งปวงเสีย.

(80.43/477 หรือ 45.27/312  กามชาดก)

      (397)  ชนเหล่าใดจะข้ามห้วงน้ำคือสงสารและสระคือ ตัณหา  ชนเหล่านั้นกระทำสะพานคือ  อริยมรรค  ไม่แตะต้องเปือกตม  คือ  กามทั้งหลาย  จึงข้ามสถานที่ลุ่มอันเต็มด้วยน้ำได้.

(80.38/280 หรือ 45.25/187  ปาฏลิคนิยสูตร)

      (398)  พระอรหันต์ทั้งหลายอยู่ในสถานที่ใด  เป็นบ้านเรือนหรือป่าก็ตาม  ที่ดอนหรือลุ่มก็ตาม สถานที่นั้น  เป็นภูมิสถานที่น่ารื่นรมย์.

      คนผู้แสวงหากามย่อมไม่ยินดีในป่าอันน่ารื่นรมย์เช่นใด  ท่านผู้ปราศจากความกำหนัดจักยินดีในป่าอันน่ารื่นรมย์เช่นนั้น  เพราะท่านเหล่านั้นไม่เป็นผู้แสวงหากาม.

(80.41/587 หรือ 45.26/400  สารีปุตตเถรคาถา)

      (399)  เรารู้เวลาตายไม่ได้โดยแท้  เวลาตายยังปกปิดอยู่  หาปรากฏไม่  เพราะเหตุนั้นเราจึงไม่บริโภคกามแล้วเที่ยวภิกษา  เวลากระทำสมณธรรมอย่าล่วงเลยเราไปเสีย.

(80.42/72 หรือ 45.27/56  สมิทธิชาดก)

      (400)  ในโลกมีทางออกไปจากทุกข์ได้  เรารู้ชัดดีแล้วด้วยปัญญา  ดูกรมารผู้มีบาป  ซึ่งเป็นเผ่าพันธุ์ของผู้ประมาท  ท่านไม่รู้จักทางนั้น  กามทั้งหลายเปรียบด้วยหอกและหลาว  กองกามทั้งหลายนั้นประหนึ่งว่าผีร้าย  เราไม่ไยดีถึงความยินดีในการที่ท่านกล่าวถึงนั้น.

(80.24/258 หรือ 45.15/180-181  อาพวิกสูตร)

      (401)  บุรุษถูกแทงด้วยหอก  หรือถูกไฟไหม้ที่กระหม่อมแล้วรีบรักษา  ฉันใด  ภิกษุพึงเป็นผู้มีสติเว้นรอบเพื่อละความกำหนัดยินดีในกามฉันนั้น.

(80.41/375 หรือ 45.26/254  ติสสเถรคาถา)

      (402)  พราหมณ์ผู้ดับกิเลสได้แล้ว  อยู่สบายทุกเมื่อ  ผู้ใดไม่ติดอยู่ในกาม  ผู้นั้นเป็นผู้เยือกเย็น  หมดอุปธิ  ตัดธรรมชาติเครื่องมาข้องเสียทุกอย่าง  ปราบปรามความกระวนกระวายในหทัยได้  เข้าไปสงบแล้วถึงความสงบใจอยู่สบาย.

(80.31/220 หรือ 45.20/156  หัตถกสูตร)

      (403)  มุนีผู้มีถ้อยคำสงบ  ไม่กำหนัดยินดี  ไม่ติดอยู่ในกามและในโลก  เหมือนดอกปทุมมีก้านเป็นหนาม  เกิดในน้ำโคลนตม  ไม่ติดอยู่ด้วยน้ำ  และโคลนตม.

      ส่วนชนเหล่าใดยึดถือกามสัญญาและทิฐิ  ชนเหล่านั้นกระทบกระทั้งกันและกันเที่ยวไปอยู่ในโลก.

(80.39/669-670 หรือ 45.25/445-446  มาคันทิยสูตร)

      (404)  ภิกษุใดชนะหนาม คือ กาม ชนะการด่า  การฆ่า  และการจองจำได้แล้ว  ภิกษุนั้นมั่งคง  ไม่หวั่นไหวดุจภูเขา  ภิกษุนั้น  ย่อมไม่หวั่นไหวในเพราะสุขและทุกข์.

(80.38/148 หรือ 45.25/98  ยโสชสูตร)

      (405)  ภิกษุไม่กำหนัดยินดีในกามทั้งหลาย  มีใจไม่ขุ่นมัว  ฉลาดในธรรมทั้งปวง  มีสติ  พึงเว้นรอบ.

(80.39/717 หรือ  45.25/475  อชิตปัญหา)

      (406)  ไม่พึงสั่งสมกามทั้งหลาย  พึงเป็นผู้มีความปรารถนาน้อย  ไม่มีความละโมภ  บุรุษผู้มีปัญญาเปรียบด้วยมหาสมุทร  ย่อมไม่เดือดร้อนด้วยกามทั้งหลาย.

(80.43/477 หรือ 45.27/312  กามชาดก)

      (407)  ผู้ใดงดเว้นกามทั้งหลาย  เหมือนอย่างบุคคลเว้นศีรษะงูด้วยเท้าของตน  ผู้นั้นเป็นผู้มีสติ  ย่อมก้าวล่วงตัณหาในโลกนี้ได้

      นรชนใดย่อมยินดีกามเป็นอันมาก คือ  นา  ที่ดิน  เงิน  โค  ม้า  ทาส  กรรมกร  เหล่าสตรี   และพวกพ้อง  กิเลสทั้งหลายอันมีกำลังน้อย  ย่อมครอบงำย่ำยีนรชนนั้นได้  อันตรายทั้งหลายก็ย่อมย่ำยีนรชนนั้น  แต่นั้นทุกข์ย่อมติดตามนรชนผู้ถูกตัณหาครอบงำเหมือนน้ำไหลเข้าสู่เรือที่แตกแล้ว  ฉะนั้น.

      เพราะฉะนั้น  สัตว์พึงเป็นผู้มีสติทุกเมื่อ  งดเว้นกามทั้งหลายเสีย  สัตว์ละกามเหล่านั้นได้แล้ว  พึงข้ามโอฆะได้เหมือนบุรุษวิดเรือแล้วพึงไปถึงฝั่ง ฉะนั้น.

(80.36/648-649 หรือ 45.25/432  กามสูตร)

      (408)  บุรุษใดตกอยู่ในอำนาจแห่งอินทรีย์เพราะกาม  บุรุษนั้นละโลกทั้งสองไปแล้ว  ย่อมเกิดในอบาย  มีนรกเป็นต้น  แม้เมื่อยังเป็นอยู่ก็ย่อมซูบซีดไป  ท่านไม่ควรเคลื่อนจากธรรม  เพราะปรารถนากามทั้งหลาย.

(80.42/357 หรือ 45.27/239-240  อินทริยชาดก)

      (409)  วัตถุกามทั้งหลายฝังอยู่ในมนุษย์  บัณฑิตพึงทราบว่าเป็นยาพิษ  ฉะนั้น  กามคุณนี้ชื่อว่า  เป็นเหยื่อของสัตว์โลก  และชื่อว่าเป็นเครื่องผูกมัดสัตว์โลกไว้  มฤตยูมีถ้ำ  คือร่างกายเป็นที่อยู่อาศัย.

      บัณฑิตเหล่าใดมีความเร่าร้อน  ย่อมละเว้นกามคุณเหล่านี้อันเป็นเครื่องบำรุงกิเลสเสียได้ในกาลทุกเมื่อ  บัณฑิตเหล่านั้นนับว่าได้ก้าวล่วงกิเลสเครื่องข้องในโลกแล้ว.

(80.42/250-251 หรือ 45.27/175  คุมพิยชาดก)

      (410)  มนุษย์และสัตว์ผู้บริโภคกามเหล่าอื่น  ซึ่งเป็นผู้ฉลาดในการบริโภคกาม  ย่อมไม่ก้าวล่วงสงสาร  อันมีความเป็นอย่างนี้และมีความเป็นอย่างอื่นไปได้  บัณฑิตพึงสละกามทั้งที่เป็นของทิพย์  ที่งที่เป็นของมนุษย์เสียทั้งหมด.

      บัณฑิตทั้งหลายตัดกระแสตัณหาในปิยรูปและสาตรูปที่บุคคลก้าวล่วงได้โดยยากแล้ว  ย่อมปรินิพพานโดยไม่มีส่วนเหลือ ล่วงทุกข์ได้โดยไม่มีส่วนเหลือ  บัณฑิตทั้งหลายผู้เห็นอริยสัจ  ผู้ถึงเวท  รู้แล้วโดยชอบด้วยปัญญา  เป็นเครื่องรู้ยิ่งซึ่งความสิ้นไปแห่งชาติ  ย่อมไม่มาสู่ภพใหม่.

(80.38/417-418 หรือ 45.25/282  อุปปัตติสูตร)

      (411)  ภิกษุเห็นโทษในกามทั้งหลายแล้ว  ประพฤติพรหมจรรย์  มีตัณหาปราศไปแล้ว  มีสติทุกเมื่อ  พิจารณาเห็นธรรมแล้ว  ดับกิเลสได้แล้ว  ชื่อว่าผู้ยินดีในโลกนี้  ความหวั่นไหวทั้งหลาย  ย่อมไม่มีแก่ภิกษุนั้น.

      ภิกษุนั้นรู้ซึ่งส่วนทั้งสองแล้ว  ไม่ติดอยู่ในส่วนท่ามกลางด้วยปัญญาเรากล่าวสรรเสริญภิกษุนั้นว่า  เป็นมหาบุรุษ  ภิกษุนั้นล่วงตัณหาเครื่องร้อยรัดในโลกนี้เสียได้.

(80.39/718 หรือ 45.25/476  ติสสเมตเตยยมาณวกปัญหา)

      (412)  ภูเขาทองคำล้วนมีสีสุก  ถึงสองเท่าก็ยังไม่พอแก่บุคคลคนหนึ่ง  บุคคลทราบดังนี้แล้ว  พึงประพฤติสงบ  ผู้ใดเห็นทุกข์มีกามเป็นเหตุแล้ว  ไฉนผู้นั้นจะพึงน้อมใจไปในกามเล่า  บุคคลทราบอุปธิว่าเป็นเครื่องข้องในโลกแล้ว  พึงศึกษาเพื่อกำจัดอุปธินั้นเสีย.

(80.22/232 หรือ 45.15/165  รัชชสูตร)

      (413)  ดูกรมาคันฑิยะ  เปรียบเหมือนบุรุษโรคเรื้อน  มีตัวเป็นแผล  มีตัวสุกอันกิมิชาติบ่อนอยู่  เกาปากแผลอยู่ด้วยเล็บ  ย่างกายให้ร้อนที่หล่มถ่านเพลิง  ด้วยประการใด ๆ  ปากแผลเหล่านั้นของบุรุษโรคเรื้อนนั้นเอง  ยิ่งเป็นของไม่สะอาดยิ่งขึ้น  มีกลิ่นเหม็นขึ้นและเน่าขึ้นด้วยประการนั้น ๆ  และจะมีความเป็นของน่ายินดีน่าพอใจสักหน่อยหนึ่ง  ก็คือปากแผลทั้งหลายมีการเกาแผลเป็นเหตุเท่านั้น  ฉันใด.

       ดูกรมาคันฑิยะ  สัตว์ทั้งหลายก็ฉันนั้นแล  ยังไม่ปราศจากความกำหนัดในกาม  ถูกกามตัณหาเคี้ยวกินอยู่  ถูกความเร่าร้อนที่เกิดขึ้นเพราะปรารถนากามเผาอยู่  เสพกามอยู่.

        ดูกรมาคันฑิยะ  สัตว์ทั้งหลายผู้ยังไม่ปราศจากความกำหนัดในกาม  อันกามตัณหาเคี้ยวกินอยู่  ถูกความเร่าร้อนที่เกิดขึ้นเพราะกามเผาลนอยู่ เสพกาม ด้วยประการใด ๆ กามตัณหาย่อมเจริญแก่สัตว์เหล่านั้น  ก็ถูกความเร่าร้อนที่เกิดเพราะปรารถนากามเผาอยู่  ด้วยประการนั้น ๆ และจะมีความเป็นของน่ายินดี น่าพอใจสักหน่อยหนึ่ง  ก็เพราะอาศัยกามคุณทั้งห้าเท่านั้น.

(80.19/323 หรือ 45.235  มาคัณฑิยสูตรพระผู้มีพระภาคตรัสกับมาคัณฑิยปริพาชก)

      (414)  พราหมณ์ผู้ดับกิเลสเสียได้แล้ว  ไม่ติดอยู่ในกามทั้งหลาย  เป็นผู้เย็นปราศจากอุปธิ  ย่อมอยู่เป็นสุขเสมอไป  ผู้ที่ตัดตัณหาเครื่องเกี่ยวข้องได้หมดแล้ว  กำจัดความกระวนกระวายในใจเสียได้  เป็นผู้สงบอยู่เป็นสุข  เพราะถึงสันติด้วยใจ.

(80.24/430 หรือ 45.15/295  หรือสุทัตสูตร)

      (415)  ภิกษุใดมีกามาสวะสิ้นไปแล้ว  สำรอกอวิชชาออกได้แล้ว  และมีภวาสวะหมดสิ้นแล้ว  ภิกษุนั้นพ้นวิเศษแล้ว  หาอุปธิมิได้  ชนะมารพร้อมด้วยพาพนะแล้ว  ย่อมทรงไว้ซึ่งร่างกายอันมีในที่สุด.

(80.38/361 หรือ 45.25/243  อาสวสูตร)

      (416)  คบเพลิงหญ้าอันไฟติดโชน  ย่อมไหม้คนผู้ถืออยู่และไม่ทิ้งเพราะว่ากามทั้งหลายเปรียบดังคบเพลิง  ย่อมไหม้คนผู้ที่ไม่ละ.

      พระองค์อย่าทรงละสุขอันไพบูลย์เพราะเหตุแห่งกามสุขอันเล็กน้อยเลย  พระองค์อย่าทรงเป็นเหมือนปลากินเบ็ด  แล้วเดือดร้อนในภายหลัง  พระองค์อย่าทรงหมุนไปผิดเพราะกามทั้งหลาย  ดังสุนัขถูกเขาล่ามโซ่ไว้เลย  สัตว์ทั้งหลายผู้มีความอยากเพราะกาม  จักบริโภคกามนั้น  เหมือนเสือปลาถูกความหิวครอบงำได้สุนัขแล้ว  ถึงความพินาศฉิบหาย  ฉะนั้น.

      พระองค์ทรงประกอบด้วยกามจักต้องทรงเสวยทุกข์หาประมาณมิได้  และโทมนัสแห่งจิตเป็นอันมาก  จงทรงสละกามทั้งหลายอันไม่ยั่งยืนเสียเถิด  เมื่อนิพพานอันเป็นธรรมไม่แก่มีอยู่ไฉนพระองค์จึงต้องการด้วยกามทั้งหลายที่มีความแก่เล่า  เพราะการเกิดทุกชาติในภพทั้งปวง  ประกอบด้วยความตาย  และพยาธิ  นิพพานนี้ไม่แก่  ไม่ตาย  เป็นทางดำเนินถึงความ  ไม่แก่  ไม่ตาย  ไม่มีความเศร้าโศก  ไม่คับแคบเพราะข้าศึก  ไม่มีความพลั้งพลาด  ไม่มีภัย  ไม่มีความเดือดร้อน.

  (80.41/759-760 หรือ 45.26/512-513  สุเมธาเถรีคาถา  นางสุเมธาราชกัญญา ตรัสกับพระเจ้าอนิกรัตต์)

      (417)  ภิกษุใดข้ามเปือกตมคือกามได้แล้ว  ย่ำยีหนามคือกามได้แล้ว  ภิกษุนั้นบรรลุถึงความสิ้นโมหะ  ย่อมไม่หวั่นไหวในเพราะสุขและทุกข์.

(80.38/142 หรือ 45.25/94  นันทสูตร)

      (418)   ดูกรมาคันฑิยะ  กามทั้งหลายก็ฉันนั้นเหมือนกัน  แม้ในอดีตกาลก็มีสัมผัสเป็นทุกข์  มีความร้อนยิ่งใหญ่  และมีความเร่าร้อนมากถึงอนาคตกาล กามทั้งหลายก็มีสัมผัสเป็นทุกข์  มีความร้อนยิ่งใหญ่และมีความเร่าร้อนมาก  แม้ในปัจจุบันเดี๋ยวนี้  กามทั้งหลายก็มีสัมผัสเป็นทุกข์  มีความร้อนยิ่งใหญ่  และมีความเร่าร้อนมาก.

      สัตว์เหล่านี้เป็นผู้ยังไม่ปราศจากความกำหนัดในกาม  ถูกกามตัณหาเคี้ยวกินอยู่  ถูกความเร่าร้อนเกิดขึ้นเพราะปรารถนากามเผาอยู่  มีอินทรีย์  อันโทษกำจัดเเล้ว  กลับได้ความสำคัญผิดในกามอันมีสัมผัสเป็นทุกข์นั้นแลว่าเป็นสุขไป.

(80.19/322-323 หรือ 45.13/234-235  มาคัณฑิยสูตร  พระผู้มีพระภาคตรัสกับมาคัณฑิยปริพาชก)

      (419)  ดูกรอัคคิเวสสนะ  พระราชกุมารจะพึงได้ความข้อนั้นในภาษิตของเธอนี้แต่ที่ไหน  ข้อที่ความข้อนั้นเขารู้  เขาเห็น  เขาบรรลุ  เขาทำให้แจ้งกันได้ด้วยเนกขัมมะ  แต่พระราชกุมารชยเสนะยังอยู่ท่ามกลางกามยังบริโภคกาม  ถูกกามวิตกกิน  ถูกความเร่าร้อนเพราะกามเผา  ยังขวนขวายในกาม  แสวงหากาม  จักทรงรู้หรือจักทรงเห็น  หรือจักทรงทำให้แจ้งความข้อนั้นได้  นั่นไม่ใช่ถานะที่มีได้.

  (80.21/325 หรือ 45.14/229-230  ทันตภูมิสูตร)

      (420)  หญิงแพศยาผู้ประดับประดาร่างกาย  ยืนประคองอัญชลีอยู่ข้างหน้า  กล่าวเล้าโลมเราด้วยถ้อยคำอันอ่อนหวานว่า  ท่านเป็นบรรพชิตหนุ่ม  ขอจงเชื่อฟังคำของดิฉัน  ขอเชิญท่านศึกออกมาบริโภคกามอันเป็นของมนุษย์เถิด  ดิฉันจักมอบทรัพย์สมบัติอันให้เกิดความปลื้มใจแก่ท่าน  ดิฉันขอให้สัจปฏิญาณแก่ท่านว่า  ดิฉันจักเป็นภรรยาปฏิบัติท่าน  เหมือนพราหมณ์บูชาไฟฉะนั้น  เมื่อใดเราทั้งสองเฒ่าจนถึงมือถือไม้เท้า  เมื่อนั้นเราทั้งสองจึงค่อยบวช เราทั้งสองถือเอาชัยในโลกทั้งสองก่อนเถิด.

      เราเห็นหญิงแพศยาคนนั้น  ผู้ตกแต่งร่างกายนุ่งห่มผ้าใหม่อันงามดีมาทำอัญชลีพูดจาเล้าโลมเรา  เหมือนกับบ่วงมัจจุราชอันธรรมชาติดักไว้.

(80.41/481 หรือ 45.26/331  สุนทรสมุททเถรคาถา  ท่านพระสุนทรสมุทท เถระกล่าวกับหญิงแพศยาผู้หนึ่งที่มาเล้าโลมท่าน)

      (421)  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  กามไม่เที่ยง  เป็นของว่างเปล่าเลือนหายไปเป็นธรรมดา  ลักษณะของกามดังนี้  ได้ทำความล่อลวงเป็นที่บ่นของคนพาล.

      กามทั้งที่มีในภพนี้  ทั้งที่มีในภพหน้า  และกามสัญญาทั้งที่มีในภพนี้ทั้งที่มีในภพหน้า  ทั้ง 2 อย่างนี้  เป็นบ่วงแห่งมาร  เป็นแดนแห่งมารเป็นเหยื่อแห่งมาร  เป็นที่หากินของมาร.

      ในกามนี้  ย่อมมีอกุศลลามกเหล่านี้เกิดขึ้นที่ใจ  คือ  อภิชฌาบ้างพยาบาทบ้าง  สารัมภะบ้าง  เป็นไป  กามนั่นเองย่อมเกิดเพื่อเป็นอันตรายแก่อริยสาวกผู้ตามศึกษาอยู่ในธรรมวินัยนี้.

(80.21/86 หรือ 45.14/61  อาเนญชสัปปายสูตร)

      (422)  ดูกรคฤหบดี  อริยสาวกย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า  กามทั้งหลาย  พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า  เปรียบด้วยร่างกระดูก…เปรียบด้วยชิ้นเนื้อ…เปรียบด้วยคบเพลิงหญ้า…เปรียบด้วยหลุมถ่านเพลิง…เปรียบด้วยความฝัน…เปรียบด้วยของฉัน…เปรียบด้วยผลไม้  มีทุกข์มาก  มีความคับแค้นมาก ในกามก็มีโทษอย่างยิ่ง  ครั้นเห็นโทษแห่งกามนี้  ตามความเป็นจริง  ด้วยปัญญาอันชอบอย่างนี้แล้วย่อมเว้นขาดซึ่งอุเบกขาที่มีความเป็นต่าง ๆ  อาศัยความเป็นต่าง ๆ  แล้วเจริญอุเบกขาที่มีความเป็นอารมณ์เดียว  อาศัยความเป็นอารมณ์เดียว  อันเป็นที่ดับความถือมั่นโลกามิสโดยประการทั้งปวง  หาส่วนเหลือมิได้.

(80.19/54-60 หรือ 45.13/42-43  โปตลิยสูตร)

      (423)  ดูกรอุทายี  กามคุณห้าเหล่านี้  กามคุณห้าเป็นไฉน  คือ  รูปอันพึงรู้แจ้งด้วยจักษุที่สัตว์ปรารถนา  น่ารักใคร่  ชอบใจ  เป็นสิ่งที่น่ารัก  ประกอบด้วยกาม  เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด  เสียอันพึงรู้แจ้งด้วยโสต…กลิ่นอันพึงรู้แจ้งด้วยฆานะ…รสอันพึงรู้แจ้งด้วยชิวหา…โผฏฐัพพะอันพึงรู้แจ้งด้วยกาย  ที่สัตว์ปรารถนารักใคร่ชอบใจ  เป็นสิ่งน่ารักประกอบด้วยกาม  เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด  กามคุณห้านี้แล.

      ดูกรอุทายี  ความสุขโสมนัสที่เกิดเพราะอาศัยกามคุณห้านี้  เรากล่าวว่ากามสุข  ความสุขไม่สะอาด  ความสุขของปุถุชน  ไม่ใช่สุขของพระอริยะอันบุคคลไม่ควรเสพ  ไม่ควรให้เกิดมี  ไม่ควรทำให้มาก  ควรกลัวแต่สุขนั้น.

(80.19/225-226 หรือ 45.13/164  ลฑุกิโกปมสูตร พระผู้มีพระภาคตรัสกับพระอุทายี)

      (424)  ดูกรวาเสฏฐะ  กามคุณ 5 เหล่านี้  ในวินัยของพระอริยเจ้าเรียกว่า  ขื่อคาบ้าง  เรียกว่าเครื่องจองจำบ้าง.

(80.14/569 หรือ 45.9/412  พระผู้มีพระภาค ตรัสกับวาเสฏฐมาณพ)

      (425)  พระสุทินน์กลันทบุตร  ได้เสพเมถุนธรรมกับปุราณทุติยิกา (ภรรยาของท่านเมื่อครั้งท่านยังเป็นคฤหัสถ์) ขณะที่ท่านครองเพศเป็นบรรพชิต  เมื่อพระผู้มีพระภาคทรงทราบ  ได้ทรงติเตียนว่า.

      ดูกรโมฆบุรุษ  การกระทำของเธอนั้น  ไม่เหมาะ  ไม่สม  ไม่ควร  ไม่ใช่กิจของสมณะ  ใช้ไม่ได้  ไม่ควรทำ  เธอบวชในธรรมวินัยที่เรากล่าวไว้ดีอย่างนี้แล้ว  ไฉนจึงไม่สามารถประพฤติพรหมจรรย์ให้บริบูรณ์บริสุทธิ์ได้ตลอดชีวิตเล่า.

      ดูกรโมฆบุรุษ  ธรรมอันเราแสดงแล้วโดยเอนกปริยาย  เพื่อคลายความกำหนัด  ไม่ใช่เพื่อมีความกำหนัด  เพื่อความพราก  ไม่ใช่เพื่อความประกอบ  เพื่อความไม่ถือมั่น  ไม่ใช่เพื่อมีความถือมั่น  มิใช่หรือ  เมื่อธรรมชื่อนั้นอันเราแสดงแล้ว  เพื่อคลายความกำหนัด  เธอยังจักคิดเพื่อ  มีความกำหนัด  เราแสดงเพื่อความพราก  เธอยังจักคิดเพื่อความประกอบ  เราแสดงเพื่อความไม่ถือมั่น  เธอยังจักคิดเพื่อมีความถือมั่น.

      ดูกรโมฆบุรุษ   ธรรมอันเราแสดงแล้วโดยเอนกปริยาย  เพื่อเป็นที่สำรอกแห่งราคะ  เพื่อเป็นที่สว่างแห่งความเมา  เพื่อเป็นที่ดับสูญแห่งความกระหาย เพื่อเป็นที่หลุดถอนแห่งอาลัย  เพื่อเป็นที่เข้าไปตัดแห่งวัฏฏะ  เพื่อเป็นที่สิ้นแห่งตัณหา  เพื่อเป็นที่สำรอกแห่งตัณหา  เพื่อเป็นที่ดับแห่งตัณหา  เพื่อออกไปจากตัณหา  ชื่อ  วานะมิใช่หรือ.

       ดูกรโมฆบุรุษ  การละกาม  การกำหนัดรู้ความหมายในกาม  การกำจัดความกระหายในกามการ  เพิกถอนความตรึกอันเกี่ยวด้วยกาม  การระงับความกลัดกลุ้มเพราะกาม  เราบอกไว้แล้วโดยเอนกปริยาย  มิใช่หรือ.

      ดูกรโมฆบุรุษ  องค์กำเนิดอันเธอสอดเข้าไปในปากอสรพิษที่มีพิษร้ายยังดีกว่า  อันองค์กำเนิดที่เธอสอดเข้าไปในองค์กำเนิดของมาตุคามไม่ดีเลย  องค์กำเนิดอันเธอสอดเข้าไปในปากงูเห่า  ยังดีกว่าอันองค์กำเนิดที่เธอสอดเข้าไปในองค์กำเนิดของมาตุคามไม่ดีเลย  องค์กำเนิดที่เธอสอดเข้าไปในหลุมถ่านที่ติดลุกโชนยังดีกว่า  อันองค์กำเนิดที่เธอสอดเข้าไปในองค์กำเนิดขิงมาตุคาม  ไม่ดีเลย.

      ข้อที่เราว่าดีนั้น  เพราะเหตุไร

      เพราะบุคคลผู้สอดองค์กำเนิดเข้าไปในปากอสรพิษเป็นต้นนั้นพึงถึงความตาย  หรือความทุกข์เพียงแค่ตาย  ซึ่งมีการกระทำนั้นเป็นเหตุ  และเพราะการกระทำนั้นเป็นปัจจัยเบื้องหน้าแต่แตกกายไป  ไม่พึงเข้าถึงอบายทุคติ  วินิบาต  นรก  ส่วนบุคคลผู้ทำการสอดองค์กำเนิดเข้าในองค์กำเนิดของมาตุคามนั้น  เบื้องหน้าแต่แตกกายตายไปพึงเข้าถึงอบาย  ทุคติ  วินิบาต  นรก  ซึ่งมีการกระทำนี้เป็นเหตุ.

      ดูกรโมฆบุรุษ  เมื่อการกระทำนั้นมีโทษอยู่  เธอยังชื่อว่าได้ต้องอสัทธรรม  อันเป็นเรื่องของชาวบ้าน  เป็นมรรยาทของคนชั้นต่ำอันชั่วหยาบ  มีน้ำเป็นที่สุด  มีในที่ลับ  เป็นของคู่กัน  อันคนคู่พึงร่วมกันไป  การกระทำของเธอนั้น  ไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของชุมนุมที่ยังไม่เลื่อมใส  หรือเพื่อความเลื่อมใสยิ่งของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว  โดยที่แท้การกระทำของเธอนั้น  เป็นไปเพื่อความไม่เลื่อมใส  ของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส  และเพื่อความเป็นอย่างอื่นของชนบางพวกที่เลื่อมใสแล้ว.

(80.1/40-43 หรือ 45.1/30-31  ปฐมปาราชิกกัณท์)

เรื่องในหมวดเดียวกัน