นางแบบสมัย ร.๕

ทุกวันนี้จะเห็นข่าวพระกับสีกาเกิดขึ้นในหน้าหนังสือพิมพ์เป็นประจำจนทำให้พูดกันว่าศาสนาเสื่อมลงกว่าสมัยก่อนมาก แต่ความจริงก็คือ สมัยก่อนเรื่องอย่างนี้ก็เกิดขึ้นไม่น้อยเหมือนกัน ทั้งนี้ก็เพราะคนที่มาบวชเป็นพระภิกษุต่างมีจิตมุ่งต่างกัน บ้างก็มาบวชตามธรรมเนียมหรือผู้ใหญ่ให้บวช ไม่ได้มีจิตศรัทธาที่จะบวช จึงไม่อาจตัดกิเลสได้ขาด ทำให้ก่อเรื่องมัวหมองแก่พระศาสนาขึ้น

แต่ภิกษุส่วนใหญ่หรือเกือบทั้งหมดก็ยังคงรักษาพระวินัยอย่างเคร่งครัด ศาสนาจึงมั่นคงยืนยงตลอดมา ไม่ได้เสื่อมไปตามคนที่บวชโดยขาดศรัทธา หรือบวชเพื่ออาศัยผ้าเหลืองแอบแฝงเหล่านั้นไปด้วย

ในสมัยรัชกาลที่ ๔ ซึ่งทรงผนวชมายาวนานถึง ๒๗ พรรษาก่อนขึ้นครองราชย์ เป็นเจ้าอาวาสครองวัดมาก่อนครองราชย์บัลลังก์ ซึ่งก็น่าจะมีผลทางจิตใจทำให้พระภิกษุเคร่งครัดในพระวินัยมากขึ้น แต่เรื่องพระทำปาราชิกกับสีกาบนกุฏิก็ยังเกิดอยู่หลายเรื่อง จนทำให้ทรงตั้งกฎกำหนดโทษให้เข้มงวดยิ่งขึ้นและเรื่องหนึ่งที่เป็นสาเหตุของการตั้งกฎนี้ ก็คือเรื่องของ “อีเพ็ง”

“อีเพ็ง” เป็นคนหนึ่งในกลุ่มสาวใจแตกที่ทำให้พระวัดโพธิ์ต้องกลายเป็น “สมี” กันไปหลายรูป เหตุเกิดใน พ.ศ.๒๓๙๗ ซึ่งตามบันทึกไม่ได้กล่าวว่าอีเพ็งเป็นลูกเต้าเหล่าใคร บ้านช่องอยู่ที่ไหน เป็นแค่สาวรักสนุก หรือว่าถึงขั้นขายบริการแบบส่งถึงกุฏิ คงกล่าวแต่เพียงว่า

“…อีเพ็งเอาหนังสือเพลงยาวเข้าไปในพระบรมมหาราชวัง นายประตูจับหนังสือเพลงยาวได้ที่อีเพ็ง นายประตูส่งอีเพ็งกับเพลงยาวเข้าวัง ขึ้นกราบทูลให้ทรงทราบใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท…”

“หนังสือเพลงยาว” ที่ว่านี้ก็คือ “จดหมายรัก” นั่นเอง ซึ่งสมัยก่อนผู้หญิงไทยคงจะใจแข็งกันน่าดู หนุ่มที่เขียนจดหมายจีบจึงต้องพร่ำพรรณนาหว่านล้อมกันยืดยาว จนเรียกกันว่า “เพลงยาว” และเพลงยาวนี้เป็นของต้องห้าม นำเข้าไปในวังไม่ได้โดยเด็ดขาด ถือเป็นความผิดฉกรรจ์ทีเดียว

มีพระราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นวรจักรธรานุภาพ ชำระความของอีเพ็งกับเพลงยาว

“…อีเพ็งให้การว่า หนังสือเพลงยาวนี้ของอ้ายหนูวัดพระเชตุพน ตุลาการซักความต่อไป อีเพ็งรับเป็นสัตย์ว่า เมื่ออ้ายหนูยังเป็นสมีอยู่วัดพระเชตุพนนั้น อ้ายหนูกับอีเพ็งทำชำเรากันที่กุฏิอ้ายหนู ๒-๓ ครั้ง แล้วอีเพ็งก็ซัดถึงอ้ายพึ่งว่า ได้ทำชำเรากับอีเพ็งที่ห้องกุฏิด้วย อีเพ็งซัดว่า อ้ายดวงสมีได้ทำชำเรากับอีเพ็งหลายทีที่กุฏิอ้ายดวงสมีด้วย อ้ายทิมสมีทำชำเรากับอีปรางที่ห้องกุฏิอ้ายทิมสมีด้วย อ้ายเสือทำชำเรากับอีรอด ที่ห้องกุฏิอ้ายเสือสมีด้วย…”

อีเพ็งไม่ใช่แค่รับสารภาพว่าขึ้นไปทำอุบาทว์กับพระบนกุฏิถึง ๓ รูป คือสมีหนู สมีพึ่ง และสมีดวง แต่ยังซัดไปถึงคนอื่นด้วย ตุลาการจึงได้นำตัวอีปราง อีรอด สมีทิม สมีเสือ ที่ถูกซัดมาชำระความทุกคนก็ให้การรับสารภาพว่าเป็นความจริงตามที่อีเพ็งกล่าว พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นวรจักรธรานุภาพ จึงได้นำสำนวนการสอบสวนทั้งหมดขึ้นกราบบังคมทูลให้ทรงทราบใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท จึงทรงพระราชดำริว่า

“…ภิกษุสามเณรทุกวันนี้บวชอาศัยพระศาสนาอยู่เพื่อลาภสักการต่างๆ ไม่บวชด้วยความเลื่อมใสในพระพุทธสิกขาบท ภิกษุสามเณรทุกวันนี้เป็นอลัชชี ประพฤติชั่วนั้นต่างๆ จนถึงเป็นปาราชิก ภิกษุสามเณรทำเมถุนธรรมได้โดยง่ายนั้นเป็นเหตุให้ภิกษุสามเณรไปหาผู้หญิงชาวบ้านนั้นโดยง่ายอย่างหนึ่ง ผู้หญิงชาวบ้านไปหาภิกษุสามเณรที่วัดที่กุฏิอย่างหนึ่ง

ทรงพระราชดำริเห็นเหตุอย่างนี้ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สั่งว่า ให้หลวงธรรมรักษาหมายประกาศไปแก่ พระราชาคณะ พระครูฐานา เจ้าอธิการในกรุงทั้งสิ้น ห้ามไม่ให้ภิกษุสามเณรคบผู้หญิงพูดจาบนกุฏิ ฝ่ายผู้หญิงชาวบ้านเล่า ควรที่ให้มีหมายประกาศไปห้ามไม่ให้เข้าวัด ถ้าขืนเข้าไปในวัดจะให้ตำรวจจับปรับเอาเงิน ๓ ตำลึง ก็ฝ่ายพระราชาคณะ พระครูฐานา เจ้าอธิการนั้น โปรดเกล้าฯ สั่งให้หลวงธรรมรักษามีหมายประกาศห้ามไปแล้ว แต่ผู้หญิงชาวบ้านนั้น ยังไม่ได้โปรดเกล้าฯให้มหาดไทย กลาโหม หมายประกาศห้ามเหตุนี้ มหาดไทย กลาโหมไม่ได้หมายประกาศห้ามนี้ พระราชาคณะ พระครูฐานา เจ้าอธิการ ชายหญิง-ชาวบ้าน จึงคะนองถือใจว่าจะเป็นความหลอกไม่จับจริง ฝ่ายพระราชาคณะก็เพิกเฉยไม่เกรงพระราชอาณาจักร ไม่กำชับว่ากล่าวภิกษุสามเณร ปล่อยให้ภิกษุสามเณรคบพาผู้หญิงชาวบ้านขึ้นพูดจาในที่หลับที่นอน จนถึงปาราชิก เหมือนอ้ายเปลี่ยน สมีวัดอรุณ เมื่อเดือน ๑๐ ปีขาลฉศกนี้ คบอีตาบขึ้นพูดจาทำชำเรากันในห้องกุฏิที่ลับครั้งหนึ่ง ข้อความที่อีตาบทำชำเรากับอ้ายเปลี่ยนทั้งสมีนั้น ก็ไม่มีผู้ใดฟ้องกล่าวโทษอีตาบกับอ้ายเปลี่ยนสมี ได้รู้ความข้อนี้เพราะอีตาบเอาหนังสือเพลงยาวไปในพระราชวัง นายประตูจับตัวอีตาบได้ โปรดฯให้พระเจ้าน้องยาเธอกรมหมื่นวรจักรธรานุภาพชำระ อ้ายเปลี่ยนสมี อีตาบให้การรับเป็นสัตย์ว่าได้ทำชำเรากันทั้งเป็นสมีบนกุฏิวัดอรุณราชวรารามครั้งหนึ่ง จึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้หลวงธรรมรักษาเผดียงห้ามพระราชาคณะ พระครูฐานา เจ้าอธิการ ตามกระแสพระบรมราชโองการ ให้พระราชาคณะเอาใจใส่ภิกษุสามเณรอย่าให้คบผู้หญิงขึ้นพูดจาบนกุฏิเป็นอันขาด ถ้าขืนกระแสพระบรมราชโองการจะพระราชทานลัญจกรสำคัญ ให้กรมทหารขวาซ้ายเป็นกองจับ ถ้าจับภิกษุสามเณรพูดจากับผู้หญิงได้ที่กุฏิใด ภิกษุสามเณรที่อยู่ใกล้เคียงกันก็จะปรับโทษเสมอกันกับที่พูดกับผู้หญิง เพราะภิกษุสามเณรอยู่ใกล้นั้นไม่ตักเตือนว่ากล่าวกัน อนึ่งถ้ากองจับเชิญพระราชลัญจกรเป็นสำคัญ ให้ภิกษุสามเณรแลผู้หญิงชาวบ้านดูรู้ว่าเป็นกองจับแล้วก็อย่าให้สู้รบเป็นอันขาด ถ้าไม่ได้เชิญตราหลวงให้ภิกษุสามเณรผู้หญิงชาวบ้านดู ผู้นั้นเป็นคนปลอมจับ ให้ภิกษุสามเณรจับคนนั้นส่งให้กับเจ้ากระทรวงให้จงได้

ให้พระครูทักษิณคณิสร พระครูอุดรคณารักษ์ พระครูอมรวิไชย หมายประกาศไปแก่พระราชาคณะ พระครูฐานา เจ้าอธิการให้รู้จงทั่ว ห้ามอย่าให้ผู้หญิงตั้งแต่มารดา พี่ น้อง ญาติแลผู้อื่น อย่าให้ขึ้นกุฏิเป็นอันขาด ให้เจ้าคณะใหญ่เร่งหมายไปอย่าให้ขาดได้ตามรับสั่ง

หมายมา ณ วันศุกร์เดือน ๑๐ ขึ้น ๑๐ ค่ำ ปีขาลฉศก”

ไม่เพียงแต่จะเอาผิดกับพระภิกษุสามเณรตัวการเท่านั้น แม้แต่รูปอื่นที่อยู่ใกล้เคียงแล้วไม่ห้ามปราม ก็ทรงถือว่ามีความผิดเท่ากับตัวการด้วย ถ้าปัจจุบันยังใช้ระเบียบนี้ ก็อาจถึงขั้นสึกยกวัดกันเลย

อีกแบบของนางแบบสมัย ร.๕

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ทรงห่วงใยในเรื่องความเสื่อมเสียของพระภิกษุสามเณรมาก มีประกาศหลายฉบับที่กำหนดโทษในเรื่องนี้ เช่นในประกาศฉบับที่ ๒๖ ในปี พ.ศ.๒๓๙๖ มีข้อความตอนหนึ่งว่า

“…ด้วยพระสงฆ์ทุกวันนี้ ดูเหมือนจะไม่มีศรัทธาที่จะให้เป็นประโยชนชั่วนี้ชั่วหน้า บวชในพระศาสนาแล้วตั้งใจจะหาแต่ลาภสักการ แล้วกระทำอุลามกต่างๆ เป็นต้นว่าไปคบหาผู้หญิงพูดจากันในที่ลับแต่สองต่อสองจนถึงชำเรากัน ดังนี้เห็นจะมีอยู่โดยมาก แต่หากว่าไม่มีผู้ใดฟ้องร้องว่ากล่าว เหมือนเรื่องอ้ายเสนไปคบหากันกับอีหนู ไปมาหากันจนถึงชำเรากันทั้งพระ แล้วมีคนไปฟ้องหาในกรมพระธรรมการ กรมพระธรรมการแลตุลาการชำระอ้ายเสนเป็นสัจไม่ ด้วยเห็นแก่อ้ายเสน ครั้งมาภายหลังอ้ายเสนกับอีหนูกลับมาเป็นผัวเมียกันเข้า ครั้นเอาตัวอีหนูมาถามกลับรับเป็นสัจ แต่ตัวอ้ายเสนนั้นหนีไปยังไม่ได้ตัว และพระสงฆ์อื่นๆ ก็เห็นจะเป็นเหมือนอ้ายเสนจะมีอยู่มาก จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯว่าแต่นี้สืบไป ถ้าผู้ใดรู้เห็นว่าพระสงฆ์รูปใดวัดใดเป็นเช่นอ้ายเสนนี้แล้ว ให้เห็นแก่พระศาสนาอย่าได้ปิดบังอำพรางไว้ ให้มาฟ้องร้องว่ากล่าวในกรมพระธรรมการตามกระทรวง แลถ้ากรมพระธรรมการเห็นแก่ฝ่ายจำเลย แลผัดเพี้ยนไปให้เนิ่นช้า ให้ทำเรื่องราวฎีกามาทูลเกล้าฯถวายพระที่นั่งสุทไธสวรรย์ปราสาท จะได้โปรดเกล้าฯให้ข้าทูลละอองธุลีพระบาทคนหนึ่งคนใดชำระ ถ้าชำระได้ความเป็นสัจ ก็จะทรงพระกรุณาโปรดพระราชทานรางวัลให้แก่ผู้โจทก์นั้นโดยสมควร ถ้าผู้ใดที่บ้านใกล้เรือนเคียง แลรู้เห็นแล้วปิดยังอำพรางไว้ไม่มาฟ้องร้องว่ากล่าวก็ดี จะโปรดเกล้าฯให้ปรับไหมผู้นั้น ถ้าถือศักดินา ๑๒๐๐ ไร่ลงไปให้จ่ายเข้าเดือนๆ หนึ่ง ถ้าถือศักดินา ๔๐๐ ไร่จะให้ผู้นั้นเข้าเดือน ๒ เดือน อนึ่ง ถ้าผู้รู้เห็นเป็นใจแลช่วยชักสื่อพระให้ผู้หญิง ชักผู้หญิงให้พระ ถ้าชำระเป็นสัจจะโปรดเกล้าฯให้ปรับไหมผู้นั้นให้เป็นตะพุ่นหญ้าช้างด้วยเสมอโทษปาราชิก

ต่อมาในประกาศฉบับที่ ๒๗ ท่านก็เปิดโอกาสให้พระที่เคยพูดจากเกี้ยวพาผู้หญิงหรือเขียนเพลงยาวจีบ ซึ่งถือว่าเป็นปาราชิก ให้มาขอลุกะโทษ จะยกโทษให้ โดยประกาศว่า

“…ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯสั่งว่า พระราชาคณะ พระครู ฐานานุกรมเปรียญเจ้าอธิการอนุจร แลสามเณรรูปใดๆ ซึ่งรักใคร่ชอบพอสตรีภาพผู้ใดปรารถนาจะหาเตรียมไว้เมื่อสึก ให้ผู้ใดผู้หนึ่งเป็นสื่อไปพูดจาเกี้ยวแทะโลมสตรีภาพผู้นั้น แลให้หนังสือเพลงยาวกาพย์โคลง แลจดหมายข้อความที่รักใคร่บอกไปถึงสตรีที่รักใคร่ ปรารถนาจะต้องการไว้เป็นภรรยา แลได้พูดจากับสตรีในที่ลับที่แจ้ง ในการพูดเกี้ยวทางชู้กันตำบลใดๆ จนถึงเป็นปาราชิก แลได้พูดจาชักสื่อสตรีให้รักใคร่เป็นชู้กับพระสงฆ์สามเณรรูปใดๆ แลชักสื่อนำข่าวสารถ้อยคำพระสงฆ์สามเณรรูปใดให้รักใคร่เป็นชู้กับสตรีคนใดคนหนึ่งก็ดี หรือรู้ว่าพระสงฆ์หรือสามเณรรูปใดเป็นชู้รักใคร่กับสตรีคนใด พูดกับสตรีในที่ลับที่แจ้งจนถึงเป็นปาราชิก ความอย่างกล่าวมาแล้ว ก็ให้พระสงฆ์สามเณรรูปนั้นมาให้การลุกะโทษต่อกรมพระธรรมการแต่ในเดือน ๑๒ จนถึงเดือน ๔ ปีฉลูเบญจศก ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ จะยกโทษโปรดพระราชทานให้กับผู้ที่มาลุกะโทษนั้น อนึ่งพระสงฆ์สามเณรซึ่งประพฤติอนาจารทุจริตอย่างกล่าวมานี้ ไม่มาลุกะโทษ บอกความชั่วลามกของตัวต่อกรมพระธรรมการแล้ว แลมีบุรุษสตรีผู้ใดผู้หนึ่งมาให้การลุกะโทษต่อกรมพระธรรมการว่า พระสงฆ์สามเณรรูปนั้นพระอารามนั้นประพฤติอนาจารทุจริตอย่างกล่าวมานี้ พิจารณาเป็นสัจ จะให้มีโทษกับพระสงฆ์สามเณรรูปนั้นตามโทษานุโทษจงหนัก…..”

ในประกาศฉบับ ๒๙ ที่ออกตามมา ท่านก็กำหนดที่จะเล่นงานพ่อสื่อแม่ชักที่ชวนพระภิกษุสามเณรให้ประพฤติอนาจารโดยประกาศว่า

“…ตั้งแต่นี้สืบไปเมื่อหน้าอย่าให้ผู้ใดไปมาคบค้ากับพระสงฆ์แล้วแลคิดจะให้พระสึกออกมาอยู่กินเป็นผัวเป็นเมียกัน ถึงจะยังไม่ได้เป็นปาราชิก แต่พระยังบวชอยู่ก็ดี เป็นแต่ติดพันกันก่อนแล้วจึงสึกออกมาเป็นผัวเป็นเมียกันต่อภายหลังนี้แล

อนึ่ง ผู้ใดเป็นแม่สื่อได้นำเอาหนังสือเพลงยาว กาพย์ โคลง สิ่งของที่เขาจะทำบุญให้ทานกับถ้อยคำเป็นเชิงเกี้ยวข้างพระไปให้กับผู้หญิง ไปบอกกับผู้หญิงเอาข้างผู้หญิงไปให้ข้างพระก็ดี รู้เห็นเป็นใจด้วยกันดังนี้ ถ้ามีผู้ใดมาร้อง ฟ้องหรือเกิดความด้วยประการใดๆก็ดี จะเอาโทษแก่ผู้นั้นเป็นตะพุ่นหญ้าช้างเหมือนเป็นปาราชิกกับพระนั้น ถ้าเป็นแต่รู้เห็น มิได้ช่วยในการสื่อสนไม่เอาความมาฟ้องว่ากล่าวด้วยคิดเห็นว่าชั่วชั่งชี ดีชั่งพราหมณ์ เป็นคนใจบุญนอกทางดังนี้ จะปรับผู้นั้นเป็นโทษละเมิดลาหนึ่งเอาเป็นพินัยไปจำหน่ายทำพระอารามหลวง

อนึ่ง พระสงฆ์ใส่บ่อนถั่วบ่อนโป แลการพนันต่างๆ ถ้าผู้ใดไปเล่นกับพระก็ดี หรือใครเอาลูกไปฝากเป็นศิษย์วัดไว้ พระใช้ให้ต้มเหล้าต้มฝิ่นแลลักภาษีอากรใดๆ ก็ดี จะปรับไหมเอาตามความแผ่นดินเมืองแก่ศิษย์วัดคฤหัสถ์ที่ไปคบกับพระด้วย จึงทรงพระราชดำริว่า แต่ก่อนมาก็มีคนไปคบกับพระอยู่ดังนี้ก็จะมีมาก จึงทรงพระมหากรุณาโปรดเกล้าฯสั่งให้ประกาศว่า ผู้ใดไปคบกับพระมีความสิ่งใดๆ อยู่อย่างนี้ให้มาลุกะโทษเสียต่อกรมพระธรรมการแต่ในเดือนอ้าย ปีฉลูเบญจศก จะโปรดเกล้าฯ มิให้เอาโทษกับผู้นั้น

อนึ่งห้ามมิให้ผู้ใดนิมนต์พระไปเทศน์ไปสวดโลนก็ดี แลให้พระกินเหล้าก็ดี กินข้าวค่ำก็ดี อนึ่งจีนไทยผู้ใดห้ามมิให้ขายหมี่ ขายเหล้าให้พระกินที่โรงที่ร้านของตนก็ดี แลใส่บ่อนถั่วโปก็ดี แลการพนันต่างๆ ห้ามมิให้คบพระสงฆ์ไปเล่นในบ้านเรือน ในโรงบ่อนของตัวก็ดี ผู้หนึ่งผู้ใดมีละครเป็นเจ้าของงานก็ดี หรือเป็นเจ้าของละครก็ดี แลมีพระสงฆ์เข้าไปดูละครในบ้านของตัวแลโรงละคร ให้จับพระมาส่งกรมธรรมการ ถ้ามีจับเอามาส่งอย่างพระราชบัญญัติดังประกาศไว้นี้ จะปรับไหมให้กับผู้มาฟ้องบ้าง ให้กับผู้ชำระบ้าง เหลือนั้นจะเอาเป็นพินัยหลวง จำหน่ายให้ทำพระอารามหลวง ด้วยว่าพระสงฆ์ทำอนาจารดังนี้ให้เสื่อมเสียพระเกียรติยศต่อบ้านต่อเมือง อายกับนานาประเทศ และผู้ที่ล่วงพระราชบัญญัติดังนี้ เป็นคนใจบุญนอกทาง ตามใจพระสงฆ์ไม่ว่ากล่าวฟ้องร้องนั้นหาชอบไม่ จึงให้ปรับผู้นั้นให้เสียสินพินัยจำหน่ายให้แก่ผู้นั้นทำพระอารามหลวง ก็จะเป็นกุศลเป็นอันมาก และเป็นเกียรติยศงามพระนครถาวรนานไปข้างหน้า แลนานาประเทศจะมิได้หมิ่นประมาทได้ตามรับสั่ง….”

source :- http://www.thaitribune.org/