ภาระของพระสงฆ์สมัยยังไม่มีโรงเรียน

การปกป้องพระศาสนากำจัดอลัชชีที่ทำพระศาสนาต้องเศร้าหมองนี้ พระองค์ท่านทรงกำชับให้คฤหัสถ์ต้องช่วยกันดูแล ไม่ถือว่า ชั่วชั่งชีดีชั่งสงฆ์ และต้องรับผิดชอบในเรื่องนี้จนถือว่าเป็นหน้าที่ ฉะนั้นถ้าใครไม่ทำตามหน้าที่ก็ต้องมีความผิด มีโทษต่างๆ ตั้งแต่ถูกปรับหรือต้องไปทำงานรับใช้หลวงในหน้าที่ตะพุ่นหญ้าช้าง คือ เกี่ยวหญ้าเลี้ยงช้าง และยังให้อำนาจคฤหัสถ์จับพระที่กระทำความผิดได้ทันที โดยไม่ต้องไปแจ้งพนักงานมาจับ

พฤติกรรมของพระประเภทแค่มาขออาศัยผ้าเหลืองในยุคนั้นก็คงเหลือทน ในประกาศที่ออกมาหลายฉบับในเรื่องนี้ จึงระบุพฤติกรรมต่างๆ เหล่านั้นไว้มากมาย อย่างในประกาศฉบับที่ ๓๐ เรื่องห้ามคฤหัสถ์ไม่ให้คบภิกษุสามเณรที่ประพฤติอนาจารมีข้อความตอนหนึ่งว่า

“…แต่นี้สืบไป ห้ามอย่าให้คฤหัสถ์ทั้งปวงคบภิกษุสามเณรสูบฝิ่น สูบกัญชา กินสุราน้ำตาลส้ม กินข้าวค่ำ แลกินของที่ไม่ควร ภิกษุสามเณรจะกินในเพลาค่ำกินกับภิกษุสามเณร ณ บ้านเรือนโรงร้านของตนเป็นอันขาด อนึ่ง ห้ามอย่าให้ขายฝิ่น สุรา กัญชา น้ำตาลส้ม แลขายของที่ไม่ควรภิกษุสามเณรจะกินในเพลาค่ำให้ภิกษุสามเณรกิน แลสมคบให้ภิกษุสามเณรกระทำอนาจารสิ่งใดๆ ณ บ้านเรือนโรงร้านของตน อนึ่ง ห้ามอย่าให้ชายหญิงทั้งปวงคบภิกษุสามเณรเล่นโป ถั่ว ไพ่ โปงแปะ แลชนไก่ปลากัดปลาเข็ม เล่นการพนันต่างๆ ที่บรรดาเจ้าภาษีนายอากร ผู้พระราชทรัพย์ส่งขึ้นท้องพระคลังหลวง แลห้ามอย่าให้ชายหญิงทั้งปวงคบภิกษุสามเณรให้เข้ามาอยู่ในบ้านเรือนโรงร้านของตนตั้งแต่เพลา ๒ ยาม จนรุ่งสว่างเป็นอันขาด ถ้ามีกิจใดๆ จะนิมนต์ภิกษุสามเณรเข้ามาในเวลาต้องห้าม ในกรุงเทพพระมหานครแลแขวงกรุงเทพพระมหานคร ก็ให้เจ้าบ้านเรือนโรงร้านนั้นๆ มาบอกกรมธรรมการแลนายอำเภอ ผู้ใดผู้หนึ่งให้จดหมายศุภมาส วันคืนไว้เป็นสำคัญว่า วันนี้มีธุระสิ่งนั้นจะนิมนต์ภิกษุสามเณร ชื่อนั้น อยู่พระอารามนี้ เข้ามาในบ้านเรือน โรงร้านของตนแต่เพลา ๒ ยามจนรุ่งสว่าง ถ้าภิกษุสามเณรรูปใดสิ้นกิจแล้ว แลจะให้กลับไปวัด ก็ให้มาบอกกรมธรรมการนายอำเภอจดหมายศุภมาสวันคืนไว้ด้วย ถ้าหัวเมืองให้มาแจ้งต่อเจ้าเมืองกรมการธรรมการ สำหรับเมืองแลแขวงกำนันให้รู้ไว้เหมือนกรุงเทพพระมหานคร ให้เจ้าเมืองกรมการธรรมการแขวง กำนันผู้นั้นๆ จดหมายศุภมาสวันคืนขึ้นแรมไว้เป็นสำคัญ อนึ่ง ห้ามอย่าให้คฤหัสถ์ชายหญิงทั้งปวงลงเรือร่วมภิกษุสามเณรซึ่งเป็นพาลไปเที่ยวดูกระทง เล่นกฐิน ผ้าป่า เที่ยวพายเรือแข่งเบียดเสียดชายหญิง แลเที่ยวดูโขน หุ่นละคร งิ้ว หนัง แลการเล่นฟ้อนรำขับร้องต่างๆ ให้เสื่อมเสียพระเกียรติยศ ทำให้ชนอันมาแต่นานาประเทศซึ่งถือศาสนาต่างๆ ดูหมิ่นประมาทได้…” และ

“…ผู้ใดมีศรัทธานิมนต์ภิกษุสามเณรมาเทศมหาชาติก็ดี สวดศพก็ดี ถ้าภิกษุสามเณรเทศมหาชาติแลสวดศพตลกคะนองนอกพระบาลีแล้ว ก็ให้เจ้าของกัณฑ์ เจ้าของศพแลผู้นิมนต์ผู้มาฟังนั้นจับภิกษุสามเณรรูปนั้นมาส่งกรมธรรมการแต่ใน ๓ วันจึงจะพ้นโทษ ถ้าไม่จับมาส่งไม่นำความมาว่าต่อกรมธรรมการแต่ในกำหนด ๓ วันแล้ว มีผู้มาฟ้องกล่าวโทษพิจารณาเป็นสัจ ให้ปรับไหมเจ้าของกัณฑ์ เจ้าของศพผัวเมียแลผู้นิมนต์ โดยฐานละเมิดตามบรรดาศักดิ์เป็นพินัยหลวง ผู้ที่มานั่งฟังนั้นให้ปรับไหมกึ่งเจ้าของกัณฑ์เจ้าของศพ

อนึ่งผู้ใดเป็นเจ้าของงานหาโขน หุ่น หาละคร งิ้ว หนัง แลการเล่นฟ้อนรำขับร้องต่างๆ มาเล่น ณ บ้านเรือนก็ดี ตำบลใดๆ ก็ดี ผู้เป็นนายกำกับงานไปเล่นก็ดี ผู้มาดูงานโรงนั้นก็ดี นอกจากงานภิกษุสามเณรในพระอารามแล้ว ให้เจ้าของงานผู้กำกับงานแลผู้ซึ่งมาดูงานเล่นฟ้อนรำทั้งปวงเอาใจใส่คอยดูแลระวัง ถ้าเห็นพระภิกษุสามเณรเข้ามาดูงานเล่นฟ้อนรำขับร้องแล้ว ก็ให้จับภิกษุสามเณรที่มาดูงานรูปนั้นๆ มาส่งกรมธรรมการตามรับสั่ง ถ้าจับไม่ได้ก็ให้มาว่ากล่าวต่อกรมธรรมการแต่ใน ๓ วันจึงจะพ้นโทษ ถ้าเจ้าของงานเป็นผู้เป็นนายกำกับการเล่นฟ้อนรำ ขับร้องต่างๆ แลผู้มาดูงานโรงนั้นเห็นภิกษุสามเณรมาดูงาน แล้วไม่จับตัวมาส่ง ไม่นำความมาว่าใน ๓ วัน มีผู้มาว่า พิจารณาเป็นสัจ ให้ปรับไหมเจ้าของงานแลผู้เป็นนายกำกับไปเล่นนั้น โดยฐานละเมิดตามบรรดาศักดิ์เป็นพินัยหลวง แล้วให้เจ้าของงานผู้กำกับการเล่นฟ้อนรำขับร้องต่างๆ นั้นสาบานตัวจำเพาะพระพักตร์พระปฏิมากรและพระธรรมพระสงฆ์จงสาหัสแล้ว ให้ตุลาการซักถามเจ้าของงานผู้กับงานว่า ผู้ใดมาดูการเล่นฟ้อนรำขับร้องร่วมเพลาภิกษุสามเณรบ้าง ถ้าเจ้าของงานผู้กำกับการงานให้การว่า คนนั้นๆ มาดูงานร่วมเพลาภิกษุสามเณรนั้น มาพิจารณาได้ความจริงแล้วให้ปรับไหมกึ่งเจ้าของงาน”

แบบนี้ถ้ามีพระภิกษุสามเณรเข้าไปร่วมงานบันเทิงเพียงรูปเดียว ทั้งคนจัดคนดูก็ต้องโดนปรับหมดทั้งงานไปเลย

ยังไม่หมดแค่นี้ ข้อความในประกาศฉบับนี้ยังมีต่อไปอีกว่า

“อนึ่ง ผู้ที่เห็นภิกษุสามเณรประพฤติอนาจารทุจริต กระทำความผิดต่างๆจนถึงเป็นปาราชิกแล้ว ผู้นั้นไม่จับภิกษุสามเณรรูปนั้นมาส่งหรือไม่มาว่ากล่าวในกำหนด ๓ วันแล้ว มีผู้มาว่าพิจารณาเป็นสัจ ให้ปรับไหมผู้ที่เห็นภิกษุสามเณรประพฤติอนาจารดังกล่าวมานี้นั้นกึ่งผู้เป็นเจ้าของเรือนตามบรรดาศักดิ์เป็นพินัยหลวง ถ้าเป็นปาราชิกให้ปรับไหมกึ่งผู้ผิด แต่ผู้ที่รู้ว่าภิกษุสามเณรประพฤติอนาจารดังกล่าวมานี้ ถ้ารู้แล้วไม่นำความมาว่าต่อกรมธรรมการภายใน ๓ วัน จนถึงมีผู้มาฟ้องกล่าวโทษ โปรดให้ตุลาการพิจารณาได้ความจริงนั้น ให้ตุลาการทอดเส้นเชือกแต่เรือนผู้ผิดไป ๓๐ วา ถ้าความปาราชิกผู้อยู่ใน ๑๐ วา ให้ปรับไหมเข้าเดือน ทำพระอาราม ๓๐ วัน ถ้าผู้อยู่ใน ๒๐ วา ให้ปรับไหมเข้าเดือนทำพระอาราม ๑๐ วัน ถ้าศักดินาตั้งแต่ ๔๐๐ ไร่ขึ้นไป ให้บ่าวไปทำแทนแล้วปรับไหมทวีคูณ โดยสมควรตามศักดินามากแลน้อย ถ้าเป็นภิกษุสามเณร ประพฤติอนาจารลามกสิ่งใดๆ นอกจากความเป็นปาราชิกแล้ว ให้ปรับไหมผู้ที่รู้ความแล้วนิ่งเสียนั้นเสมอผู้อยู่ใน ๓๐ วา…”

ท่านให้ใช้เชือกวัดกันเลย ใครอยู่ในรัศมี ๓๐ วาเป็นโดนหมด แต่ผู้มีบรรดาศักดิ์กลับให้บ่าวไปรับโทษแทนได้ สบายไปอีก

เหตุผลที่ท่านต้องเข้มงวดในเรื่องนี้ก็เพื่อ

“…ภิกษุสามเณรทั้งปวงนั้นก็จะเข็ดขยาด มิอาจกระทำความชั่วลามกดังกล่าวมาต่างๆได้ พระศาสนาก็จะวัฒนาการรุ่งเรืองสืบต่อไป พอเป็นที่เลื่อมใสแก่สัปบุรุษทายกทั้งปวง…”

กุฏิสงฆ์ในวัดโพธิ์ ปัจจุบันยังรักษาสภาพอดีตไว้

source :- http://www.thaitribune.org/