ศพลอยที่แม่น้ำคงคา..ใจไม่แข็งไม่ต้องดู จงดูเพื่อมรณานุสสติ

หลายท่านได้ยินชื่อแม่น้ำคงคามานาน..แต่ไม่มีโอกาสได้ไปเห็น หรือได้ยินแต่เพียงคำเล่าบอกเท่านั้น โดยเฉพาะเรื่องที่อินเดีย คือการนำศพผู้ตายไปถ่วงน้ำที่แม่น้ำคงคา..ไม่ต้องเผา ปกติแล้วชาวฮินดูซึ่งเป็นกลุ่มประชากรกลุ่มใหญ่ของอินเดียประมาณ ๗๐ เปอร์เซ็นต์เป็นฮินดู จะประกอบพิธีศพผู้ที่เสียชีวิตด้วยการเผา ณ ริมฝั่งแม่น้ำ ในแต่ละหัวเมืองก็จะมีสถานที่เผาศพอยู่ทุก ๆ แห่ง ถือริมแม่น้ำเป็นจุดสำคัญ ไม่จำเป็นว่าแม่น้ำสายน้้นจะต้องเป็นแม่น้ำคงคาเสมอไป ให้เป็นแม่น้ำก็เป็นอันใช้ประกอบพิธีได้ เมื่อเผาศพเสร็จแล้วก็จะนำเศษเถ้ากระดูกโปรยลงไปยังแม่น้ำ ไม่มีการเก็บกระดูก หรืออัฎฐิเหมือนที่บ้านเรา จากนั้นก็จะทำบุญหาญาติเมือ่ถีงวาระเสียชีวิตครบ ๑๒ วัน บ้าง ๕๐ วันบ้าง หรือ ๑๐๐ วันบ้างตามประเพณี ภาพด้านบนนี้น่าจะเป็นศพนักบวชผู้ชาย นำมาแสดงเพื่อได้พิจารณาเป็นมรณานุสสติ เพื่อการระลึกถึงความตาย…..

” ระลึกถึงความ ตายสบายนัก
มันหักรักหักหลงในสงสาร
บรรเทามืดโมหันต์อันธการ
ทำ ให้หาญหายสะดุ้งไม่ยุ่งใจ “

“””””

            จะมีบุคคลบางจำพวกที่ชาวฮินดูจะไม่เผาเมื่อคนเหล่านั้นเสียชีวิตลง โดยถือว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ไม่ต้องเผาให้นำไปถ่วงน้ำก็จะได้ไปสวรรค์โดยไม่ต้องประกอบพิธีใด ๆ เลย บุคคลเหล่านั้นคือ

๑.  ศพเด็กที่เสียชีวิต หรือ ศพสตรีที่ตายทั้งกลม ถือว่าเด็กในท้องเป็นผู้บริสุทธิ์

๒. หญิงสาวพรหมจรรย์ที่ยังไม่แต่งงาน (ที่ยังไม่เสียความบริสุทธิ์)

๓. นักบวช สันยาสี ผู้ออกจากบ้านแสวงหาโมกขธรรมทั้งหลาย

๔.ศพผู้ที่ถูกฟ้าผ่า, งูเห่ากัดเสียชีวิต (พระเจ้าต้องการตัวด่วน) ศพผู้เป็นโรคเรื้อน (รับกรรมทุกข์เวทนาบนโลกมนุษย์จบแล้วไปสวรรค์ได้เลย) 

๔ กลุ่มหลักนี้จะไม่เผากัน จะนำไปถ่วงน้ำตามคติความเชื่อ

และประการที่ ๕ ล่าสุดนี้เพิ่มมาเป็นพิเศษ เพราะได้เห็นด้วยตนเอง…เมื่อไม่นานมานี้ ได้แก่ศพที่ผู้ตายแจ้งความประสงค์กับญาติ ๆ ไว้ว่า ถ้าตนเองเสียชีวิตลงอย่าได้นำไปเผาขอให้นำร่างของเขาไปถ่วงน้ำที่แม่น้ำคงคา เป็นความประสงค์ของผู้ตายเอง ญาติ ๆ ก็จะปฏิบัติตามนั้น

ท่านคมสรณ์ – พระธรรมทูตอินเดีย

บอกกล่าวเล่าเรื่องจากเมืองเทวทูต

๓๐ เมษายน ๒๕๕๕

====00000====

ภาพปางมหาปรินิพพานเต็มองค์..ที่หาทัศนาได้ยากแล้ว

ปางมหาปรินิพพาน….สื่อถึงวินาทีแห่งการเสด็จเข้าสู่การดับขันธปรินิพพานขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ณ สาลาวโนทยาน กุสินารานคร..เมื่อ 2555 ปีมาแล้ว  ปางนี้ไม่ใช่ปางไสยาสน์ แต่เป็นปางอนุฏฐิตไสยาสน์..คือ บรรทมครั้งสุดท้าย ไม่เสด็จลุกขึ้นมาอีก หรือ ปางเสด็จดับขันธปรินิพพาน

พระพุทธปฏิมาปางนี้เป็นพระพุทธรูป สามมิติ ถ้ามองจากด้านตรงทางเข้าหน้าประตู = พระพักตร์ประหนึ่งเหมือนเพิ่งเสด็จปรินิพพาน   มองจากทิศเหนือ = ทรงกำลังกระทำการแย้ม   มองจากด้านพระพุทธบาท = ถึงความปล่อยวาง ปลงสังขารชั่วนิจนิรันดร์

สร้างโดยนายช่างชื่อ  ทิน่าห์

เจ้าภาพคือ ท่านสวามีหริพละ

วัสดุที่สร้าง  หินทรายแดง (Red Sand Stone)

แหล่งที่สร้าง  เมืองมถุรา อัคระ หินชนิดเดียวกันกับ Red Fort หรือ Agra Ford

ศิลปะยุคคุปปตะ..พ.ศ. ๙๐๐ (Gupta Period)

ความยาว  หกเมตรสิบเซ็นติเมตร.

ค้นพบโดย A.C Calleley  นักโบราณคดี ผู้ช่วย นายพล เซอร์คันนิ่ง แฮมม์

ค้นพบเมื่อ ค.ศ. 1876

ปัจจุบันมีการล้อมองค์พระด้วยโครงเหล็กและจะกั้นไม่ให้ถึงองค์พระได้…จึงไม่สามารถนำภาพที่มองเต็มตา ได้เต็มองค์อย่างภาพนี้ได้อีกแล้ว…ฯ

หมายเหตุ: ให้ Save ภาพเก็บต่างหากจะเห็นเต็มองค์

“””””””””””””””””

ท่านคมสรณ์ – พระธรรมทูตอินเดีย

๑ เมษายน ๒๕๕๕

====00000====

กบิลพัสดุ์วังเจ้าชายสิทธัตถะ ณ วันนี้ที่ไปเห็น

ภาพสถานที่วังโบราณ ณ กรุงกบิลพัสดุ์ ปัจจุบันอยู่ในเขต ประเทศเนปาล

ภาพบริเวณที่สร้างปราสาท ๓ ฤดู โดยพระเจ้าสุทโธทนะสร้างให้เจ้าชายประทับ

สระโบราณ ที่เคยปรากฏมีตั้งแต่สมัยโบราณ

กำแพงวังเก่า บริเวณโดยรอบวังของพระเจ้าสุทโธทนะ

ประตูทางด้านทิศตะวันออก  อภิมหาภิเนตรษกรมน์ ที่เสด็จออกบวช

สถูปที่ม้ากัณฑกะ กลับมาสิ้นใจหลังจากที่ส่งเจ้าชายออกบวช

กำแพงโบราณที่ยังคงร่องรอยแห่งความยิ่งใหญ่

ร่องรอยกำแพงที่พังทะลายลงมา

มีเทวาลัยฮินดู ชาวบ้านมาบูชาด้วยรูปแกะสลักช้าง

“””””””””””””

ท่านคมสรณ์-พระธรรมทูตสายประเทศอินเดีย

๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕