พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๖๑

———————–

ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเล่ม ๑๓๕ ตอนที่ ๕o ก วันที่ ๑๗ กรกฎาคม ๒๕๖๑

พระราชบัญญัติฉบับนี้เป็นการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕

แก้ไข ๗ มาตรา
เพิ่ม ๑ มาตรา

โปรดจับตาดูมาตรา ๑๒ และมาตรา ๑๕ ทวิ เป็นพิเศษ

เฉพาะมาตราที่ถูกแก้ไขเพิ่มเติมแล้ว ข้อความใหม่เป็นดังนี้ –

…………….

มาตรา ๕ ตรี เพื่อให้การอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา ตลอดจนการดูแลการปกครองคณะสงฆ์เป็นไปเพื่อส่งเสริมการเผยแผ่หลักธรรมของพระพุทธศาสนาให้เกิดการพัฒนาจิตใจและปัญญา และมีการรักษาพระธรรมวินัยของคณะสงฆ์ให้เป็นไปอย่างถูกต้องดีงามโดยเคร่งครัด เป็นที่เลื่อมใสศรัทธาแก่พุทธศาสนิกชนทั่วไป พระมหากษัตริย์จึงทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจในการแต่งตั้ง สถาปนา และถอดถอนสมณศักดิ์ของพระภิกษุในคณะสงฆ์ และแต่งตั้งกรรมการมหาเถรสมาคมตามพระราชบัญญัตินี้

…………….

มาตรา ๑๐ (วรรคหนึ่ง ความเดิม) ในเมื่อไม่มีสมเด็จพระสังฆราช ให้สมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช

(วรรคสอง ความเดิม) ถ้าสมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้กรรมการมหาเถรสมาคมที่เหลืออยู่เลือกสมเด็จพระราชาคณะรูปหนึ่งผู้มีอาวุโสโดยสมณศักดิ์รองลงมาตามลำดับและสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช

(วรรคสาม ความเดิม) ในเมื่อสมเด็จพระสังฆราชไม่ประทับอยู่ในราชอาณาจักร หรือไม่อาจทรงปฏิบัติหน้าที่ได้ สมเด็จพระสังฆราชจะได้ทรงแต่งตั้งให้สมเด็จพระราชาคณะรูปใดรูปหนึ่งปฏิบัติหน้าที่แทน

(วรรคสี่ ความเดิม) ในกรณีที่สมเด็จพระสังฆราชมิได้ทรงแต่งตั้งผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนตามวรรคสาม หรือสมเด็จพระราชาคณะซึ่งได้รับแต่งตั้งให้ปฏิบัติหน้าที่แทนสมเด็จพระสังฆราชไม่อาจปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราชได้ ให้นำความในวรรคหนึ่งและวรรคสองมาใช้บังคับโดยอนุโลม

(วรรคห้า ความเดิม) ในการแต่งตั้งผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราชตามมาตรานี้ ถ้าสมเด็จพระสังฆราชทรงเห็นเป็นการสมควรสำหรับกรณีที่มีเหตุตามวรรคสาม หรือกรรมการมหาเถรสมาคมที่เหลืออยู่เห็นเป็นการสมควรสำหรับกรณีที่มีเหตุตามวรรคหนึ่ง วรรคสอง หรือวรรคสี่ อาจพิจารณาเลือกสมเด็จพระราชาคณะหลายรูปที่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ เพื่อให้เป็นคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราชแทนผู้ปฏิบัติหน้าที่ตามวรรคหนึ่ง หรือแทนการดำเนินการตามวรรคสอง วรรคสาม หรือวรรคสี่แล้วแต่กรณี ได้ และจะให้มีผู้ช่วยหรือที่ปรึกษาในการปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวด้วยก็ได้ วิธีดำเนินการของคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราชให้เป็นไปตามที่คณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราชกำหนด

(วรรคหก ความเดิม) เมื่อมีการแต่งตั้งหรือเลือกผู้ปฏิบัติหน้าที่หรือคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราชตามมาตรานี้แล้ว ให้นายกรัฐมนตรีนำความกราบบังคมทูลทราบฝ่าละอองธุลีพระบาท

(วรรคเจ็ด ความที่เพิ่ม) ความในมาตรานี้ไม่กระทบกระเทือนพระราชอำนาจที่จะทรงพระกรุณาโปรด หรือมีพระราชวินิจฉัยให้ปฏิบัติเป็นประการอื่น

…………….

มาตรา ๑๒ มหาเถรสมาคมประกอบด้วย สมเด็จพระสังฆราชซึ่งทรงดารงตำแหน่งประธานกรรมการโดยตำแหน่ง และกรรมการอื่นอีกไม่เกินยี่สิบรูปซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งจากสมเด็จพระราชาคณะพระราชาคณะ หรือพระภิกษุซึ่งมีพรรษาอันสมควร และมีจริยวัตรในพระธรรมวินัยที่เหมาะสมแก่การปกครองคณะสงฆ์

การแต่งตั้งตามวรรคหนึ่งและการดาเนินการตามมาตรา ๑๕ (๔) และวรรคสอง ให้เป็นไปตามพระราชอัธยาศัย โดยจะทรงปรึกษาหารือกับสมเด็จพระสังฆราชก่อนก็ได้

…………….

มาตรา ๑๔ กรรมการมหาเถรสมาคมซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งอยู่ในตำแหน่งคราวละสองปีและอาจได้รับการแต่งตั้งอีกได้

…………….

มาตรา ๑๕ นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระตามมาตรา ๑๔ กรรมการมหาเถรสมาคมซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งพ้นจากตำแหน่งเมื่อ
(๑) มรณภาพ
(๒) พ้นจากความเป็นพระภิกษุ
(๓) ลาออก
(๔) พระมหากษัตริย์มีพระบรมราชโองการให้ออก

ในกรณีที่กรรมการมหาเถรสมาคมพ้นจากตำแหน่งก่อนวาระ พระมหากษัตริย์อาจทรงแต่งตั้งพระภิกษุตามมาตรา ๑๒ รูปใดรูปหนึ่งเป็นกรรมการแทน กรรมการซึ่งได้รับแต่งตั้งตามความในวรรคสองให้อยู่ในตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของผู้ซึ่งตนแทน

…………….

มาตรา ๑๕ ทวิ พระบรมราชโองการตามมาตรา ๑๐ วรรคเจ็ด การแต่งตั้งกรรมการมหาเถรสมาคมตามมาตรา ๑๒ และการให้กรรมการมหาเถรสมาคมพ้นจากตำแหน่งตามมาตรา ๑๕ ให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ

…………….

มาตรา ๒๐/๑ เพื่อประโยชน์แก่การปกครองคณะสงฆ์ส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ให้มีเจ้าคณะใหญ่ปฏิบัติหน้าที่ในเขตปกครองคณะสงฆ์

ภายใต้บังคับมาตรา ๒๐/๒ การแต่งตั้งและการกำหนดอำนาจหน้าที่เจ้าคณะใหญ่ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎมหาเถรสมาคม

…………….

(มาตราที่เพิ่ม)
มาตรา ๒๐/๒ การแต่งตั้งและถอดถอนเจ้าคณะใหญ่และเจ้าคณะภาค หากมีพระราชดาริเป็นประการใด ให้ดำเนินการไปตามพระราชดำรินั้น

สำหรับการแต่งตั้งและถอดถอนพระภิกษุผู้ดำรงตำแหน่งปกครองคณะสงฆ์ตำแหน่งอื่น ให้ดำเนินการไปตามพระราชบัญญัตินี้ เว้นแต่จะมีพระราชดำริเป็นประการอื่น

———-

ข้อสังเกตแทรก :

คำว่า “มาตรา ๒๐/๑” นี้ ในพระราชบัญญัติฉบับเดิมใช้ว่า “มาตรา ๒๐ ทวิ” เนื่องจากมีมาตรา ๒๐ มาก่อนแล้ว มาตราที่เพิ่มเข้ามาใหม่จึงคงตัวเลขมาตราไว้เพื่อไม่ให้กระทบถึงตัวเลขมาตราในมาตราต่อๆ ไป แต่ใช้วิธีเรียกมาตราที่เพิ่มแทรกเข้ามาใหม่เป็นสังขยาบาลีสันสกฤต เริ่มด้วย “มาตรา … ทวิ”

เช่นในที่นี้ก็คือ “มาตรา ๒๐ ทวิ” หมายถึง “มาตรา ๒๐ ที่ ๒” (เนื่องจากมีมาตรา ๒๐ มาก่อนแล้ว นับเป็นมาตรา ๒๐ ที่ ๑)

ถ้ายังมีมาตราที่เพิ่มแทรกต่อไปอีก ก็ต่อด้วย “มาตรา … ตรี” “มาตรา … จัตวา” “มาตรา … เบญจ” จนกว่าจะหมดมาตราที่เพิ่ม ตัวเลขมาตราก็จะไปต่อกับตัวเลขมาตราเดิมโดยไม่ต้องแก้ตัวเลขลำดับมาตรา

แต่พระราชบัญญัติที่แก้ไขใหม่นี้ไม่ได้ใช้คำว่า “มาตรา ๒๐ ทวิ” แต่ใช้ว่า “มาตรา ๒๐/๑” คือใช้เครื่องหมายทับ / ตามด้วยตัวเลขแทนระบบเดิมที่ใช้คำสังขยาบาลีสันสกฤต

มาตรา ๒๐ อีกมาตราหนึ่งที่เพิ่มเข้ามา พระราชบัญญัติที่แก้ไขใหม่นี้ก็ใช้ว่า “มาตรา ๒๐/๒” ซึ่งถ้าใช้ตามระบบเดิมจะเป็น “มาตรา ๒๐ ตรี”

เข้าใจว่าการใช้เครื่องหมายทับ / ตามด้วยตัวเลขเช่นนี้คงจะใช้กับพระราชบัญญัติอื่นๆ มาแล้ว

เมื่อนำไปรวมกับตัวพระราชบัญญัติเดิมเป็นพระราชบัญญัติที่แก้ไขสมบูรณ์ทั้งฉบับ จะคงไว้เช่นนี้ (เครื่องหมายทับ / ตามด้วยตัวเลข) หรือจะปรับแก้อย่างไรอีก ยังไม่ทราบ และทำไมจึงไม่ใช้แบบเดิม คือเรียกเป็นมาตรา ทวิ ตรี จัตวา ก็ไม่ทราบเหตุผลเช่นกัน

สำหรับผม เห็นว่าแปลกดี จึงตั้งข้อสังเกตไว้ ท่านที่สันทัดกรณีอาจไม่เห็นแปลกและอาจช่วยอธิบายเป็นความรู้สู่กันฟังได้

———-

ส่วนที่เป็นเนื้อแท้ของพระราชบัญญัติฉบับนี้มีมาตราเดียวว่าด้วยอายุของกรรมการมหาเถรสมาคมชุดเดิม บัญญัติไว้เป็นมาตรา ๑๑ ดังนี้ –
……………

มาตรา ๑๑ ให้กรรมการมหาเถรสมาคมซึ่งดำรงตำแหน่งอยู่ในวันก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ยังคงดำรงตำแหน่งต่อไป จนกว่าพระมหากษัตริย์จะทรงแต่งตั้งกรรมการมหาเถรสมาคมขึ้นใหม่ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้

……………

ท้ายพระราชบัญญัติมีหมายเหตุบอกเหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ ดังนี้ –

……………

เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยได้บัญญัติให้พระมหากษัตริย์ทรงเป็นพุทธมามกะ และทรงเป็นอัครศาสนูปถัมภก และตามโบราณราชประเพณีที่ได้ปฏิบัติสืบทอดกันมาเป็นเวลาช้านานนั้น พระมหากษัตริย์ทรงอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา รวมทั้งทรงทำนุบำรุงสังฆมณฑลให้เจริญมั่นคงเป็นไปตามแบบแผนอันเรียบร้อยตลอดมา เพื่อให้พระพุทธศาสนารุ่งเรืองถาวรเป็นที่เลื่อมใสศรัทธาแก่พุทธศาสนิกชน ซึ่งจะก่อให้เกิดการประพฤติปฏิบัติที่ดีงาม มีความร่มเย็นผาสุกแก่ประชาชนและเป็นประโยชน์แก่ประเทศชาติ สมควรบัญญัติกฎหมายให้เป็นการสืบทอดและธำรงรักษาไว้ซึ่งพระราชอำนาจตามโบราณราชประเพณี จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้

……………

ทั้งหมดนี้เป็นข้อมูลซึ่งผมเก็บมาบอกเล่าสู่กันฟัง ขอญาติมิตรทั้งปวงได้โปรดศึกษาสำเหนียกถึงความเปลี่ยนแปลงและความเป็นไปที่จะเกิดขึ้นตามมา โดยทั่วกัน-และโดยไม่ประมาทเทอญ

———-

ตามไปดูที่นี่
http://www.ratchakitcha.soc.go.th/RKJ/announce/newrkj.jsp

———-

นาวาเอก ทองย้อย แสงสินชัย
๑๘ กรกฎาคม ๒๕๖๑
๑๗:๕๘